วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ไทย-เขมร หลังคำตัดสินของศาลโลก




ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกร่วมของคนเอเชียอาคเนย์ช่วงนี้กำลัง “อิน” และ คึกคักไปกับความหวังที่จะได้พูดจาไปมาหาสู่และลงทุนค้าขายแลกเปลี่ยนกันให้มากขึ้น บ่อยขึ้น และใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตามท้องเรื่อง AEC ที่กำลังโหมโปรโมทกันอย่างเอิกเกริกในทุกทั่วหัวระแหง ทว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชากลับดูเหมือนจะชะงักงัน

จะกลืนก็กลืนไม่เข้า จะคายก็คายไม่ออก

เป็นแบบนี้มาได้ระยะใหญ่ และยังไม่พ้นภาวะอึดอัดนี้ไปได้ อย่างน้อยจนกว่าศาลโลกจะมีคำตัดสินรอบใหม่ออกมา

ระหว่างนี้ อะไรๆ ที่ขุ่นข้องหมองใจกัน ย่อมถูกกวาดเข้าไว้ “ใต้พรม” ไปพลางก่อน

ทุกฝ่ายต่างซื้อเวลา แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

แต่ความบาดหมางใช่ว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อการค้าขาย เพราะนับแต่เกิด “กรณีเขาพระวิหาร” การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกัมพูชาหันไปซื้อจากเวียดนามแทน

แน่นอน ความเกลียดชังและหมั่นไส้ย่อมส่งผลต่อการค้าและการลงทุน พูดอีกแบบคือ ปัญหาการเมืองย่อมสร้างปัญหาเศรษฐกิจ

และนั่นย่อมเป็นโจทย์ใหญ่ทางการทูต

ทำอย่างไร จึงจะทำให้เศรษฐกิจระหว่างกันราบรื่น และดำเนินต่อไปได้อย่างงดงาม โดยไม่รับความระคายเคืองจากความบาดหมางทางการเมืองที่ดำรงอยู่และอาจจะรุนแรงขึ้นในอนาคต

มันเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับฝ่ายไทย

ยิ่งถ้าศาลโลกตัดสินให้ฝ่ายกัมพูชาได้ประโยชน์ โจทย์ก็จะยิ่งยากขึ้น

แม้กระทั่งท่านทูตธัชชยุติ ภักดี เอกอัครราชทูตไทย ผู้มีบุคลิกภายนอกน่ารัก สุภาพ นิ่มนวล สุขุม ไม่ถือตัว ทว่าภายในตื่นตัวคอยสังเกต ระแวดระวัง และคิดคำนวณ ผลประโยชน์ของชาติตลอดเวลา เหมาะกับหน้าที่ความรับผิดชอบและสถานการณ์ทางการทูตของสองประเทศในเวลานี้มาก...ยังยอมรับกับผมว่ามันจะยาก

“กัมพูชาเขาพูดได้อย่างเปิดเผยว่า เขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามมติของศาลโลก” ทูตกล่าว

แต่สำหรับฝ่ายไทยเราเล่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเราคงไม่อยู่ในสถานะที่จะพูดแบบนั้น

ในความเห็นของผม ผมคิดว่าศาลโลกน่าจะตัดสินให้กัมพูชาชนะความ แต่จะชนะในดีกรีไหน มีเงื่อนไขหรือไม่ ผมยังไม่แน่ใจ

เท่าที่ผมสังเกตุดูประเทศใหญ่ๆ ล้วนเข้าข้างกัมพูชาอยู่ในทีแทบทั้งนั้น

ทว่า การทูตย่อมมีทางออกเสมอ!

เพราะหากเราศึกษาประวัติศาสตร์ เราจะพบว่ามันยังพอมีทางออกที่อาจเป็น Creative Solution ให้กับปัญหาไทย-กัมพูชา ให้สามารถเดินหน้า Breakthrough จากภาวะชะงักงันไปได้ ไม่ว่าคำตัดสินของศาลโลกจะออกมาแบบไหนก็ตาม

จะ “หัว” หรือจะ “ก้อย” การค้าการลงทุนก็ยังจะรุ่งเรืองต่อไปได้ในภายภาคหน้า

ผมแนะนำให้ย้อนกลับไปยังปี 2521 และมองไปที่เติ้ง เสี่ยว ผิง

มองไปที่นโยบายต่อญี่ปุ่นของเขา

เพราะใครๆ ก็รู้ว่าจีนกับญี่ปุ่นนั้นเคยบาดหมางกันแรงขนาดไหน

สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและระหว่างสงคราม ญี่ปุ่นเข้ายึดครองบางส่วนของจีน ฆ่าแกงราษฎรจีนเป็นผักปลา และข่มเหงน้ำใจคนจีนขนาดไหน พวกเราคงรู้กันดีอยู่แล้ว

มันเป็นบาดแผลใหญ่ซึ่งเปรียบเสมือน “หลุมดำ” ทางการทูตและระคายเคืองต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีน-ญี่ปุ่นเสมอมา จนกระทั่งบัดนี้คนจีนก็ยังไม่ยอมลืม แม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบัน จะออกมาคำนับขอโทษจีนอย่างเป็นทางการไปแล้วก็ตามที

แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ติดอันดับ Top 3 ของจีนเสมอมา (และอาจจะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดหากเรานับรวมทั้งการลงทุนโดยตรงและลงทุนผ่านคนอื่น) นับแต่เติ้งเสี่ยวผิงเปิดประเทศเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

อาจจะมีลดลงไปบ้างระยะหลัง เพราะเป็นผลจากความบาดหมางเรื่องหมู่เกาะและคนจีนประท้วงทำลายสินทรัพย์ของญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มแสดงท่าทีให้เห็นอย่างออกนอกหน้าว่าจะหันกลับมาเพิ่มการลงทุนในเอเชียอาคเนย์ให้มากขึ้นในอนาคต

แต่กระนั้น ญี่ปุ่นก็ยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในจีนอยู่วันยังค่ำ

มิเพียงเท่านั้น สมัยเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงเปิดประเทศใหม่ๆ ยังได้ส่งข้าราชการดาวรุ่งมือดีกลุ่มหนึ่งไปฝึกงานในญี่ปุ่นอย่างลับๆ ทั้งจากกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง ธนาคารชาติ และกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญอื่น

นับว่าญี่ปุ่นยอมให้ข้าราชการกลุ่มนี้ได้เข้าถึงหัวใจและความลับเชิงนโยบายของตนเอง

จูหรงจี ผู้วางรากฐานเชิงนโยบายเศรษฐกิจคนสำคัญของจีนในเวลาต่อมา จนหนังสือพิมพ์ฝรั่งขนานนามว่าเป็น “ซาร์เศรษฐกิจของจีน” ก็เป็นหนึ่งในข้าราชการกลุ่มที่ว่านั้น

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมชาติที่ยังมีปัญหาการเมืองตกค้างมาจากอดีต จึงสามารถสานความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจที่แนบแน่นต่อกันได้ถึงขนาดนี้?

คำตอบอยู่ที่สุนทรพจน์ของเติ้งเสี่ยวผิง เมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2521 ก่อนที่จะเลยมาเยือนไทยและเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



ตอนนั้นเขาขึ้นมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จในจีนแล้วหลังจากอสัญกรรมของประธานเหมาและรัฐประหารและกวาดล้างพวกแก๊งสี่คนและกำลังจะผลักดันนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเขา (ที่เรียกว่า “นโยบายสี่ทันสมัย”) แบบเต็มสูบ

ในครั้งนั้น หลังจากที่ได้เกริ่นนำว่าทั้งท่านประธานเหมาและท่านนายกโจวเอิ้นไหล เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ ทั้งสองท่านนั้นให้ความสำคัญอย่างมากต่อประเด็นความสัมพันธ์ของสองประเทศ เขาได้ท้าวความลงนามทางการทูตระหว่างกันที่เคยมีมานับแต่สมัยประธานเหมา

เขาได้แสดงให้ญี่ปุ่นเห็นจุดยืนของเขาชัดเจนว่า สำหรับเขาแล้ว ความขัดแย้งต่างๆ ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่เคยมีมาในอดีตนั้น (ผู้แปลใช้คำว่า Sovereignty related conflicts) “ขอให้เป็นภาระของคนรุ่นต่อไปเถอะ” (left for the next generation)

คำกล่าวนั้น ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจีนต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น ความขัดแย้งที่มีมาแต่เดินนั้นควรพักเอาไว้ก่อน

คำกล่าวนั้น สรุปรวบยอดแนวคิดและนโยบายทางการทูตที่แคลสสิกมาก

ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญ และเป็น Creative Solution ให้กับปัญหา Deadlock ทางการทูตระหว่างจีนกับญี่ปุ่น

แม้การเมืองจะขัดแย้ง แต่เศรษฐกิจกลับแน่นแฟ้น

เป็นการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ตามหลักการของคอมมิวนีสต์ ที่แสดงให้เห็นในระดับปฏิบัติว่าทั้งคู่ได้ยึดถือตามนั้นอย่างเคร่งครัดในเวลาต่อมา

ที่สำคัญ คำกล่าวนั้น ทำให้เราเกิดความหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีโอกาสที่จะสดใสได้ในอนาคต

ไม่ว่าคำตัดสินของศาลโลกจะออกมาเช่นไร


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
26 ก.ค. 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกรกฎาคม 2556


คลิกอ่านบทความเชิงการทูตของผมได้จากลิงก์ข้างล่าง

****ไทย-เขมร ในมุมมองของผม


และ


****รัฐปัตตานีจะไปรอดเหรอ?

1 ความคิดเห็น:

  1. Want To Boost Your ClickBank Traffic And Commissions?

    Bannerizer made it easy for you to promote ClickBank products using banners, simply visit Bannerizer, and grab the banner codes for your favorite ClickBank products or use the Universal ClickBank Banner Rotator to promote all of the available ClickBank products.

    ตอบกลับลบ