วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

ปัญญา นิรันดร์กุล ในที่สุดก็มาถึงยุคของเขา



ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเทอร์เทนเม้นต์ มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คน อยู่ในขณะนี้

หากยุคก่อนหน้า เป็นยุคของเจ้ายุทธจักรอย่าง ประวิทย์ มาลีนนท์และผองพี่น้อง แห่งสำนักหมายเลข 3 หรือสุรางค์ เปรมปรีย์และกฤตย์ รัตนรักษ์ แห่งสำนักหมายเลข 7 และไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งสำนักแกรมมี่ แล้วไซร้

ยุคนี้ ย่อมเป็นยุคของปัญญา นิรันดร์กุล เจ้าสำนักเวิร์กพอยท์ อย่างไม่ต้องสงสัย

ช่องทีวีของเขา เพิ่งจะครองเรตติ้งอันดับ 1 ทั่วประเทศ เหนือกว่าเจ้ายุทธจักรทั้ง 3 และ 7 ไปแล้ว และทำท่าว่าจะหยุดไม่อยู่

ราคาหุ้นของกิจการเขา ก็สะท้อนถึงอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพของการดำเนินงานได้ดีกว่าคู่แข่งขัน

Market Capitalization ของเวิร์กพอยท์ ปัจจุบัน มากกว่าแกรมมี่เกือบสามเท่าตัว และกำลังไล่กวดช่อง 3 (BEC World) มาอย่างน่าสนใจยิ่ง

ปัญญา นิรันดร์กุล ตัดสินใจถูกแล้วที่ร่วมประมูลทีวีดิจิตัล

สำหรับนักลงทุนและเจ้าของกิจการมีเดีย/เอ็นเทอร์เทนเม้นต์ ส่วนใหญ่ ทีวีดิจิตัล คือ "ทุกขลาภ"

แต่สำหรับปัญญา เขาสามารถผลิกสถานการณ์ให้มันกลายเป็น "ลาภก้อนใหญ่" เสมือนหนึ่งสปริงบอร์ด ให้เขาเด้งขึ้นมายืนอยู่หัวแถวของอุตสาหกรรมได้ในขณะนี้

บุคลิกของปัญญา เป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่น และอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าถึงง่าย แม้ตอนนี้เขาจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทยไปแล้วก็ตาม ทว่าภาพของความเป็นนักธุรกิจหรือไทคูนของเขานั้น เบาบางกว่าไทคูนอื่นๆ มากมายนัก

ความสำเร็จของปัญญา มาจากทีมงานที่เก่งและเหนียวแน่น

ประภาส ชลศรานนท์ คือสมองซีกขวาของเขา

ประภาส เป็นปัญญาชน แต่มีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงการตลาดสูง

เขาเป็นคนอ่านหนังสือมาก เข้าใจอะไรใหม่ๆ และยากๆ ทว่าสามารถสื่อสารเป็นภาษาหรือ Image ง่ายๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจและสนุกไปกับความคิดเหล่านั้นได้

จึงไม่แปลกที่เวริก์พอยท์จะเด่นในเรื่องนี้

ประภาส เป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ที่ฝันจะเดินทางนั้น ทำให้เวิร์กพอยท์สามารถ Recruit ทีมเสือได้ไม่ยากเย็นเกินไปนัก

ประภาส นับเป็นเสาหลักในด้านครีเอตีฟให้กับปัญญา เหมือนกับที่ เราวัต พุทธินันทน์ เคยเป็นให้กับ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

การควบคุมกองหลังอย่างแข็งแกร่งของประภาส ช่วยให้ปัญญาสามารถทุ่มเทกับงานหน้าฉากได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะว้าพะวง

เขาทั้งสองคือ Key Success Factor ของเวิร์กพอยท์ หากขาดใครคนใดคนหนึ่ง หรือวันใดที่ทั้งคู่แตกกัน วันนั้นย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะของเวิร์กพอยท์

กองหน้าของเวิร์กพอยท์ล้วนแต่มีความสามารถและมี Loyalty ไม่ว่าจะเป็นดาราตลกอย่าง หม่ำ เท่ง โหน่ง ตุ๊กกี้ และบรรดาพิธีกรรายการยอดฮิตทั้งหลาย

ภาพยนตร์และโชว์ที่คนเหล่านี้แสดงเป็นตัวหลัก ล้วนมีเอกลักษณ์ ไม่ลอกฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี

อีกทั้งทีมข่าวของเวิร์กพอยท์ก็เริ่มฉายแววขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง

Challenge ของปัญญาและเวิร์กพอยท์ยังมีอีกมาก

แต่ที่สำคัญคือจะทำยังไงให้ Momentum แห่งความสำเร็จนี้ ยังคงวิ่งต่อไปด้วยความหนักแน่น มั่นคง และสปีดไม่ตก

คำตอบน่าจะอยู่ที่ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ขององค์กร

จุดอ่อนของปัญญาและเวิร์คพอยท์คือการผูกพันรายได้ไว้กับรายการโชว์มากเกินไป

พวกเขายังอ่อนในด้านเอ็นเทอร์เทนเม้นท์แนวอื่น เช่นละคร และ ฯลฯ

ที่น่าห่วง คือระยะหลัง แม้แต่รายการแนวหลักที่พวกเขาถนัดหากิน พวกเขาก็คิดน้อยลง และก็อปปี้มากขึ้น แม้แต่รายการหลักของพวกเขาอย่าง The Mask Singer ก็เป็นการเช่าไลเซ่นจากเกาหลีใต้ ไปเสียแล้ว

แม้นว่า Original Idea จะเป็นสิ่งหายาก แต่การมุ่งเน้นที่ 0-1-2-3-4-5 (แทนที่จะมักง่าย เอาแต่ 6-7-8-9-10) ย่อมจะส่งผลตอบแทนในระยะยาว ทั้งในแง่ของความเป็นตัวของตัวเอง ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิ และความมั่งคั่ง


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว


16 มีนาคม 2560
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2560

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สมเด็จพระสังฆราช: The Minimalist


การมาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 นั้น เป็นเรื่องสมสถานการณ์ ในแบบที่ Victor Hugo ปัญญาชนใหญ่ของฝรั่งเศสผู้หนึ่ง เคยกล่าวไว้ทำนองว่า "One cannot resist an idea whose time has come.”

พระองค์ท่านทรงเป็น "The man of the hour.”

เพราะชนชั้นนำของสังคมไทยมีความเห็นกันว่า พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสสูงสุด ไม่เหมาะสมที่จะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ซึ่งมีคดีความสำคัญติดตัวจำนวนมาก หากได้ขึ้นในตำแหน่งประมุขสงฆ์แล้ว ย่อมจะเกิดการแตกแยกครั้งใหญ่ อีกทั้ง องค์ที่สังคมยกย่องเชื่อถือในปัญญา ว่ามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพระธรรมวินัย และวัตรปฏิบัติ อย่างสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั้น ก็ยังมีอาวุโสเป็นลำดับสุดท้าย แม้จะเป็นพระมหานิกาย ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะที่ดีสำหรับพระฝ่ายนี้ให้ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขฝ่ายสงฆ์ หลังจากฝ่ายธรรมยุตครองตำแหน่งมาถึง 2 สมัยแล้ว ก็ตามที

พระองค์ท่าน ยังมาในเวลาที่โลกและไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ

ทั้งการเปลี่ยนตัวผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนการกีดกันเชื้อชาติและศาสนา และนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศแบบใหม่ที่อาจกระทบต่อระเบียบโลกและภูมิภาคเอเซีย ตลอดจนการขึ้นครองราชของประมุของค์ใหม่ของไทย และการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ออกแบบมาให้เป็นกรอบกติกาสำหรับการปกครองระบอบใหม่ของไทย นับแต่นี้

บทบาทของพระสังฆราชนับแต่นี้จึงน่าจะมีความสำคัญมาก คู่บุญไปกับบทบาทขององค์พระประมุข ภายใต้สถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป และสถานการณ์แห่งการปรองดองที่ทุกฝ่ายคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังในสังคมไทย

ที่มาของพระองค์นั้น ไม่ใช่ธรรมดา เพราะนอกจากจะได้รับการแต่งตั้งจากองค์พระประมุขโดยตรงแล้ว พระองค์ยังเคยเป็นลูกศิษย์รับใช้ใกล้ชิดของพระสังฆราชองค์ก่อน (วาสน์ วาสโน) และได้ชื่อว่าเป็นศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ฝั้น พระสายคามวาสีที่มีผู้นับถือเป็นอย่างสูง

บุคลิกของพระองค์เอง ก็นับว่าเหมาะแก่การณ์ และเสริมบารมีให้สูงส่งขึ้นไปอีก เพราะพระองค์ท่านแสดงออกชัดเจนว่าเป็น "Minimalist” ที่แท้จริง

ว่ากันว่า ท่านไม่สะสม ไม่มีรถยนต์ ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว หรือแม้แต่เหรียญของหลวงปู่ฝั้น ท่านก็ยังไม่เคยสะสมไว้

ความเป็น Minimalist ของพระองค์ท่าน ยังแสดงออกอย่างชัดเจน ในพระโอวาท ซึ่งท่านประทานเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับสถาปนาว่า 

"ขออำนวยพรแก่สาธุชนทุกคนที่ได้มีศรัทธา และได้มาประชุมพร้อมกันด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยกุศล ท่านทั้งหลายได้มาในวันนี้ เพื่อมาอำนวยพร หรือมาแสดงมุทิตาแก่อาตมา ที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ขออนุโมทนาสาธุการ ขอบใจ อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดีความงามประจำใจอยู่ และขอให้รักษาความดี ความงามที่มีให้คงอยู่ตลอดไป ท่านทั้งหลายเป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้น ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้ หลักธรรมสำคัญ 3 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน และขอให้ยึดถือเป็นประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือทำกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวะธรรมที่ว่าง เป็นปกติ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิดขึ้นตามลำดับ

ฉะนั้น ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ 3 ข้อง่ายๆ ทุกคนก็จะมีความสุขใจ อนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ในสมัยของพระองค์ มีภาษิตอยู่บทหนึ่ง ซึ่งอาตมาขอมอบภาษิต "สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิ สาธิกา ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ" 

ให้รักษาคำนี้ไว้และนำไปปฏิบัติ เพราะความพร้อมเพรียงนำความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้ ขณะนี้ ประเทศเรากำลังต้องการการพัฒนา ขอให้ท่านนึกถึงสุภาษิตนี้ รวมถึงหลักธรรมทั้ง 3 ข้อ หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจและยึดถือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีความสามัคคี เท่านี้ประเทศชาติของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง"

สั้น กระชับ ตรงประเด็น และยังมีพลังโน้มน้าวให้รักชาติ รักสามัคคี ปรองดอง และเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปในตัว


นับเป็น Speech ที่บรรดาผู้นำ นักการเมือง และผู้สนใจเรื่อง Leadership ทุกคน ควรศึกษาเอาอย่าง


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว 
14 กุมภาพันธ์ 2560
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

GOD IS DEAD



ผมทราบข่าวการเสด็จสวรรคตจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อกำลังจะขึ้นเครื่องออกนอกประเทศ เพื่อมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก

เจ้าหน้าที่คนนั้น ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักผมมาก่อนเลย จู่ๆ ก็เอ่ยถามผมว่าได้ทราบข่าวหรือยัง แล้วเขาก็เล่าให้ฟัง พร้อมกับบอกว่าอยากออกเวรและมุ่งหน้ากลับบ้านซะเดี๋ยวนั้นเลย

คืนนั้น ผมมีความรู้สึกแบบบอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามันไม่ปกติ และพยายามค้นหาความรู้สึกตัวเองว่าจะอธิบายลักษณะหรือรูปแบบแห่งความรู้สึกนั้นกับตัวเองอย่างไรดี

มันเป็นทั้งความเงียบ วังเวง เหงาลึก โหยหา อ้อยอิ่ง ทึบ ติดอยู่ตรงก้นบึ้ง และเศร้าปนกังวล ท่ามกลางความอึกทึกสับสนวุ่นวายของข้อมูลต่างๆ ในโลกโซเชี่ยลของแวดวงเมืองไทยที่ได้รับเข้ามาอย่างถาโถมจำนวนมาก

ผมใช้เวลาไปกับการฟังเพลง The Sound of Silence ของ Simon & Garfunkel ซ้ำไปซ้ำมา แทบทั้งคืน และก็ตีความเอาเองว่า นั่นแหล่ะคือความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้น แม้กระทั่งในตอนหลับ ความรู้สึกแบบนั้นมันก็ยังคืบคลานเข้าครอบงำแบบช้าๆ....

Hello darkness, my old friend
I've come to talk with you again
Because the vision softly creeping
Let's it seeds while I was sleeping
And the vision that was planted in my brain
Still remains
Within the sound of silence

และมันยิ่งเหมือนจริงเหมือนจังมากขึ้นในท่อนที่ถูกถ่ายทอดออกมาว่า
….....
People talking without speaking
People hearing without listening
People writing songs with voices never share
No one dare
Disturb the sound of silence

และ

And the people bowed and prayed
To the Neon God they made
And the sign flashed out its warning
In the word that it was forming
And the sign said “The words of the prophets
Are written on the subway walls
And Tenement Halls
And whispered in the sound of silence.”

นับว่าเนื้อเพลงเหล่านี้ ใกล้เคียงกับความรู้สึกของผมตอนนั้นมาก (ผมขีดเส้นใต้คำว่า Tenement Halls” เพราะเดี๋ยวท่านจะได้เห็นความบังเอิญอย่างน่าทึ่งในช่วงต่อไป)

หลังจากที่เดินทางไปถึงนิวยอร์กแล้ว เมื่อสถานกงศุลไทยเปิดให้ลงชื่อ ผมก็ได้ไปร่วมลงชื่อแสดงความไว้อาลัย และได้เปิดดูข้อความไว้อาลัยของผู้อื่นที่ร่วมบันทึกอยู่ในสมุดเล่มนั้นด้วยอย่างละเอียด เสร็จแล้วก็ได้เดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ Ellis Island และที่ Tenement Museum

ในพิพิธภัณฑ์เหล่านั้น ผมได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวและความเป็นอยู่ของผู้อพยพรุ่นต่างๆ ที่ตัดสินใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ และได้เห็นรูปภาพสมัยเก่า ตลอดจนห้องจำลองของ Tenament Hall ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้จำนวนมาก

ในจำนวนนั้น มีรูปภาพอยู่รูปหนึ่ง เป็นรูปความเป็นอยู่ใน Tenament Hall ซึ่งถ้าสังเกตุให้ดี จะพบข้อความที่เขียนไว้บนผนังอันคร่ำคร่า เป็นภาษาเยอรมันว่า

“Gott ist Tot”

ผมเข้าใจว่า มันคือความในใจของ Zarathustra ซึ่งในตอนที่สุดของบรรพ 2 ของ Zarathustra's Prologue ภายหลังจากที่เขาแยกทางจากท่านนักบุญแล้ว เขายังคงแปลกใจ และพูดกับตัวเองว่า

"Could it be possible! The old saint has not heard in his forest that God is dead!”

หลังจากนั้น ผมยังได้เดินทางโดยทางรถไฟไปยังเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ เป็นเวลา 1 เดือน และได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ๆ อย่างหลากหลาย ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (North Western University) มหาวิทยาลัยตูเลน (Tulane University) มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียแห่งนครลอสแองเจลิส (UCLA) มหาวิทยาลัยแห่งคาลิฟอร์เนียตอนใต้ (USC) สถาบันเทคโนโลยีแห่งคาลิฟอร์เนีย (CALTECH) และสถาบันบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยแคร์มอนท์ (Claremont Graduate University) เป็นต้น

นอกจากนั้น ผมยังได้ใช้เวลาขณะเดินทางและยามว่าง อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับความคิดความอ่านของคนอเมริกัน

ผมได้อ่านหนังสือหลายเล่ม เช่น A People's History of the United States” ของ Howard Zinn, “A History of the American People” ของ Paul Johnson, “The Closing of the American Mind” ของ Alan Bloom และ Walden” ของ Henry David Thoreau

และยังได้อ่านบทความบางบทของ Ralph Waldo Emerson และ H.L. Mencken ตลอดจนคำประกาศอิสรภาพและรัฐนูญอเมริกันแบบผ่านๆ

อีกทั้งยังได้ไปดูละครเพลงบรอดเวย์ที่กำลังได้รับความนิยมมากเรื่อง Hamilton และได้ร่วมชมคอนเสริตของ Joan Baez และ Patricia Barber และ Don McLean

ระหว่างนั้น ผมก็ได้ตรึกตรองถึงเรื่องในหลวงอยู่เป็นระยะๆ โดยตั้งคำถามว่าพระอัจฉริยภาพที่เด่นที่สุดของพระองค์ท่านคืออะไร เพื่อที่จะได้นำมาเขียนถ่ายทอดเป็นบทนำอันนี้ เนื่องจากว่านิตยสารของเรานั้นว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการ จึงเพ่งไปยังอัจฉริยภาพเชิงนั้นเป็นพิเศษ

ผมคิดวิเคราะห์ไปได้หลายเรื่อง แต่ก็หาคำสรุปรวบยอดที่คิดว่า "ใช่" ยังไม่ได้สักที

สุดท้าย ผมพบว่ามันคือสิ่งที่ Max Weber (ผู้ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Nietzsche เจ้าของวลีเด่นซึ่งสลักอยู่บนฝาผนังของ Tenement Hall ดังที่กล่าวมาแล้ว) เรียกว่า Charisma”

ผมว่าในกรณีของพระองค์ท่านนั้น "Charisma" เป็นและแทรกซึมไปในกิจกรรมแทบทุกอย่าง

เป็นประมุขศิลป์ เป็นการเมือง เป็นอำนาจ เป็นบารมี เป็นความสามารถในเชิงบริหารจัดการ เป็นวาทะศิลป์ เป็นแหล่งของแรงบันดาลใจ เป็นแหล่งที่มาของความจงรักภักดี เป็นความดี เป็นทักษะเชิงศิลปะและดนตรี เป็นความสามารถในการมองการณ์ไกล เป็นหัวใจของการแก้วิกฤติ ฯลฯ

สิ่งนี้ทำให้พระองค์ท่านกุมจิตใจของราษฎรได้

และการกุมจิตใจของราษฎรได้ ทำให้พระองค์ท่านอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่มีใครจะทำอะไรพระองค์ท่านได้

ไม่ว่า Tyrant, Oligarch, Dictator, Demagogue, Revolutionary, Radical, หรือแม้กระทั่ง Aristocrat ก็ตามที

พระองค์ท่านเอาชนะคนเหล่านี้มาหมดแล้วในยุคสมัยของท่าน

ระหว่างอยู่ที่สหรัฐฯ ผมได้ใช้เวลา Observe การเลือกตั้งประธานาธิบดีฯ จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งและประกาศผล และผมก็พบว่างานนี้ ก็มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง Charisma” และ Charismatic Leader” อย่างลึกซึ้งเช่นกัน ซึ่งคิดกันว่านิตยสาร MBA ของเราจะได้นำมาเขียนถ่ายทอดอย่างละเอียด เป็น Cover Story ในโอกาสต่อไป

ก่อนกลับไม่กี่วัน ผมได้มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ Don McLean ที่ Pasadena

แน่นอน เขาต้องร้องเพลงเด่นของเขา American Pie”

ผมฟังเพลงนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ไม่เคยมีครั้งใดซาบซึ้งเท่าครั้งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท่อนสุดท้าย ที่ Don McLean ถ่ายทอดออกมาในเชิงอุปมาอุปมัยและไพเราะลึกซึ้งว่า..

“And the three men I admire most
The Father, The Son, and The Holy Ghost
They caught the last train for the coast
The day the music died.”

บัดนี้ God ได้จากเราไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ไม่เหลือใครให้เราต้องรัก ต้องเทิดทูล และต้องกลัว อีกต่อไป

นับแต่นี้ เราจะต้องเดินต่อไปด้วยตัวเอง จะไม่มีใครมาคอยนำทาง โดยหนทางที่เราจะมุ่งหน้าไปนั้น ย่อมเป็นได้ทั้งสวรรค์และนรก

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

12 พฤศจิกายน 2559
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน พ.ย. 2559

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จะอยู่ยังไงเมื่อดอกเบี้ยติดดิน



แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

เพียงเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ จู่ๆ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งก็ได้ประกาศว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภทสำหรับคนทั่วไปลงเหลือ "0%” ทำให้ผู้คนเกิดสับสนอลหม่าน และมีข่าวลือว่าจะเกิดการถอนเงินจำนวนมาก จนผู้บริหารธนาคารแห่งนั้นต้องเปลี่ยนใจ ประกาศยกเลิกหลังจากนั้นไม่นาน

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นข่าวบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แทบทุกฉบับ ในขณะนั้น

แน่นอน "อัตราดอกเบี้ย 0%” และ "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ถือเป็นภัยคุกคามต่อผู้มีเงินฝากทุกคน

ยิ่งประชาชนทั่วไป ข้าราชการ และผู้เกษียณ ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของพวกเขามักอยู่ในรูปของเงินฝากธนาคารแล้ว นโยบายแบบนี้ ย่อมกระทบพวกเขาเข้าอย่างจัง

มันไม่ต่างอะไรกับ "โจร" ที่คอย "ขโมยความมั่งคั่ง" จากพวกเราไปทีละเล็กทีละน้อย

เหมือนกับตุ่มที่รั่ว เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

ไม่ว่าคุณจะอดออมมากแค่ไหน มัธยัสถ์สักเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไปทุกปี ยอดเงินฝากของคุณจะลดลง เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้น

เช่นในกรณีอัตราดอกเบี้ยเป็น "ศูนย์" ถ้าคุณฝากเงินไว้ร้อยบาทตอนต้นปี ตอนสิ้นปีคุณจะมีเงินเท่าเดิม แต่คุณต้องเสียค่าโสหุ้ยต่างๆ เช่นค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ หรือแม้กระทั่งค่าเดินทางไปธนาคารแต่ละครั้งเพื่อฝากถอน

นี่ยังไม่นับอัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของขึ้นราคาทุกปี และเมื่อมาเทียบกับรายได้ดอกเบี้ยของคุณแล้ว ถ้าคิดคำนวณละเอียดหน่อย ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าคุณต้องติดลบ (ภาษาเทคนิคทางการเงินเรียกว่า Negative Real Interest Rate หรือ Negative Effective Rate)

และถ้าเป็นกรณี "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ดังที่หลายประเทศใช้อยู่ ยิ่งหนักข้อไปกันใหญ่

เพราะเท่ากับว่าคุณอุตส่าห์เอาเงินไปฝากธนาคาร แต่ธนาคารกลับมาเก็บค่าฝากเงินจากคุณซะงั้น เช่น ถ้าธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก "-1%” ต่อปี ก็หมายความว่า เงินฝาก 100 บาท ของคุณตอนต้นปี จะลดลงเหลือเพียง 99 บาท ตอนปลายปี (ยังไม่นับค่าธรรมเนียมและค่าโสหุ้ยต่างๆ)

มันบ้าไหมหล่ะ?

โลกทำไมเพี้ยนไปได้ถึงเพียงนี้

กวาดตามองไปทั่วโลก ณ วันนี้ กว่า 30 ประเทศแล้ว (ประชากรของประเทศเหล่านั้นรวมกันประมาณ 500 ล้านคน) ที่ปล่อยให้เกิด "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" (หรือไม่ก็ผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ติดลบ โดยข้อมูลที่เชื่อถือได้และนำมาอ้างอิงกันทั่วไปคือ พันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อขายกันด้วยราคาที่ทำให้อัตราผลตอบแทนติดลบ (Negative Bond Yield อย่าลืมว่าราคาพันธบัตรย่อมสวนทางกับผลตอบแทน ตามหลัก Discounted Cash Flow) มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 12 ล้านล้านเหรียญฯ คิดเป็นเกือบๆ หนึ่งในสามของมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลทั้งโลกที่ซื้อขายกันในตลาดฯ)

ที่พูดนี้รวมถึงประเทศชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป เป็นต้น

สหรัฐฯ เอง แม้จะยังไม่ประกาศอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ก็ได้ฝืนกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในแดนต่ำมากมานาน โดยในช่วงหลังวิกฤติหนักปี 2008 นั้น ก็ได้ใช้นโยบายนี้ร่วมกับโครงการ QE หรือ Quantitative Easing ที่ให้ธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ Mortgage-backed Securities

ขณะนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในแดนบวกทั่งคู่ แต่เมื่อได้ฟังจากปากของ Janet Yellen ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่บอกว่าการจะนำ NIRP หรือ Negative-interest-rate Policy มาใช้หรือไม่นั้น ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว (..“not completely rule out”....“in some future very adverse scenario.”)

ถ้าให้ตีความ ก็คงต้องบอกว่า ธนาคารกลางยังคงสงวนนโยบายนี้ไว้เป็นอาวุธที่จะนำออกมาใช้ในอนาคต หากสภาวะเศรษฐกิจเกิดพลิกผันเลวร้ายลงอย่างเกินที่คาดหมายไว้ โดยในใจเธอคงจะหมายถึง ราคาหุ้นและหลักทรัพย์ ที่อาจตกลงอย่างฉับพลัน หรือที่เรียกว่า Stock Market Crash นั่นเอง (ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะดัชนีราคาหุ้นของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจพื้นฐาน ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง)

ไทยเราเป็นประเทศเล็ก หากบรรดาพี่เบิ้มที่เป็น "หัวขบวน" ของโลก ยังคงตั้งใจกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเข้าไว้ต่อไป เราก็ไม่สามารถฝืนขึ้นดอกเบี้ยได้ เพราะจะทำให้เงินทุนไหลเข้า ราคาสินทรัพย์จะเฟ้อโดยใช่เหตุ และอัตราแลกเปลี่ยนก็จะแข็งค่า กระทบต่อการส่งออก

เห็นได้ชัดว่า ปัจจัยในเชิงมหภาคของโลกในตอนนี้ มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของปากท้องคนไทยมากกว่าในอดีตมากเลย (แม้ทุกคนจะรู้แล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องการทะยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ย ให้กลับสู่ภาวะปกติ Back to Normal” หรือ New Normal” แต่พวกเขาย่อมต้องดูสภาวการณ์ฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนประกอบด้วย เพราะหากเศรษฐกิจจีนง่อนแง่นมากเกินไป แล้วสหรัฐฯ ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นในจีนเกิดปัญหาได้ และอาจลุกลามไปยังตลาดฯ อื่นทั่วโลก ฯลฯ...และเหล่านี้ย่อมกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยะสำคัญทั้งสิ้น)

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ถ้าแนวโน้มยังคงเป็นไปในแนวนี้ การถือครองเงินสด (เงินสดไม่มีดอกเบี้ยรับ) หรือเงินฝากในสัดส่วนที่มากเกินไป ย่อมไม่ทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น

ไอ้ครั้นจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยงมาก เพราะราคาหุ้นขึ้นมาสูงมากแล้ว

ลองดูดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังจากวิกฤติซัพไพรม์เมื่อปี 2551เป็นต้นมา และกองทุนต่างประเทศเริ่มหันเหเงินลงทุนจากตลาดสหรัฐฯ มุ่งสู่ตลาด Emerging Markets ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์หรือ SET Index เพิ่มขึ้นจากที่เคยต่ำสุด ณ ระดับ 400 จุด มาอยู่ในระดับสูงสุดประมาณ 1,600 จุดในช่วงที่ FED ประกาศหยุด QE แล้วก็ทะยอยปรับตัวลงไปเกือบ 400 จุด (ส่วนสำคัญเพราะสหรัฐฯ หยุด QE) และเพิ่งจะกลับขึ้นมาอีกในปีนี้ มายืนอยู่เหนือ 1,500 จุด ในขณะที่เขียนต้นฉบับนี้

แน่นอน ตลาดหุ้นไทย ราคาแพงขึ้นมาได้เพราะนโยบายดอกเบี้ยต่ำบวกกับการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตามมาด้วยธนาคารกลางสหภาพยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น 
และการที่หุ้นมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ย่อมทำให้เกิด Wealth Effect ที่แพร่สะพัดเข้าไปสู่สินทรัพย์ชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ งานศิลปะ และของสะสมบางชนิด เช่นรถยนต์คลาสิก งานศิลปะ นาฬิกา ของเก่า พระเครื่อง และของสะสมอื่นๆ ฯลฯ

ดังนั้น การจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยง

เราเห็นด้วยกับ Donald Trump ผู้สมัครชิงตำแห่งประธานาธบดีสหรัฐฯ ของพรรครีปับรีกัน ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Fox News เมื่อสองวันก่อน (2 สิงหาคม 2559) ว่า

I did invest and I got out, and it was actually very good timing, but I’ve never been a big investor in the stock market.....Interest rates are artificially low,...The only reason the stock market is where it is is because you get free money.”

ใช่ อัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับต่ำอย่างผิดปกติ (ฝืนให้ต่ำ) และการให้กู้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ นั้นถือว่าเป็น "Free Money”

ดังนั้น คนที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเหล่านี้ได้ไม่ยาก เช่นธุรกิจใหญ่ๆ ธนาคาร ธุรกิจการเงิน จึงร่ำรวย...กิจการจำนวนมาก กู้เงินดอกเบี้ยต่ำมากว้านซื้อหุ้นของตัวเอง หรือนำมาซื้อกิจการเกิดใหม่หรือ Start-Ups ในราคาแพงเกินพื้นฐาน หรือนำมาขึ้นเงินเดือนกันเอง จ่ายโบนัสกันเอง หรือนำไปลงทุนเก็งกำไรในสินทรัพย์นานาชนิด...ภาพเขียน งานศิลปะ หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ นาฬิกา เรือยอชจ์ ของสะสม...หรือนำไปใช้สุรุ่ยสุร่ายโดยไม่จำเป็นต้องระวังอะไร

คนเหล่านี้รวมทั้งพวกที่ถือทรัพย์เป็นหุ้น เป็นพันธบัตร เป็น Financial Asset ทั้งหลาย ดีขึ้น รวยขึ้น มั่งคั่งขึ้น ภายใต้นโยบายแบบนี้ ทว่าคนทั่วไปที่กินเงินเดือน มีรายได้คงที่ และยากแก่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ย่อมแย่ลง (อีกทั้งการย้ายฐานการผลิตไปยังจีน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลง และงานหลายลักษณะที่เคยมีมาแต่เดิมก็หดหายไป)

คนเหล่านี้แหล่ะคือฐานเสียงที่นิยม Donald Trump

พวกเขาคิดว่า ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบที่เป็นอยู่ ใครเป็นคนออกแบบระบบนี้...พวกเขาต้องการคนนอกมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่พวกวงในที่มีส่วนร่วมออกแบบระบบนี้มา อย่างคุณคลินตัน

กลับมาที่พวกเรา ว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี?

ถือเงินสดก็ไม่ดี เงินฝากก็ถูกธนาคารเอาเปรียบ ซื้อหุ้นก็เสี่ยง

ทางเลือกที่ดี น่าจะแบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเก็บเป็นเงินฝาก ส่วนที่สองซื้อทองคำเก็บไว้ (แม้การถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยรับ แต่ก็มีสภาพคล่องสูง และเป็นเหมือนการประกันความเสี่ยง เมื่อเกิดวิกฤติ ทองคำจะมีค่ามาก) ส่วนที่สามซื้อเป็นอาหารการกินเก็บตุนไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าเป็นคนชอบเสี่ยง ก็อาจจะแบ่งไปซื้อหุ้นได้บ้าง แต่ต้องศึกษาพื้นฐานของกิจการ เฟ้นหากิจการที่มีอนาคตและมั่นคง (ซึ่งยังมีอยู่ไม่น้อย) หรืออาจจะซื้อกองทุน ETF ในตลาดต่างประเทศ ที่ P/E ยังต่ำอยู่ และคาดว่าอาจจะฟื้นตัวในอนาคต (เช่นรัสเซีย และ บราซิล เป็นต้น) ซึ่งถ้าขาดทุน ก็จะไม่มาก

การเก็บความมั่งคั่งไว้ในรูปแบบของอาหารนั้นทำได้ เพราะธรรมดาครอบครัวเราก็ต้องบริโภคอยู่แล้ว และอาหารส่วนใหญ่ก็มีสภาพคล่องสูง สามารถนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินหรือสินทรัพย์ชนิดอื่นได้ไม่ยาก

คนสมัยก่อนต้องสต๊อกข้าวไว้กินเองในครอบครัว หลังจากที่นำส่วนเกินออกขายแล้ว
ประเทศญี่ปุ่นหรือจีนเอง ก็ดำเนินกลยุทธ์เช่นนี้

การที่ญี่ปุ่นต้องเข้าสู่สงครามโลกก็เพราะความกลัวที่ว่าคนของตนจะอดตาย เพราะถูกปิดล้อม และอาหารไม่เพียงพอ จึงต้องบุกออกไปยึดครองพื้นที่อื่น เพื่อแสวงหาอาหารและทรัพยากรต่างๆ

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงจัดหาอาหารโดยการซื้อล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี

จีนเองก็เช่นกัน

คำกล่าวของ มจ.สุทธิพร กฤดากร ที่ว่า "เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง" นั้น เป็นความจริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติแล้ว อาหารจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด และอาหารก็สามารถใช้แทนเงินทอง ในฐานะ Currency ได้ด้วย

เงิน (Money) ต่างหาก ที่เป็นเพียง "หน่วยวัด" หรือสิ่งสมมุติให้เป็น "ตัวแทน" ของ "ความมั่งคั่ง" หรือWealth”

เงิน ไม่ใช่ Wealth

เงินมีค่าได้เพราะถูกสมมติให้เป็นสื่อกลางในการจัดหามาซึ่ง Wealth

สิ่งที่เงินซื้อได้ต่างหากคือ Wealth และเงินมีค่าได้ก็เพราะใช้จัดหา Wealth หรือเทียบค่ากับ Wealth นั่นเอง

Wealth กิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของมนุษย์ ที่ต้องขุด ต้องตัก ต้องดำลงไป ต้องจับ ต้องดัก ต้องเสี่ยง ต้องล่า ต้องตัด ต้องถลุง ต้องผสม ต้องสกัด ต้องหล่อ ต้องหลอม ต้องกลึง ต้องตกแต่ง ต้องกุม ต้องประกอบ ต้องออกแบบ ต้องผลิต ด้วยสติปัญญาความรู้และจินตนาการ เพื่อให้เกิดเป็นข้าวของ แล้วต้องอดออม สร้างสมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเป็นทุนของสังคม (Capital Formation)

เงินเป็นเพียงกระดาษ หรือตั๋วที่จะนำไปแลกมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น

ข้าวหนึ่งถัง ส้มหนึ่งกิโล ผักหนึ่งกำมือ พริกสองหยิบ ต้มยำกุ้งหนึ่งชาม ไปจนถึง เครื่องจักร รถยนต์ เรือบิน สินค้าอุปโภคบริโภค และผลิตภัณฑ์ไฮเทค...เหล่านี้คือ Wealth ที่คนผลิตขึ้นโดยอาศัยแรงงาน แรงสมอง จินตนาการ เครื่องไม้เครื่อมือ และความรู้ (หรือเทคโนโลยีนั่นเอง)

ถ้าพิมพ์เงินเพิ่มแล้วแจกออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ข้าวยังมีแค่ถังเดียว ส้มมีแค่หนึ่งกิโล ผักมีแค่หนึ่งกำมือ พริกมีแค่สองหยิบ ต้ำยำกุ้งมีแค่หนึ่งชาม เครื่องจักรมีเท่าเดิม เครื่องบินมีเท่าเดิม ฯลฯ ไม่มีใครผลิตอะไรเพิ่มได้ หรือไม่มีใครยอมผลิต ไม่มีใคร Start it Up ลุกขึ้น หยิบพลั่ว หยิบจอบ หยิบเสียม ถลกแขนเสื้อ ชักชวนผู้คนมาร่วมกันลงเงิน ลงแรง เสี่ยงร่วมกัน สร้างสิ่งใหม่ๆ...มีแต่คนเอาแต่สบาย กู้เงินดอกเบี้ยต่ำมาหากำไรเพิ่มโดยให้ "เงินทำงาน" อย่างเดียว ฯลฯ

Wealth ของสังคมจะเพิ่มได้อย่างไร?

และเงินจะมีค่าอะไรกัน?

นั่นเป็นคำตอบสำหรับปริศนาของการสร้างความมั่งคั่ง

และเป็นคำตอบว่าทำไม เศรษฐกิจของประเทศพี่เบิ้มในโลกจึงยังเตาะแตะไม่ไปถึงไหน แม้จะอัดฉีดเงินเข้าไปเป็นจำนวนมากมายมหาศาลแล้วก็ตาม

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

4 สิงหาคม 2559
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับสิงหาคม 2559
รูปประกอบจาก  Business Finance News, ผู้เขียนขอขอบคุณมา ณ ที่นี้