วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

ทุกข์ของคนมีเงิน




ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 คุณธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย กับผม มักชวนกันไปกินเป็ดปักกิ่งที่ร้านเกรทเซี่ยงไฮ้ ตรงปากซอยสุขุมวิท 24 เป็นประจำ

เป็ดปักกิ่งร้านนี้อร่อยและคุ้มค่า

นอกจากหนังเป็ดอบ 2 จานพูนๆ แล้ว เนื้อเป็ดยังสั่งทำได้อีก 2 เมนู โดยเรามักให้ทำเมี่ยงและทอดกระเทียม

และพอสนิทกับพนักงานยิ่งขึ้น เพราะเรามากินกันบ่อย เขาก็จะแถมเมนูพิเศษให้อีก 1 อย่าง คือต้มกระดูกเป็ดผักกาดดอง เอาไว้ซดน้ำแกงร้อนๆ ควบคู่กันไป

กินกันสองคนแล้วอิ่มตื้อ ถ้าเป็นมื้อกลางวัน เย็นนั้นก็ไม่ต้องกินอะไร และถ้าเป็นมื้อเย็น บางทีคืนนั้นถึงกับนอนไม่หลับ แถมอิ่มเผื่อแผ่มาถึงเช้าอีกวันนึงเลยก็มี

ราคาเป็ดปักกิ่งสมัยนั้นคือ 400 บาท เมื่อรวมน้ำเก็กฮวยแล้ว หารกันตกสองร้อยกว่าบาทต่อมื้อ

นับว่าคุ้มค่ามาก

ทุกวันนี้ เป็ดปักกิ่งของร้านเกรทเซี่ยงไฮ้ราคา 1,500 บาท ทั้งๆ ที่ทุกอย่างเหมือนเดิม

เป็ดก็ตัวเท่าเดิม เมื่อเฉือนหนังออกตามกรรมวิธีแบบมืออาชีพแล้วก็ได้หนังเป็ดอบจำนวน 2 จานพูนๆ เท่าเดิม และเนื้อเป็ดก็สั่งทำได้อีก 2 เมนูเหมือนเดิมคือเมี่ยงและทอดกระเทียม แถมต้มกระดูกเป็ดผักกาดดองร้อนๆ เช่นเดิม

จะให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากบอกว่า "เป็ดแพงขึ้น"

หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือว่า "เงินมีค่าลดลง" เมื่อเทียบกับเป็ด

ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "เงินเฟ้อ" หรือ Inflate นั่นเอง

เท่ากับราคาเป็ดปักกิ่งของร้านเกรทเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้น 275% ในระยะเวลาประมาณ 20 ปี

หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คือในรอบ 20 ปีมานี้ เงินบาทของเรามีกำลังซื้อลดลงในอัตราเดียวกัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนมีเงินและเก็บเงินไว้เฉยๆ ก็จนลงได้

การถือเงินสดไว้เฉยๆ จึงเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ทั้งเสี่ยงที่ค่าเงินจะลดลง และเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเลือกเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุน แทนที่จะเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งความเสี่ยงแบบนี้ในภาษาของนักการเงินเรียกว่า Opportunity Risk

เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ค่อยๆ ไต่ขึ้นจากประมาณ 300 จุด มาจนถึงประมาณ 1,600 จุด

ดังนั้น คนที่เอาเงินไปซื้อหุ้นแล้วถือครองไว้จนกระทั่งบัดนี้ ย่อมมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว ในขณะที่คนที่ถือเงินสดไว้เฉยๆ หรือฝากธนาคารไว้ (ดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยในรอบ 20 ปีนี้คิดเป็นประมาณ 4% ต่อปี) ย่อมมั่งคั่งลดลง (เพราะเงินเฟ้อมากกว่าดอกเบี้ย)

เช่นเดียวกับผู้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำมาก

ลองคิดใหม่ว่า พันธบัตรรัฐบาลคือการที่รัฐบาลมาขอกู้เงินจากเรา โดยจ่ายเงินคืนเราในอนาคต โดยเงินจำนวนนั้นมีค่าลดลง (ลองพิจารณาเรื่องเป็ดปักกิ่งดูให้ดี)

เท่ากับรัฐบาลได้เปรียบเรามากเลย เพราะเอาเงินเราไปใช้ก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนกลับมาในมูลค่าที่ลดลง

ดังนั้น ถามว่าเราควรซื้อพันธบัตรรัฐบาลไหม

ตอบว่า "ควรซื้อ" แต่ให้ซื้อแค่ใบเดียวหรือหน่วยเดียวพอ แล้วนำมาใส่กรอบแล้วแขวนไว้ข้างฝา เคียงข้างกับธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ บาท

เพื่อจะเอาไว้ประกอบการสอนลูกๆ หลานๆ ให้รู้เรื่องหลักการลงทุน และหลักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง Inflation” หรือ "เงินเฟ้อ"

ลองคิดดู ว่าเมื่อลูกหลานโตขึ้น กระดาษสองใบนั้น จะมีค่าลดลงไปมากเพียงใดเมื่อเทียบกับระดับราคาสินค้า บริการ หรือแม้กระทั่งทรัพย์สินชนิดอื่นที่เป็นของหายาก (เช่นทองคำ ที่ดินย่านสำคัญ) และ Collectable Items (เช่นพระเครื่องและของสะสมอื่น) หากมองว่ารัฐบาลยังต้องการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายตามโครงการใหญ่ๆ อยู่ ในขณะที่รายได้ภาษียังคงจัดเก็บได้ห่างจากเป้าหมายมาก ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อันที่จริง ถ้าเราเทียบค่าของเงินกับระดับราคาสินค้าบริการในรอบสิบกว่าปีมานี้ ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า เงินบาทมีค่าลดลงมาโดยตลอด

ดัชนีต่อไปนี้ เป็นข้อมูลส่วนตัวบางส่วนของผมเอง ซึ่งถือเป็นคนชั้นกลางในย่านสุขุมวิทซอยกลาง เทียบกันระหว่างปี 2542 กับปี 2552 และต้นปีนี้


.. 2542*
.. 2552
.. 2558
ดัชนีราคาผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ (เฉพาะเขตกรุงเทพ) (2554=100)
75.7
91.9
105.88
ค่ารถสองแถวจากปากซอยสุขุมวิท 39 มาที่บ้าน (แยกพร้อมศรี)
20
30
30
(เช้าก่อนเก้าโมงคิด 40 บาท)
ค่าตัดผมลูก ร้านปากซอยสุขุมวิท 51
100
250
350
ไม้ขนไก่ ซื้อจากรถซาเล้งที่ขับผ่านเสมอ
-
แบบก้านสั้น
-
แบบก้านยาว
ไม้กวาด จากซาเล้งคันเดียวกัน


110
150
35


170
220
55


220
320
80
ข้าวหอมมะลิเกรด A ถุงละ 5 กก. ซื้อจากวิลล่า มาร์เก็ต ซอย 49
160
260
280
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อทองหล่อ (ชามธรรมดาใส่ลูกชิ้นกับไส้ ไม่พิเศษ)
25
30
40
เบียร์ไฮเนเก้นขวดใหญ่ ที่ร้านภัตตาคารโคคา ปากซอย 39
80
140
225
ขาห่านอบหม้อดิน ที่ร้าน อัน อัน เหลา ซอยทองหล่อ (ราคาต่อขา)
80
100
120
เป็ดปักกิ่ง ที่ภัตตาคารเกร็ทเซี่ยงไฮ้ ข้างห้างเอ็มโพเรียม
(
เนื้อเป็ดทำเมี่ยง หรือทอดกระเทียมพริกไท แถมน้ำซุป)
400
1000
1500
ค่าเช่าสำนักงาน ที่ซอยอโศก (ราคาต่อตารางเมตร เริ่มอยู่ปี 2545)**
200
250
380
ราคาเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ จำนวน 1 ดอลล่าร์ (เทียบก่อน ส.. 40)
25
34-35
32-33
แต้มสะสมคะแนนของบัตรเครดิตวีซ่า ธนาคารซิตี้แบงก์
ที่ใช้แลกตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ – โตเกียว***
96000
190000
90000+7000 บาท
นิตยสาร Vanity Fair ซื้อจากวิลล่า มาร์เก็ต ซอย 49****
225
395-450
450-525

*ยกเว้นค่าเช่าสำนักงานที่เป็นราคาของปี 2545, ราคาเงินดอลล่าร์ฯ ราคาเป็ดปักกิ่ง และราคานิตยสาร Vanity Fair ซึ่งเป็นราคาก่อนเดือน สิงหาคม 2540 เมื่อมีการลอยค่าเงินบาท
**
ราคานี้เป็นราคาแบบเพื่อนฝูงที่เราได้เงื่อนไขดีกว่าผู้เช่าอื่น
***
หน่วยเป็น Point
****
ขึ้นอยู่กับความหนาบางของฉบับนั้นๆ ถ้าหนาก็แพงหน่อย

เห็นหรือยังว่าค่าเงินบาทมันลดลงไปแค่ไหนเมื่อเทียบกับสินค้าและบริการ ท่านผู้อ่านลองคำนวณเป็นร้อยละกันเอาเองแล้วกัน

เหตุการณ์แบบนี้ ย่อมทำให้คนที่ถือเงินสดไว้เฉยๆ เสียเปรียบ อย่างอดีตผู้บริหารระดับสูงที่ซื่อตรงไม่โกงกิน ของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ที่ตอนเกษียณได้รับเงินบำเหน็จ 3 ล้านบาท ปัจจุบันท่านอายุเจ็บสิบกว่าแล้วและอยู่คนเดียว ท่านว่าสิ่งที่ท่านกลัวที่สุดคือกลัวเงินหมดในขณะที่ยังไม่ตาย ท่านว่าเงิน 3 ล้านนั้นเดี๋ยวนี้ “มีค่า” ไม่มากนัก

หรืออย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งซึ่งได้รับมรดกมาเป็นเงินสดกว่า 10 ล้านบาทเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว (เธอไม่ได้รับเป็นที่ดินหรือบ้าน) เธอว่าแต่ก่อน เธอกินดอกเบี้ยอย่างเดียวก็สบาย แต่สิบกว่าปีหลังมานี้ แม้จะเปลี่ยนเงินฝากไปเป็นกองทุน หรือโปรแกรมต่างๆ ตามที่ธนาคารเสนอมา เปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออกยังไง ก็ยังแย่ เธอบอกว่ามรดกก้อนนั้น เดี๋ยวนี้มัน “มีค่า” ไม่มากแล้ว แม้ตัวเงินต้นจะเป็นเท่าเดิมก็ตามที

อันที่จริงสิ่งที่เธอพูดนั้น พวกนักเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่าภาวะ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ” นั่นเอง

ลองพิจารณาคำอธิบายของ John Maynard Keynes ในเรื่องนี้หน่อยเถอะ เพราะอธิบายได้เห็นภาพดีมาก เขากล่าวว่า Economists draw an instructive distinction between what are termed the “money” rate of interest, and the “real” rate of interest. If a sum of money worth 100 in terms of commodities at the time when the loan is made is lent for a year at 5 per cent interest, and is only worth 90 in terms of commodities at the end of the year, the lender receives back, including his interest, what is only worth 94½. This is expressed by saying that while the money rate of interest was 5 per cent, the real rate of interest had actually been negative and equal to minus 5½ per cent. In the same way, if at the end of the period the value of money had risen and the capital sum lent had come to be worth 110 in terms of commodities, while the money rate of interest would still be 5 per cent the real rate of interest would have been 15½ per cent.” (A Tract On Monetary Reform, 1st Edition, London 1923, หน้า 20-21)

Keynes ยังวิเคราะห์ไว้อย่างยืดยาวว่าในภาวะ Inflation นั้น บรรดาผู้ดีเก่าที่อยู่ได้ด้วยดอกเบี้ยและค่าเช่า จะเสียเปรียบเศรษฐีใหม่ที่เป็นนักธุรกิจและนักเก็งกำไร ตลอดจนพนักงานหรือคนงานที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเดือนหรือค่าจ้าง (Keynes ใช้คำว่า The Investing Class, The Business Class, และ The Earner, อ่านละเอียดได้ในบทที่ 1: The Consequences to Society of Changes in the Value of Money)

ขอให้สังเกต Analysis อันนี้ว่าสอดคล้องหรือตรงข้ามกับสถานการณ์และ Chemistry ของตัวละครในประเทศไทยมากน้อยเพียงใดในรอบยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา นับแต่เริ่มยุคฟองสบู่สมัยรัฐบาล “น้าชาติ” มาจนกระทั่งสิ้นสุดยุค “ยิ่งลักษณ์”

แนวโน้มแบบนี้น่าจะดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต เพราะไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศ พวกเขาย่อมมีแนวโน้มจะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป ซึ่งนโยบายแบบนี้ มันจำเป็นต้อง Financing โดยวิธีที่ Keynes เรียกว่า Inflation as a Method of Taxation” ทั้งโดยการก่อหนี้ หรือไม่ก็ต้องพิมพ์เงินเพิ่มหรือลดค่าเงินลงเรื่อยๆ หากอยากจะหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีดังที่เป็นมา

อีกทั้งความนิยมในระดับโลกก็ยังคงมีแนวโน้มไปทางนั้น ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ สหภาพยุโรป ล้วนออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการพิมพ์เงินเข้าไปซื้อหนี้ของรัฐบาลในตลาดรองตามโครงการ QE และกดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริง (ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปในปัจจุบันนั้นน้อยมาก บางแห่งติดลบด้วยซ้ำไป) โดยรัฐบาลสามารถก่อหนี้เพิ่มเพื่ออัดฉีดเข้าไปในโครงการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ความนิยมในนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแนวนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ดีไม่ดียักษ์ใหญ่อย่างจีนก็อาจจะทำตามในอนาคตก็ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนยังทรงๆ ทรุดอยู่แบบนี้

ทว่า การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ย่อมอันตราย และนำไปสู่กลียุคได้

ลองอ้างจากบทวิเคราะห์ของ Keynes อีกสักครั้ง และหวังว่าผู้กุมอำนาจรัฐปัจจุบันและในอนาคตจะได้ประโยชน์จากข้อสังเกตุนี้ด้วยว่า The active and working elements in no community, ancient or modern, will consent to hand over to the rentier or bond-holding class more than a certain proportion of the fruits of their work. When the piled-up debt demands more than a tolerable proportion, relief has usually been sought in one or other of two out of the three possible methods. The first is Repudiation. But, except as the accompaniment of Revolution, this method is too crude, too deliberate, and too obvious in its incidence. The victims are immediately aware and cry out too loud;…………….” (หน้า 64 อยู่ในบทที่เรียกว่า Public Finance and the Value of Money)

อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงคิดว่าเราเกลียดเงิน !

หามิได้ เราไม่ได้รังเกียจเงิน เพียงแต่ไม่อยากให้ฝาก Wealth ทั้งหมดของตัวเองไว้ในรูปของเงิน เท่านั้นเอง (หมายว่า Wealth คือความมั่งคั่งของเราแต่ละคนที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ และหาเพิ่มด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ตลอดจนแรงสมอง อุตสาห์เก็บสะสมมาจนกระทั่งปัจจุบัน)

เราเพียงแนะนำให้เก็บเงินไว้เท่าที่จำเป็น เพราะถ้าขืนเก็บไว้ในรูปสินทรัพย์ชนิดอื่นหมด เวลาจะซื้อหาอะไรก็ลำบาก ต้องขนของมาบาร์เตอร์กันให้ยุ่งยากไปหมด

เราทราบดีว่าผู้อ่าน MBA ส่วนใหญ่ เป็นเจ้าของธุรกิจ และเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่มีกินมีใช้ หรือไม่ก็เป็นลูกหลานของคนเหล่านั้น ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ได้ลำบาก แต่ต้องบริหารความมั่งคั่งและสนใจเรื่องการลงทุนอยู่อย่างสม่ำเสมอ

เราจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนสติ แต่ถ้าจะถามว่า “แล้วจะให้เปลี่ยนจากเงินเป็นสินทรัพย์อะไรดีที่มันจะรักษาหรือเพิ่มพูน Value ของ Wealth ได้ดีกว่า” เราคงตอบให้ไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นและ Risk Pattern ไม่เหมือนกัน แต่รู้ว่าต้องเปลี่ยนมันเป็น Hard Asset บ้าง

แต่สำหรับหลักการลงทุนนั้น เราชอบที่ Marc Faber เคยพูดกับเรานานมาแล้วว่า You should buy things that if you wrong, you don’t loose everything.”

แต่ในเมื่อเรารู้ว่าโลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน

ราคาของสินทรัพย์ทุกประเภทในโลก (รวมทั้งเงินด้วย) ย่อมขึ้นลงไปตามอารมณ์ เหตุผล การตรึกตรอง และการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่มีราคาของอะไรที่ขึ้นอยู่ตลอดโดยไม่มีลง และก็ไม่มีอะไรดิ่งลงตลอดโดยไม่มีวันโงหัวขึ้น แม้ทองคำจะมีราคาถึงบาทละ 18,000 ในปัจจุบัน ทว่าก่อนหน้านี้ไม่ยี่สิบปี มันก็เคยมีราคาเพียง 4,000 เท่านั้น และเป็นอยู่อย่างนั้นมาแล้วสิบกว่าปี หรืออย่างเงินบาท ก็เคยมีค่าถึง 18-19 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ มาก่อน.....

โชคชะตาของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน สมัยก่อนน้อยคนนักจะคิดว่าคุณประยุทธ์จะมีวันนี้ และก็ไม่มีใครบอกได้ว่าในอนาคตเขาจะกลายเป็นแบบไหนอีก หลายสิ่งเป็นเรื่องที่นอกเหนือการควบคุมของตัวเรา

เมื่อเข้าใจโลกสันนิวาส เราจึงขอพูดแบบซ้ำซาก ที่เราแนะนำท่านผู้อ่านแบบซ้ำๆ เสมอมา คิดว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือ “ลงทุนในตัวเอง”

เราควรเตือนตัวเองให้ต้องอ่าน เขียน ฟัง สังเกต คิด ตรึกตรอง และจินตนาการอยู่เสมอ อย่าให้สมองขาดพัฒนาการ และฝึกสติให้แหลมคมอยู่เสมอ อย่าให้เลอะเลือน หนังสือหนังหาดีๆ ก็ควรซื้อมาอ่านโดยไม่เสียดายเงิน อีกทั้งยังพยายามท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เท่าที่จะทำได้ และสุขภาพก็ควรใส่ใจ

การลงทุนในตัวเองย่อมมี Economic Value พราะถึงอย่างไร กำลังกายกับกำลังสมองและกำลังใจนี้แหละ ที่เป็นตัว Generate Wealth ให้กับตัวเอง

ฉะนั้น แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด จะร้อนขึ้นหรือจะเย็นลง ปลาในอ่าวไทยจะน้อยลง อากาศจะวิปริต ฝนไม่ต้องตามฤดูกาล สงครามกลางเมืองจะเกิด เงินบาทจะหมดค่า ตลาดหุ้นจะวอดวาย ธนาคารจะล้มครืน หรือที่พวกเราจำนวนมากลัวกันอยู่ลึกๆ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันจะทรงสวรรคต ฯลฯ

แต่ถ้าหากเรายังสามารถครองสติได้ดี ใช้ร่างกายและปัญญาครองชีวิตและสร้างความมั่งคั่งไปได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้อง “กลัว” การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แน่นอน การลงทุนให้การศึกษากับลูกหลาน ย่อมเป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่ง รวมถึงการที่นำพันธบัตรมาใส่กรอบแขวนไว้ข้างฝาแล้วสอนลูกหลานให้เข้าใจถึงการลดค่าของเงิน ก็น่าจะทำให้พวกเขาพอใจยิ่งกว่าได้รับมรดกจากพวกเราไปเป็นเงินทอง เพราะพวกเขาย่อมเข้าใจได้เองสักวันหนึ่ง

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว


ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น