วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

เอาชนะสงครามยาเสพติดด้วยหลักเศรษฐกิจ





ข่าวดาราพัวพันกับยาเสพติด เตือนใจและย้ำให้เห็นความจริงที่ว่า ทุกวันนี้ยาเสพติดระบาดหนักกว่าเดิมมากขึ้นทุกที

ลองเปิดดูรายการข่าว ตามช่องทีวีดิจิตัลทุกวันนี้ ต้องเห็นข่าวเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างน้อย 1 ข่าวต่อวัน

บางวันมีตั้งหลายข่าว เช้าข่าวนึง เย็นอีกข่าวนึง

เห็นแล้ว ทำให้อยากค้นคว้าข้อมูลเชิงสถิติ ขึ้นมาดู

ปรากฏว่า ตามรายงานของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) นั้น พบว่า ปีหนึ่งๆ มีสถิติการจับกุม เป็นแสนๆ ราย บางปีก็เกินสองแสนราย

แบ่งชนิดใหญ่ๆ ได้เป็น ยาบ้า มากที่สุด (ประมาณร้อยละแปดสิบของทั้งหมด) รองลงมาเป็น ยาไอซ์ เฮโรอีน เอ็กตาซี กัญชาแห้ง กัญชาสด คีตามีน โคเคน และพืชกระท่อม

คิดตามตัวเลขนี้ ถ้าทีวีต้องตามรายงานข่าวการจับกุมทุกครั้ง ก็เป็นอันว่า เราไม่ต้องได้ดูข่าวอื่นกันแล้ว เพราะมันจะเต็บไปด้วยข่าวการจับกุมยาเสพติด ทั้งวันทั้งคืน

เมื่อลอง บวกๆ ตัวเลขงบประมาณเกี่ยวกับการปราบปรามและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดดู ผมบวกของปีล่าสุดได้กว่า 20,000 ล้านบาท

นี่เฉพาะของประเทศไทย !

ถ้ารวมทั้งโลกคงหลายแสนล้าน หรืออาจจะถึงล้านล้าน ต่อปี

ไม่นับว่าต้องใช้เจ้าหน้าที่และสายสืบจำนวนมากมายมหาศาลเพียงใด

สิ้นเปลืองไม่น้อย

แต่ผลที่ได้ กลับสวนทางกับงบประมาณและทรัพยากรที่ใช้ เพราะนับวัน ยาเสพติดจะเพิ่มขึ้นและขี้ยาก็เพิ่มขึ้นด้วย

ในรอบ 40 ปีมานี้ คนติดยาเสพติดเพิ่มขึ้นหลายพันเปอร์เซนต์

ทั้งๆ ที่คนมีการศึกษาแยะขึ้น รู้ดีรู้ชั่วว่าการใช้ยาเสพติดในปริมาณมากๆ นั้น มันอันตราย ถึงตายได้ในเวลาอันสั้น และโทษทัณฑ์ตามกฎหมายก็แรงมากด้วย ถึงขั้นประหารชีวิต

ที่สถานการณ์มันใหญ่โตเลวร้ายมาถึงเพียงนี้ มันก็เป็นไปตามกฏของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกฏธรรมชาติของสังคมชนิดหนึ่ง

กฎธรรมชาตินั้น มีลักษณะอย่างหนึ่งที่ตรงกันทุกกฏ คือหากเราฝืนมันแล้ว จะไม่เป็นผลดี

กฏของเศรษฐกิจง่ายๆ คือ ถ้าของสิ่งหนึ่ง มีคนต้องการมาก แต่จำนวนของมีขายเท่าเดิม ราคาของสิ่งนั้นย่อมต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดา

ถ้าของสิ่งนั้นถูกทำให้แพงขึ้น โดยการแทรกแซงบังคับของรัฐบาล แทนที่มันจะมีคนซื้อน้อยลง และหายจากตลาดไปในที่สุด มันกลับแพร่หลายยิ่งขึ้น

เพราะเมื่อของชนิดนั้นแพงขึ้น คนค้าคนขายของประเภทนั้นก็จะได้กำไรมากขึ้น ทำให้ร่ำรวยขึ้น

ทีนี้ พอคนอื่นเห็นเข้า ก็เกิดอยากรวยบ้าง จึงหันมาค้าขายของชนิดนั้นกันมากขึ้น

เมื่อมีผู้ขายแยะขึ้นๆ มันก็ต้องแข่งขันกัน เพื่อจะหาลูกค้า ขยายตลาดออกไป ทำให้คนซื้อเพิ่มขึ้นไปด้วย

ผู้ผลิตที่เห็นช่อง ก็ยิ่งต้องเร่งสร้างโรงงานเพิ่ม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แล้วส่งเข้ามาขายในตลาดเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่พอราคาของมันกำลังจะลดลง ผกผันตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลของทั้งโลก ก็เร่งปราบปรามมันหนักข้อขึ้นไปอีก ก็เลยยิ่งทำให้ราคาของมันเพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม แทนที่ราคาของมันจะลดลง

นี่เป็นกฏทางเศรษฐกิจ ที่สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ การระบาดของยาเสพติดและจำนวนของขี้ยาในปัจจุบันได้แบบง่ายๆ

คือเมื่อบ้านเมืองเข้ามาควบคุมและปราบปราม ทั้งตรากฎหมายให้การซื้อขายและการเสพ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ประกอบกับการปราบปรามจับกุมอย่างหนัก ย่อมทำให้ราคาของยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้น เป็นเงาตามตัว

ยิ่งควบคุมและปราบปรามหนักข้อขึ้นเท่าไหร่ ราคาของมันยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น

ยิ่งราคาของมันแพงขึ้น ธุรกิจนี้ยิ่งเย้ายวน ดึงดูดพวกพ่อค้าให้หันมาประกอบธุรกิจนี้มากขึ้น 

เราจึงมีพ่อค้ายาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

จับคนเก่าได้ คนใหม่ก็เข้ามาแทนและเข้ามาเพิ่ม

แม้แต่คนเสพ พอเห็นช่องได้เงินเยอะ ก็กลายเป็นคนขายได้ง่ายๆ

แม้กระทั่งพวกนักเลงปากซอยที่เคยเป็นลูกจ๊อก ลักเล็กขโมยน้อย แต่พอได้เข้ามาจับงานนี้ และมีความสามารถในการค้าขาย ก็สามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในเวลาไม่นานนัก

เราจึงได้เห็นเศรษฐีใหม่ ประเภทไม่ทราบหัวนอนปลายเท้า จำนวนมากในวงการนี้

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจกฏของเศรษฐกิจข้อนี้ เราก็ควรแก้ปัญหายาเสพติด โดยใช้หลักการของกฎธรรมชาติของสังคมข้อนี้ เช่นเดียวกัน

เป็นการหนามยอกเอาหนามบ่ง

ทำได้ง่ายๆ โดยการยกเลิกกฎหมายเหล่านั้นเสีย ราคาของยาเสพติด ก็จะต้องลดลง เพราะรัฐบาลเลิกแทรกแซงราคา

แล้วต่อไป ราคาของมันก็จะปรับตัวไปตามกฎของธรรมชาติทางเศรษฐกิจ คือตามความต้องการและตามปริมาณการผลิต

อีกทั้ง งบประมาณที่ต้องใช้ในการปราบปราม ก็จะใช้น้อยลง

แล้วเราค่อยนำงบเหล่านั้นมาให้ความรู้กับคน เพื่อลดความต้องการลง หรือจูงใจให้คนเสพน้อยลง (เรื่องแบบนี้สำเร็จมาแล้วกับกรณีของบุหรี่)

ทีนี้ พอราคายาเสพติดมันลดลงเหลือเม็ดละไม่กี่บาท อาจขายกันเท่ากับยาแอสไพริน พ่อค้าและผู้ผลิต มันก็จะหมดแรงจูงใจไปเอง เพราะกำไรมันจะลดลง บางรายอาจเลิกผลิตไปเลย เพื่อไปผลิตยาชนิดอื่นที่ได้ราคาแทน

เหมือนกับโทรศัพท์บ้านนั่นแหละ ที่ครั้งหนึ่งคนต้องเข้าคิวรอกันเป็นปีๆ ราคาก็แพง จนมีธุรกิจยักษ์ใหญ่ทางโทรคมนาคมหลายรายแย่งประมูลสัมปทานกัน

จะเป็นจะตายก็ต้องให้ได้ จะสามล้านหรือสี่ล้านเลขหมาย ต้องทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลก็ยอม

แต่พอราคาโทรศัพท์มันลดลง และมี Smart Phone มาแทนที่ ผู้ผลิตเหล่านั้นก็เลิกลงทุนบ้าง เลิกกิจการไปบ้าง หันมาลงทุนในโครงข่ายไร้สายแทนบ้าง

อย่าลืมว่า มนุษย์ทุกคนย่อมรักชีวิตตน และมีสิทธิที่จะทำอะไรกับชีวิตตนก็ได้ ตราบใดที่การกระทำนั้นๆ ไม่ไปเบียบเบียนคนอื่น

ดังนั้น ถ้าใครจะใช้สารกระตุ้นเพื่อให้ตัวเองตื่นเต้นบ้างเป็นครั้งคราว มันก็เรื่องของเขา ถ้าเขาอยากเสี่ยง เขาก็ต้องรับผลแห่งความเสี่ยงนั้น

และในเมื่อมนุษย์รักชีวิตตน เขาก็ควรรับผิดชอบตัวเองในเรื่องการใช้ยา ไม่ใช้ยาเยอะเกินปริมาณที่จะเป็นพิษต่อร่างกาย

ถ้าจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ยาเสพติดบางชนิด ก็เหมือนกับหลายสิ่งที่มนุษย์บริโภคอยู่ในชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล ยา ไขมัน เกลือ แอลกอฮอล์ อาหาร เซ็กส์ การพนัน การนอน หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย

ถ้าคนเราบริโภคมันมากเกินไป ย่อมไม่เป็นผลดี

นอนมาก มีเซ็กส์มาก กินน้ำตาลมาก กินยามาก กินไขมันมาก กินเกลือมาก กินอาหารมาก หรือแม้กระทั่งออกกำลังกายมากเกินไป ย่อมเป็นผลร้ายต่อร่างกายทั้งสิ้น

ยาเสพติดก็เช่นเดียวกัน




ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 ตุลาคม 2560

หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก www.manager.co.th ผู้เขียนขอขอบคุณเจ้าของภาพมา ณ ที่นี้ด้วย

ฟ้าผ่า UBER เหยื่อ! ของความหวังดี




เรื่องที่เกิดขึ้นกับ UBER ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว

Travis Kalanick ผู้ประกอบการซึ่งเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งยวด มหาเศรษฐีผู้สร้าง UBER มากับมือ จนเขย่าวงการธุรกิจโลกอยู่ในขณะนี้ ถูกกดดันให้จำต้องวางมือจากการบริหารกิจการของตัวเอง

เหตุการณ์นี้ ทำให้ผมนึกถึงสมัยเมื่อ 30 กว่าปีก่อนที่ Steve Jobs ถูกไล่หรือปลดออกจากตำแหน่งบริหารของ Apple Computer ซึ่งเขาสร้างมากับมือ เช่นเดียวกัน

ผมจำได้ว่าสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ตอนนั้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพิ่งกลับมาจาก Kellogg ได้ไม่นาน มาสอนวิชา Strategic Management และได้นำเอาวีดีโอเทป เรื่อง "In Search Of Excellence” ของ Tom Peters และ Robert Waterman มาเปิดให้ดูกัน เพื่อประกอบการบรรยาย

สมัยโน้น หนังสือเล่มที่ชื่อเดียวกันนี้ขายดีมาก นับเป็น Breakthrough ของวงการหนังสือธุรกิจและการจัดการ จนส่งผลให้ Tom Peters กลายมาเป็น Management Guru ชั้นแนวหน้าของโลกคนหนึ่ง

Apple เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญของ In Search of Excellence

ผมยังจำได้แม่นยำว่าอาจารย์สมคิดได้ชี้ให้เห็นจุดแตกต่างของ Apple ที่ไม่เหมือนกิจการชั้นแนวหน้าของโลกสมัยนั้น คือวัฒนธรรมองค์กรที่แสดงออกมาให้หนังสารดีสั้น ซึ่งมีการถ่ายทำให้เห็นบรรยากาศการทำงาน การประชุม และสัมภาษณ์พนักงานและผู้บริหารนั้น ว่ามันมีความเป็น "จิ๊กโก๋ จิ๊กกี๋" (ภาษาของแกสมัยโน้น) "ดูไปแล้วก็ไม่ต่างจากบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยที่มาทำกิจกรรมกันสมัยเรียน"

เพราะพนักงานและผู้บริหารของ Apple ล้วนเป็นคนหนุ่มสาว ได้รับการศึกษามาดี จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ พูดจาด้วยความฉะฉาน มั่นใจในตัวเองสูง ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างโน่นนี่นั่น แต่ไม่ค่อยสนใจหรือให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผน ทั้งการแต่งตัวและวิถีปฏิบัติหรือขั้นตอนในการบริหารและการดำเนินธุรกิจ

สมัยนั้น สมัยที่นักธุรกิจยังต้องผมสั้นและผูกเน็กไทใส่สูทสวมรองเท้าหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารยังต้องแต่งตัวเนี้ยบและหวีผมเรียบแปร้ และแบบแผนการจัดการในองค์กรยังให้ความสำคัญกับสายการบังคับบัญชา ระบบอาวุโส และธรรมเนียมธุรกิจ เรื่องแบบนี้ยังถือเป็นเรื่องที่ยัง Unconventional อยู่มาก

ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหมือนสมัยนี้ เพราะวัฒนธรรมองค์กรแบบนั้นแหล่ะ ที่ต่อมาโลกได้รับรู้คุ้นเคยกับมันในนามของ "วัฒนธรรมแบบ Silicon Valley” หรือแบบ "Nerd" ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของบรรดา Dot-com” ในยุค 90s และ Start-ups” ทั้งหลายในปัจจุบัน

วัฒนธรรมแบบนี้ ตอนหลังเมื่อองค์กรขยายตัวขึ้น และต้องข้องเกี่ยวกับ Stakeholders หลากหลายกลุ่มยิ่งขึ้น ร้อยพ่อพันธุ์แม่มิใช่ Core Group ที่คุ้นเคยกันเหมือนเดิม เพราะกลายมาเป็นกิจการมหาชนที่มีหุ้นจดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และบรรดาผู้ก่อตั้งและพนักงานรุ่นบุกเบิกล้วนกลายเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย ยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเองว่าถูกว่าดี.... ทำให้เกิดปัญหาจุกจิกยุ่งยากในเชิงการบริหารจัดการ ที่คนเหล่านี้ไม่ต้องการเกี่ยวข้องอีกต่อไป จนต้องนำ Professional Managers จากข้างนอกเข้ามา แล้วก็เกิดความขัดแย้งกับบรรดา Professional Managers เหล่านั้นในที่สุด

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Steve Jobs ถูก John Sculley ซึ่งตนเป็นคนจ้างเข้ามาแท้ๆ ปลดออก

เพราะถ้า Steve Jobs ยังมีบทบาทนำอยู่ วัฒนธรรมการทำงานแบบ "จิ๊กโก๋ จิ๊กกี๋" นั้น (ส่วนใหญ่เป็น "จิ๊กโก๋" เพราะ “Nerd หญิง" ยังมีจำนวนน้อยมาก) มันก็จะยังโดดเด่นอยู่ และทำให้องค์กรเกิดความขัดแย้งเสียดสีอยู่อย่างนั้น เพราะตัว Steve Jobs เอง เป็นคนแบบนั้น จึงสร้างและสนับสนุน (จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม) กลุ่มคนแบบเดียวกันขึ้นมาแวดล้อมเขา ทำให้ Professional Manager บริหารงานยาก และถึงแม้ว่าวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้จะเป็นคุณในระยะแรก ทว่า เมื่อองค์กรเติบโตขึ้นแล้ว บรรดานักบริหารและคณะกรรมการตลอดจนผู้ถือหุ้น คิดว่าต้องปรับให้เข้ารูปเข้ารอยเสียจะดีกว่า ฯลฯ (สมัยโน้น ยังไม่มีคำว่า "Bro-Culture” เหมือนสมัยนี้)

พูดแบบสมัยนี้ก็คือ Steve Jobs โดนข้อหาว่านิยมหรือเป็นตัวการที่สร้าง "Bro-Culture” ขึ้นในองค์กร และอันที่จริง สมัยโน้นเขาก็ออกจะมองผู้หญิงไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ และชอบพูดคำสบถต่อหน้าพวกเธอเสมอ จึงเป็นไปได้ว่า ถ้าเป็นสมัยนี้เขาอาจโดนข้อหา "Discrimination” หรือ "Noninclusive” เพิ่มอีกกระทงหนึ่ง

ดีที่ว่าสมัยโน้น ยังไม่มีวลี "Political Correctness” เกิดขึ้น หรือมันอาจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ผู้คนยังไม่ให้ค่ากับมันมากมายถึงขนาดปัจจุบัน

นับว่าต่างกับกรณีของ Kalanick แห่ง UBER

เพราะเขาต้องยอมปลดตัวเอง (จากการกดดันของผู้ถือหุ้น) ด้วยข้อหาว่าไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร กับข้อเรียกร้องของพนักงานอันเกี่ยวข้องด้วยเรื่อง การคุกคามทางเพศ ตลอดจนการใช้คำพูดและการกระทำที่ส่อไปในเชิงหมิ่นแคลนกันในที่ทำงาน อันแสดงเป็นนัยยะว่า UBER ภายใต้การบริหารของเขา ยังมีบรรยากาศของการเลือกปฏิบัติ แสดงออกหลายครั้งด้วยกริยาหรือวาจาประเภทที่ชวนให้รู้สึกว่าถูกหมิ่นแคลนระหว่างเพศ (เช่นเพศชายต่อเพศหญิง หรือต่อเพศอื่น) และระหว่างคนกลุ่มใหญ่ต่อคนกลุ่มน้อย (ระหว่างคนที่ยึดถือวัฒนธรรมต่างกัน เช่นคนที่นับถือศานาคริสต์ ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของกิจการ ต่อคนที่นับถือศาสนาอื่น หรือคนที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มาตั้งแต่เกิด ต่อคนที่พูดภาษาอื่นเป็นภาษาแม่มาตั้งแต่เกิด หรือคนอเมริกัน ต่อคนเชื้อชาติอื่น เป็นต้น)

คนที่สนใจรายละเอียดเรื่องนี้ ผมแนะนำให้อ่าน "Covington Recommendations” ซึ่งเป็นรายงานที่ผู้สืบสวนเรื่องนี้เสนอความเห็นให้ต่อคณะกรรมการของ UBER ซึ่งเป็นที่มาของแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นที่มีต่อตัว Kalanick

รายงานฉบับดังกล่าว ทำให้เราเห็นความสำคัญของ Political Correctness ที่มีและจะมีต่อแวดวงธุรกิจนับแต่นี้

ธุรกิจจะละเลยเรื่องเหล่านี้ไม่ได้อีกต่อไป

นับแต่นี้ ศาสตร์การจัดการจะต้องบรรจุเรื่องทำนองนี้เข้าไปในหลักสูตร และกิจการธุรกิจจะต้องสร้างโครงสร้างและ Function งานมารองรับคอนเซปท์งานทางด้านนี้โดยตรง เช่นเดียวกับ Good Governance หรือ Business Ethic หรือ CSR ทว่า ต้องเข้มข้นกว่าหลายเท่าตัว (เปรียบไปก็คงจะต้องเหมือนกับที่รัฐบาลพม่าต้องมี "กระทรวงชาติพันธุ์" อยู่ในโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินด้วย นั่นแหล่ะ)

เอาเป็นว่า ผมจะขอยกประเด็นนี้ไว้ก่อน เพราะ นิตยสาร MBA ของเรา คงจะได้เขียนวิเคราะห์ประเด็นนี้กับการจัดการสมัยใหม่ อย่างละเอียดลึกซึ้ง ในเร็วๆ นี้

ตอนนี้ ผมเพียงแต่ติดใจเรื่องนี้อยู่บางประเด็น และต้องการจะแชร์ให้ผู้อ่านได้รู้ด้วย

คือคนที่ต้องลาออกจากตำแหน่งบริหารสำคัญของ UBER นอกจาก Kalanick แล้ว ยังมี David Bonderman อภิมหาเศรษฐีของโลกอีกคนหนึ่ง ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทด้วย

กิจการ Private Equity ของเขาร่วมลงทุนใน Start-Ups ระดับโลกและในเอเชียจำนวนไม่น้อย

เหตุผลคือ Bonderman ดันไปพูดขึ้นในการประชุมบอร์ด ขณะกำลังประชุมพิจารณากันในประเด็นนี้ว่า "Actually, what it shows is that it's much more likely to be more talking,”

เรื่องของเรื่องคือแกเพียงแต่แหย่กรรมการหญิงอีกคนด้วยประโยค (ที่แกคิดว่า) ตลกๆ นั้น ระหว่างที่กรรมการหญิงคนหนึ่ง (คือ Ariana Huffington ผู้ก่อตั้ง Huffington Post) ออกความเห็นไปว่า การที่ UBER ตั้งผู้หญิงมาเป็นกรรมการแล้วคนหนึ่ง (หมายถึงตัวเธอเอง) ย่อมมีแนวโน้มว่าจะมีคนอื่นตามมา (คือโอกาสที่จะตั้งกรรมการหญิงเพิ่มขึ้น) ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการบริษัทมีความหลากหลายยิ่งขึ้น

แล้วเทปลับที่บันทึกการประชุมครั้งนั้นก็หลุดรอดมาถึงมือสื่อมวลชน (คือ Yahoo Finance)

แหล่งข่าวจากผู้ที่ได้ฟังเทปลับในการประชุมครั้งนั้น อ้างคำพูดของ Huffington ที่พูดว่า "There's a lot of data that shows when there's one woman on a board, it's much more likely that there will be a second woman on the board."

แล้ว Borderman ก็พูดประโยคที่เป็นปัญหานั้นขึ้น

ความหมายของ Borderman คือเขาโจ๊กเป็นนัยๆ ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ "พูดแยะ"

เท่านั้นแหล่ะ เมื่อข่าวนี้แพร่ไป (ในสถานการณ์ที่ UBER กำลังเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันอยู่) ทำให้ผู้คนในแวดวงเทคโนโลยีไม่พอใจกันมาก แล้วก็ขยายตัวไปในแวดวงอื่น เช่น สื่อมวลชน การเมือง และสิทธิมนุษยชน

ทำให้เขาต้องตัดสินใจลาออก โดยเขียนอีเมล์ตอนหนึ่งว่า “I want to apologize to my fellow board members for a disrespectful comment,”

ในฐานะสื่อมวลชนและคนเขียนหนังสือคนหนึ่ง ผมก็เคยได้รับคำติเตียนในทำนองนี้มาแยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบหลายปีหลังมานี้

ขนาดว่าผมเอง เป็นคนระมัดระวังเรื่องการใช้ถ้อยคำอยู่แล้ว ผมไม่เคยใช้คำไม่สุภาพกับใคร แม้แต่นักการเมืองหรือนักธุรกิจที่ทำตัวน่ารังเกียจ ผมยังไม่เคยเขียนด่าด้วยคำที่คิดว่า มันจะเข้าข่าย "เหยียด" หรือ Discriminate” มาก่อนเลย

อย่าว่าแต่เรื่องชนกลุ่มน้อย ผู้ด้อยโอกาส คนจน หรือที่เกี่ยวกับเพศสภาพของกลุ่มต่างๆ ผมก็ไม่เคยเขียนถึงด้วยถ้อยคำที่ทำให้ "เคือง" หรือ "ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เลย (ยกเว้นว่าสมัยเด็กๆ เคยล้อเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีนิ้วมือจำนวน 11 นิ้วว่า "ไอ้หน่อ" และอีกคนที่ผิวดำว่า "นิโกร" แต่พอโตขึ้นก็เลิก)

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ทำให้ผมจำได้แม่น คือในขณะที่ผมพูดเรื่องหมาแมวอยู่ในกลุ่มเพื่อน ก็ได้รับคำตำหนิจากเพื่อนคนหนึ่ง ว่าผมไม่ควรใช้คำว่า "มัน" หรือ "ไอ้ อี" กับบรรดาหมาแมวเหล่านั้น

เธอน่าจะใช้คำว่า 'น้อง' หรือ 'เค้า' หรือ 'นาง' ก็ยังดี" เธอพูดแบบไม่ติดตลก

ตั้งแต่นั้น ผมกับลูกๆ จึงหันมาเรียกชื่อแมวตัวเองว่า "ไอ้คุณชิโก้" (แมวผมชื่อชิโก้ เป็นตัวผู้)
ว่ากันว่า Political Correctness เกินพอดีไปมากในอเมริกา

เช่น แวดวงวรรณกรรมมีปัญหากับนักเขียนผิวขาวผู้ชายที่เขียนนิยายเกี่ยวกับผู้หญิงผิวดำ แวดวงบริหารจัดการก็มีความพยายามจะเลิกใช้คำว่า "Human Resource” และ "Manpower” เพราะถือว่ามนุษย์ไม่ควรถูกลดศักดิ์ศรีให้เหลือเพียงแค่เป็น "ทรัพยากร" และมนุษย์ผู้มีคุณค่าก็มิได้มีเพียงแค่เพศเดียว ฯลฯ 

วงการพระศาสนา ก็เลี่ยงที่จะใช้คำว่า "Man” และ "He” โดยหันไปใช้ "He or She” แทน แล้วต่อมาก็เปลี่ยนมาใช้คำว่า "They” เพราะมีบางกลุ่มวิจารณ์ว่า "He or She” มันฟังแล้วเหมือนเป็นการบังคับให้คนเลือกเพศได้เพียง 2 เพศเท่านั้น (Gender Binary) โดยไม่คำนึงถึงคนที่ถือตัวเองว่าไม่ได้สังกัดอยู่ใน 2 เพศนี้ เช่น พวก Transgender, Genderqueer, Gender Non-conforming, หรือ Intersex เป็นต้น

อ่านถึงตอนนี้แล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านรู้สึกอะไรหรือไม่

อันที่จริง การที่ผู้หญิงจะพูดมากหรือพูดน้อยกว่าผู้ชาย มันก็มิได้เป็นเรื่องที่ดีหรือเลว หรือมิได้เป็นอาชญากรรม

ออกจะเป็นเรื่องน่ารักเสียด้วยซ้ำ ที่มีผู้หญิงมาพูดๆ กันให้เราได้ยิน เพราะผู้หญิงก็เป็นกลุ่มที่ชอบสังคมและชอบเม้าท์มอยเจ๊าะแจ๊ะกันมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว ในความเห็นผม

การที่ UBER จะมีกรรมการเป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้น แล้วกรรมการคนใหม่นั้นจะบังเอิญเป็นคนพูดมาก มันก็อาจจะดีต่อองค์กรก็ได้

หรือมันอาจจะทำให้องค์กรแย่งลง?

ไม่มีใครรู้

การที่เกิดกระแสสังคมกดดันจนทำให้เกิดการกดดันของผู้ถือหุ้นและผู้บริหารระดับสูง จนกรรมการบริษัทต้องลาออกเพราะเรื่องแค่นี้ มันเป็นอะไรที่บ่งบอกว่า แวดวงธุรกิจการจัดการของอเมริกัน ได้เกิดมาตรฐานและค่านิยมใหม่บางอย่างขึ้น

มาตรฐานและค่านิยมใหม่นี้ หากเกินเลยไป ย่อมเป็นเรื่องที่จะต้องเพิ่มต้นทุนในการบริหารให้กับสังคม และอาจจะเหนี่ยวรั้ง Competitive Advantage ของอเมริกาเอง เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันอย่างจีน ซึ่งยังไม่ต้องพะว้าพะวงกับเรื่องเหล่านี้

แต่มันอาจจะมีข้อดีก็ได้....ต้อง Observe กันต่อไป

พบกันใหม่ฉบับหน้า


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

25 มิถุนายน 2560


วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ย้อนไปดู "America First" กับ "Globalization ขาลง" เพื่อมองไปข้างหน้าและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเรา


ผมเชื่อว่านักเขียนทุกคนย่อมอยากเขียนให้ผู้อ่านงานของตน ได้รู้และเข้าใจในเรื่องหรือประเด็นที่ตัวนักเขียนผู้นั้นได้ไปรู้ไปเห็นไปรู้สึกและไปเข้าใจมา
...นั่นแหล่ะเป็นหลัก


ดังนั้น ถ้าผมจะเขียนถึงหัวใจของ Globalization สักบทความนึง...แล้วผมรู้และเข้าใจอะไรบ้างหล่ะ
เอาเป็นว่า ผมจะเล่าให้ฟัง

ผมเพิ่งซื้อหนังสือ Designed by Apple in California มาเล่มนึง มันเป็นของสะสมชิ้นล่าสุดที่ Apple พิมพ์ออกมาขายให้กับสาวกได้ซื้อเก็บกัน จัดทำอย่างปราณีต ตั้งแต่รูปถ่าย ดีไซน์และจัดหน้าเลย์เอ้าท์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ หน้าปกที่ผสมผสานด้วยวัสดุพิเศษ (ผ้าลินินตลอดจนการจัดพิมพ์ และการเข้าเล่ม สมกับราคาที่ตั้งไว้ 199 เหรียญฯ สำหรับเล่มเล็ก และ 299 เหรียญฯ สำหรับเล่มใหญ่

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ให้เห็น คือหนังสือเล่มนี้ สำเร็จมาได้ด้วยเครือข่ายการสร้างงานและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation Processในระดับโลก คือโครงสร้างของ Global Value Chain และ Global Supply Chain และ Manufacturing Networking ดังต่อไปนี้ :

1. Jonathan Ive นักออกแบบใหญ่ของ Apple และทีมงานฝ่ายออกแบบ ช่วยกันออกแบบรูปแบบของหนังสือแต่ละหน้า ตลอดจนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด รวมถึงการเลือกใช้กระดาษ วัสดุ และพัฒนากระดาษและหมึกพิมพ์พิเศษสำหรับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้รูปภาพในหนังสือสะท้อนความเป็นจริงของตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างใกล้เคียงที่สุด ทั้งในแง่ของสีสันและความเงางามของพื้นผิว

2. Andrew Zuckerman ช่างภาพฝีมือดีที่ร่วมงานกับ Steve Jobs และเป็นผู้ถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ Apple มาช้านาน รับผิดชอบด้านรูปถ่ายทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้

3. หนังสือเล่มนี้ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ในประเทศจีน โดยกระบวนการพิมพ์ที่พวกเขาเรียกว่า "280 Line Screen Printing” และใช้หมึกพิมพ์ชนิดพิเศษซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่พวกเขาเรียกว่า "Custom Low Ghost Epple Inks”

4. กระดาษพิเศษที่ใช้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ทีม Apple เป็นผู้พัฒนา Spec แต่ผลิตโดยผู้ผลิตกระดาษในประเทศเยอรมนี โดยพวกเขาเรียกชื่อกระดาษพิเศษล็อตนี้ว่า "Apple-Specific” Heaven 42 Paper


5. บริษัท James Cropper ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร (UK) เป็นผู้ร่วมวางแผนและพัฒนา (Contributor) สีพิเศษที่ใช้ในการพิมพ์ ("Color Plan, bespoke color.")

6. และสุดท้ายคือ ผ้าลินินที่ใช้สำหรับหุ้มปกหนังสือนั้น ผลิตโดย Bamberger Kaliko แห่งเยอรมนี โดยใช้กระบวนการย้อมพิเศษโดยเฉพาะ หรือ "bespoke dye”
(ข้อมูลเชิงการผลิตที่ผมเรียบเรียงมานี้ ผมอ้างอิงจากภาคผนวกหรือ Appendix ของหนังสือเล่มดังกล่าว)


โดยผมเองได้สั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ (ตั้งแต่วันที่เปิดให้จองผ่านเว็บไซต์ของ Apple Store ในเมือง Los Angeles แล้วจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตของ VISA (ซึ่งเป็นกิจการของสหรัฐฯโดยสั่งให้เขาส่งไปยังที่อยู่ของเพื่อนผมซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น (เพราะไม่มีบริการส่งนอกอเมริกาเสร็จแล้วเพื่อนผมค่อยส่งผ่าน UPS (ซึ่งก็เป็นกิจการ Courier Service ของสหรัฐฯ เช่นกันมาให้ผมที่เมืองไทยอีกทอดหนึ่ง

สำหรับคนไทยทั่วไปซึ่งไม่มีที่อยู่ในสหรัฐฯ ให้จัดส่ง แต่อยากได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครอง โดยไม่ต้องรอฟังว่า Apple Store เมืองไทยจะได้โควต้ามาจำหน่ายสักกี่เล่มนั้น ก็สามารถเข้าไปซื้อบนเว็บไซต์ eBay ได้ทันที (eBay เป็นกิจการของสหรัฐฯเพราะว่ามีคนหัวใสไปกว้านซื้อมาขายโก่งราคาอีกทอดหนึ่ง โดยท่านต้องจ่ายเงินผ่าน PayPal (ซึ่งก็เป็นกิจการในเครือของ eBayและเลือกใช้สายส่งเป็น USPS (ไปรษณีย์สหรัฐฯหรือไม่ก็ UPS, FedEx (เป็นกิจการของสหรัฐฯหรือ DHL (เป็นกิจการในเครือของไปรษณีย์เยอรมันหรือ Deutsch Post)

เห็นรึยังว่า เรื่องราวของหนังสือเพียงเล่มเดียวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหน้าตาของระบบ Globalization ที่กำลังเป็นอยู่ในโลกนี้ ได้อย่างไรบ้าง

ผมยังรู้อีกว่า หัวใจของระบบการผลิต การค้า และการเงิน แบบ Globalization ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นผลพวกมาจากการออกแบบของฝรั่ง ทว่าจีนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ นับแต่อเมริกาถอนตัวออกจากระบบ Bretten Wood และเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมากุมอำนาจในจีนหลังจากนั้นไม่นาน

ระบบนี้ เป็นระบบที่ฝรั่งถือครองความรู้ในการผลิต (เทคโนโลยีตราสินค้า เครือข่ายการค้า การขนส่ง และการชำระเงิน โดย Outsource งานการผลิตสินค้า (งานในโรงงานทั้งหลายไปให้กับจีน (เพราะจีนภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงได้หันเหนโยบายเศรษฐกิจมารับจ้างผลิตโดยทำตัวเป็น Low Cost Producer ให้กับกิจการระดับโลก แทนที่อเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งเคยรับบทบาทนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตามลำดับ)

โดยฝรั่งจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด แล้วมากระจายสินค้าผ่าน Discount Store (หรือ Dollar Stores) ของตัวเองที่ขยายเครือข่ายไปทั่วโลก ด้วยราคาต่ำ (ซึ่งบางแห่งอย่าง Walmart ถึงกับตั้งเป็นสโลแกนว่า "Everyday Low Price”และกระตุ้นการบริโภคด้วยนโยบายการเงินแบบดอกเบี้ยต่ำ และนโยบายเครดิตส่วนบุคคล อย่างไม่จำกัด

นั่นทำให้เงินเฟ้อของโลกต่ำ และผู้บริโภคในประเทศตะวันตกได้ประโยชน์ด้วย เพราะได้บริโภคสินค้าในราคาต่ำ เนื่องจากค่าแรงในเมืองจีนต่ำมากและมีแรงงานที่พร้อมจะรับค่าแรงต่ำ เป็นจำนวนเหลือเฟือแบบไม่จำกัด

ระบบนี้ ทำให้กิจการของฝรั่งทำกำไรได้มาก เพราะต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ราคาหุ้นของกิจการเหล่านี้ในสหรัฐฯ (และในประเทศที่ถือครองความรู้หรือเทคโนโลยีในการผลิตและตราสินค้าเพิ่มขึ้นมาตลอดในรอบสามสิบปีมานี้ อีกทั้งยังส่งผลให้จีนสามารถสะสมเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ได้อย่างมหาศาล ร่ำรวยขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็น "อภิมหายักษ์แห่งการส่งออก" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ระบบนี้ยังได้ทำลายธุรกิจส่งออกและโรงงานในบรรดาประเทศ Low Cost Producer เดิม หรือประเทศที่เคยรับช่วงต่อจาก Low Cost Producer เดิม อย่างเช่นไทย ซึ่งรับช่วงจากญี่ปุ่น และประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งรับช่วงต่อจากเยอรมนี และประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งรับช่วงต่อจากสหรัฐฯ (อันนี้ไม่นับประเทศที่ขายวัตถุดิบ อย่างสินค้าโภคภัณฑ์และอาหาร ซึ่งได้รับผลพลอยได้จากการเติบโตของจีนในระยะดังกล่าว)

ที่สำคัญ ระบบนี้ได้ทำลายฐานการผลิตหรือโรงงานในประเทศตะวันตกด้วย ทำให้ชนชั้นคนงานเดิมและลูกหลาน ตลอดจนคนชั้นกลางในเครือข่ายการผลิตเดิม ได้รับความลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐฯ นั้น เขตอุตสาหกรรมเดิมในแถบที่เรียกว่า Rust Belt ตกต่ำลงอย่างหนัก และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นโยบายหาเสียงของโดนัล ทรัมป์ ได้รับการขานรับ จนทำให้เขาชนะการเลือกตั้ง

หัวใจของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการเข้าไปหันเหระบบ Globalization ที่กล่าวมา ทั้งโดยการตั้งกำแพงภาษี (หรือมาตรการกีดกันการค้าอื่นๆการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจให้กิจการต่างๆ โยกฐานการผลิตกลับเข้าไปในบ้านดังเดิม การต่อรองทางการค้ากับคู่ค้าแบบเป็นรายๆ ไป ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าทำได้จริง มันย่อมจะต้องกระทบต่อการผลิต การค้า และการเงินโลก โดยไม่แต่ผู้ผลิตของสหรัฐฯ เท่านั้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง Business Model ของตัวเอง แต่จีนและคนอื่นๆ ในโลก ก็จำต้องเปลี่ยน Economic Strategy และ Business Model ของตนด้วยอย่างแน่นอน (ณ ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ งบประมาณและมาตรการต่างๆ ที่เสนอโดยทีมทรัมป์ ยังอยู่ในขั้นแปรญัตติของสภาครองเกรส)

ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าจีนเขาเลือกจะปรับตัวอย่างไรนับแต่นี้ และไทยควรปรับตัวอย่างไร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวซ้ำอีกในบทความนี้ แต่จะมุ่งไปที่ประเด็น De-Globalization เป็นหลัก

ตามความเข้าใจของผม Globalization เป็นระบบที่ทุกคนได้ประโยชน์ (มากน้อยต่างกันไปแต่มันเป็น win-win deal มันจึงเป็นเรื่องของความร่วมมือกัน (หากไม่มีการร่วมมือ การค้า การชำระเงิน และการกระจายฐานการผลิตระดับโลกย่อมเป็นไปไม่ได้)

และความร่วมมือดังกล่าวมันเกิดเป็นจริงขึ้นได้ตามฐานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนและการแบ่งงานกันทำ

ระบบเศรษฐกิจโลกมันวางอยู่บนฐานคิดง่ายๆ แบบนี้ แล้วค่อยพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ นับแต่ Adam Smith วิเคราะห์ให้เห็น และ David Ricardo มาขยายผลด้วยการศึกษาวิจัยลงลึกถึงระบบเศรษฐกิจของอังกฤษเทียบกับโปรตุเกส เมื่อปี 1817 แล้วพบว่า อังกฤษผลิตเสื้อผ้าได้เหนือกว่าเพราะใช้ทรัพยากรและแรงงานน้อยกว่า ในขณะที่โปรตุเกสผลิตไวน์ได้ทรงประสิทธิภาพกว่า (ซึ่งเขาเรียกความเหนือกว่านั้นว่า "Comparative Advantage”ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า ทั้งอังกฤษและโปรตุเกสจะได้ประโยชน์เต็มที่กันทั้งคู่ หากอังกฤษจะผลิตเสื้อผ้าอย่างเดียว และโปรตุเกสจะผลิตไวน์อย่างเดียว (เพราะแต่ละคนเชี่ยวชาญกันคนละอย่างแล้วนำมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน (แล้วมันยังจะให้โอกาสกับทั้งสองประเทศพัฒนาความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองผลิตถนัดให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งในที่สุดมันยิ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำลง เพราะยิ่งเชี่ยวชาญก็ยิ่งสร้างของง่ายขึ้นและถูกลง ทำให้ราคาสินค้าในทั้งสองประเทศถูกควบคุมไปโดยปริยาย)



ระบบ Globalization ของโลกทุกวันนี้ ก็พัฒนามาจากฐานคิดเชิงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศของ Ricardo นั่นแหล่ะ (ปัจจุบันมูลค่าการค้าโลกคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งโลก)

แต่อะไรก็ตาม เมื่อมันพัฒนามาจนสูงสุดแล้ว ย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา...Globalization ก็หนีกฎอนิจจังไปไม่พ้น เช่นกัน

ทีนี้ลองคิดดูสิ ว่าฝรั่งชาติสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ตอนนี้กำลังจะหันมาใช้นโยบาย Economic Nationalism โดยออกมาตรการกีดกันการค้าต่างๆ เพื่อปกป้องคนงานของตน และตอบโต้กับคู่ค้าอย่าง จีน รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา ซึ่งฝรั่งคิดว่าดำเนินนโยบายกีดกันการค้ามาโดยตลอด และมันไม่แฟร์ (Unfair Trade)

อังกฤษนำไปแล้วด้วย Brexit ตามมาด้วย America First ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ (และหากพรรค National Front ชนะการเลือกตั้งในฝรั่งเศษ และพรรค Party for Freedom ชนะในเนเธอร์แลนด์ และ พรรค Five Star Movement ชนะในอิตาลี ก็อาจหมายถึงการล่มสลายของ EU ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับสหรัฐฯ)

แน่นอนว่า หากการหันหลังกลับจาก Globalization แบบ Full-swing เกิดขึ้นจริงๆ มูลค่าการค้าโลก (รวมทั้งการชำระเงินและการลงทุนจากกิจกรรม Outsource ทางการผลิตย่อมต้องลดลง กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสินค้าย่อมแพงขึ้น เพราะแต่ละประเทศย่อมต้องผลิตสินค้าซ้ำกัน หรือถูกบังคับให้ผลิตในสิ่งซึ่งตัวเองไม่เชี่ยวชาญ (ตามฐานคิดของ Ricardo)

และยิ่งสินค้าแพงขึ้น การซื้อขายก็จะยิ่งน้อยลง และคนก็จะผลิตสินค้าน้อยลง ฯลฯ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง จนอาจถึงขั้นซบเซาได้

นั่นคืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากทุกคนหันมาดำเนินนโยบายชาตินิยมเชิงเศรษฐกิจกันหมด

นักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะแบบนี้ว่า "Stagflation” คือในขณะที่เศรษฐกิจภาพรวมหดตัวลง ราคาสินค้าก็แพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลในระยะยาว

บทสรุปของผมในประเด็นนี้คือ ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมมีผู้ได้ผู้เสีย และผู้อ่านของผมย่อมมาจากหลากหลายสถานะ หลากหลายอุตสาหกรรม หลากหลายจุดยืนเชิงผลประโยชน์ของตน

ผมเชื่อว่าหลังจากฟังข้อวิเคราห์จากผมแล้วว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในโลก ท่านคงรู้แล้วว่าข้อสรุปของตัวเองแต่ละคนเป็นอย่างไร และท่านจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ท่าไหน

แน่นอนว่า ผู้ส่งออกหรือกิจการที่มีรายได้จากการส่งสินค้าไปขายในตลาดโลก (โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯย่อมได้รับผลกระทบแรงขึ้น (จากที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วแต่กิจการที่ผูกพันกับภาคบริการของจีน ย่อมมีอนาคตที่สดใส (เนื่องจากจีนเองกำลังมุ่งเข็มไปเน้นการเติบโตจากภายในแทนการส่งออกทั้งธุรกิจการศึกษา การรักษาพยาบาล สุขภาพ การค้าปลีก E-Commerce หรือ SME เป็นต้น

ผู้ผลิตในทุกอุตสาหกรรมของเราที่สามารถดำรงต้นทุนต่ำ ก็น่าจะกลับมาได้ประโยชน์มากขึ้นในยุค Stagflation” แน่นอนว่าดอกเบี้ยก็คงจะขึ้นไปอีก ดังนั้นนักลงทุน อาจต้องถือเงินดอลล่าร์มากขึ้น หรือถ้าเป็นผู้ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว ก็อาจหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีฐานรายได้และกำไรจากตลาดโลก แต่กลับไปเน้นหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จาก America First เป็นหลัก (นักลงทุนทั่วไปสามารถถือกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นประเภทนั้นๆ ได้อยู่แล้ว เช่น US. Small Cap. Value ETF หรือ ETF ซึ่งลงทุนใน SME ของสหรัฐฯ เป็นต้น)

ส่วนคนทั่วไปที่คิดจะอาศัยเงินเก็บเพื่อดำรงชีพในระยะยาว ก็อาจต้องหาทางกระจากทรัพย์สินไปสู่สินทรัพย์ที่คิดว่าจะธำรงค่าได้ในระยะยาว เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin (หรือ Cryptocurrency อื่นในสัดส่วนที่มากยิ่งขึ้นในพอร์ตของตน แทนจะจะเก็บเป็นบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำแต่เพียงอย่างเดียว


ทัดษ์ศิล ฉัตรแก้ว
17 มีนาคม 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2560