วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ย้อนไปดู "America First" กับ "Globalization ขาลง" เพื่อมองไปข้างหน้าและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเรา


ผมเชื่อว่านักเขียนทุกคนย่อมอยากเขียนให้ผู้อ่านงานของตน ได้รู้และเข้าใจในเรื่องหรือประเด็นที่ตัวนักเขียนผู้นั้นได้ไปรู้ไปเห็นไปรู้สึกและไปเข้าใจมา
...นั่นแหล่ะเป็นหลัก


ดังนั้น ถ้าผมจะเขียนถึงหัวใจของ Globalization สักบทความนึง...แล้วผมรู้และเข้าใจอะไรบ้างหล่ะ
เอาเป็นว่า ผมจะเล่าให้ฟัง

ผมเพิ่งซื้อหนังสือ Designed by Apple in California มาเล่มนึง มันเป็นของสะสมชิ้นล่าสุดที่ Apple พิมพ์ออกมาขายให้กับสาวกได้ซื้อเก็บกัน จัดทำอย่างปราณีต ตั้งแต่รูปถ่าย ดีไซน์และจัดหน้าเลย์เอ้าท์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ หน้าปกที่ผสมผสานด้วยวัสดุพิเศษ (ผ้าลินินตลอดจนการจัดพิมพ์ และการเข้าเล่ม สมกับราคาที่ตั้งไว้ 199 เหรียญฯ สำหรับเล่มเล็ก และ 299 เหรียญฯ สำหรับเล่มใหญ่

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ให้เห็น คือหนังสือเล่มนี้ สำเร็จมาได้ด้วยเครือข่ายการสร้างงานและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation Processในระดับโลก คือโครงสร้างของ Global Value Chain และ Global Supply Chain และ Manufacturing Networking ดังต่อไปนี้ :

1. Jonathan Ive นักออกแบบใหญ่ของ Apple และทีมงานฝ่ายออกแบบ ช่วยกันออกแบบรูปแบบของหนังสือแต่ละหน้า ตลอดจนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด รวมถึงการเลือกใช้กระดาษ วัสดุ และพัฒนากระดาษและหมึกพิมพ์พิเศษสำหรับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้รูปภาพในหนังสือสะท้อนความเป็นจริงของตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างใกล้เคียงที่สุด ทั้งในแง่ของสีสันและความเงางามของพื้นผิว

2. Andrew Zuckerman ช่างภาพฝีมือดีที่ร่วมงานกับ Steve Jobs และเป็นผู้ถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ Apple มาช้านาน รับผิดชอบด้านรูปถ่ายทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้

3. หนังสือเล่มนี้ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ในประเทศจีน โดยกระบวนการพิมพ์ที่พวกเขาเรียกว่า "280 Line Screen Printing” และใช้หมึกพิมพ์ชนิดพิเศษซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่พวกเขาเรียกว่า "Custom Low Ghost Epple Inks”

4. กระดาษพิเศษที่ใช้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ทีม Apple เป็นผู้พัฒนา Spec แต่ผลิตโดยผู้ผลิตกระดาษในประเทศเยอรมนี โดยพวกเขาเรียกชื่อกระดาษพิเศษล็อตนี้ว่า "Apple-Specific” Heaven 42 Paper


5. บริษัท James Cropper ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร (UK) เป็นผู้ร่วมวางแผนและพัฒนา (Contributor) สีพิเศษที่ใช้ในการพิมพ์ ("Color Plan, bespoke color.")

6. และสุดท้ายคือ ผ้าลินินที่ใช้สำหรับหุ้มปกหนังสือนั้น ผลิตโดย Bamberger Kaliko แห่งเยอรมนี โดยใช้กระบวนการย้อมพิเศษโดยเฉพาะ หรือ "bespoke dye”
(ข้อมูลเชิงการผลิตที่ผมเรียบเรียงมานี้ ผมอ้างอิงจากภาคผนวกหรือ Appendix ของหนังสือเล่มดังกล่าว)


โดยผมเองได้สั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ (ตั้งแต่วันที่เปิดให้จองผ่านเว็บไซต์ของ Apple Store ในเมือง Los Angeles แล้วจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตของ VISA (ซึ่งเป็นกิจการของสหรัฐฯโดยสั่งให้เขาส่งไปยังที่อยู่ของเพื่อนผมซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น (เพราะไม่มีบริการส่งนอกอเมริกาเสร็จแล้วเพื่อนผมค่อยส่งผ่าน UPS (ซึ่งก็เป็นกิจการ Courier Service ของสหรัฐฯ เช่นกันมาให้ผมที่เมืองไทยอีกทอดหนึ่ง

สำหรับคนไทยทั่วไปซึ่งไม่มีที่อยู่ในสหรัฐฯ ให้จัดส่ง แต่อยากได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครอง โดยไม่ต้องรอฟังว่า Apple Store เมืองไทยจะได้โควต้ามาจำหน่ายสักกี่เล่มนั้น ก็สามารถเข้าไปซื้อบนเว็บไซต์ eBay ได้ทันที (eBay เป็นกิจการของสหรัฐฯเพราะว่ามีคนหัวใสไปกว้านซื้อมาขายโก่งราคาอีกทอดหนึ่ง โดยท่านต้องจ่ายเงินผ่าน PayPal (ซึ่งก็เป็นกิจการในเครือของ eBayและเลือกใช้สายส่งเป็น USPS (ไปรษณีย์สหรัฐฯหรือไม่ก็ UPS, FedEx (เป็นกิจการของสหรัฐฯหรือ DHL (เป็นกิจการในเครือของไปรษณีย์เยอรมันหรือ Deutsch Post)

เห็นรึยังว่า เรื่องราวของหนังสือเพียงเล่มเดียวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหน้าตาของระบบ Globalization ที่กำลังเป็นอยู่ในโลกนี้ ได้อย่างไรบ้าง

ผมยังรู้อีกว่า หัวใจของระบบการผลิต การค้า และการเงิน แบบ Globalization ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นผลพวกมาจากการออกแบบของฝรั่ง ทว่าจีนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ นับแต่อเมริกาถอนตัวออกจากระบบ Bretten Wood และเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมากุมอำนาจในจีนหลังจากนั้นไม่นาน

ระบบนี้ เป็นระบบที่ฝรั่งถือครองความรู้ในการผลิต (เทคโนโลยีตราสินค้า เครือข่ายการค้า การขนส่ง และการชำระเงิน โดย Outsource งานการผลิตสินค้า (งานในโรงงานทั้งหลายไปให้กับจีน (เพราะจีนภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงได้หันเหนโยบายเศรษฐกิจมารับจ้างผลิตโดยทำตัวเป็น Low Cost Producer ให้กับกิจการระดับโลก แทนที่อเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งเคยรับบทบาทนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตามลำดับ)

โดยฝรั่งจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด แล้วมากระจายสินค้าผ่าน Discount Store (หรือ Dollar Stores) ของตัวเองที่ขยายเครือข่ายไปทั่วโลก ด้วยราคาต่ำ (ซึ่งบางแห่งอย่าง Walmart ถึงกับตั้งเป็นสโลแกนว่า "Everyday Low Price”และกระตุ้นการบริโภคด้วยนโยบายการเงินแบบดอกเบี้ยต่ำ และนโยบายเครดิตส่วนบุคคล อย่างไม่จำกัด

นั่นทำให้เงินเฟ้อของโลกต่ำ และผู้บริโภคในประเทศตะวันตกได้ประโยชน์ด้วย เพราะได้บริโภคสินค้าในราคาต่ำ เนื่องจากค่าแรงในเมืองจีนต่ำมากและมีแรงงานที่พร้อมจะรับค่าแรงต่ำ เป็นจำนวนเหลือเฟือแบบไม่จำกัด

ระบบนี้ ทำให้กิจการของฝรั่งทำกำไรได้มาก เพราะต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ราคาหุ้นของกิจการเหล่านี้ในสหรัฐฯ (และในประเทศที่ถือครองความรู้หรือเทคโนโลยีในการผลิตและตราสินค้าเพิ่มขึ้นมาตลอดในรอบสามสิบปีมานี้ อีกทั้งยังส่งผลให้จีนสามารถสะสมเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ได้อย่างมหาศาล ร่ำรวยขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็น "อภิมหายักษ์แห่งการส่งออก" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ระบบนี้ยังได้ทำลายธุรกิจส่งออกและโรงงานในบรรดาประเทศ Low Cost Producer เดิม หรือประเทศที่เคยรับช่วงต่อจาก Low Cost Producer เดิม อย่างเช่นไทย ซึ่งรับช่วงจากญี่ปุ่น และประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งรับช่วงต่อจากเยอรมนี และประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งรับช่วงต่อจากสหรัฐฯ (อันนี้ไม่นับประเทศที่ขายวัตถุดิบ อย่างสินค้าโภคภัณฑ์และอาหาร ซึ่งได้รับผลพลอยได้จากการเติบโตของจีนในระยะดังกล่าว)

ที่สำคัญ ระบบนี้ได้ทำลายฐานการผลิตหรือโรงงานในประเทศตะวันตกด้วย ทำให้ชนชั้นคนงานเดิมและลูกหลาน ตลอดจนคนชั้นกลางในเครือข่ายการผลิตเดิม ได้รับความลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐฯ นั้น เขตอุตสาหกรรมเดิมในแถบที่เรียกว่า Rust Belt ตกต่ำลงอย่างหนัก และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นโยบายหาเสียงของโดนัล ทรัมป์ ได้รับการขานรับ จนทำให้เขาชนะการเลือกตั้ง

หัวใจของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการเข้าไปหันเหระบบ Globalization ที่กล่าวมา ทั้งโดยการตั้งกำแพงภาษี (หรือมาตรการกีดกันการค้าอื่นๆการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจให้กิจการต่างๆ โยกฐานการผลิตกลับเข้าไปในบ้านดังเดิม การต่อรองทางการค้ากับคู่ค้าแบบเป็นรายๆ ไป ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าทำได้จริง มันย่อมจะต้องกระทบต่อการผลิต การค้า และการเงินโลก โดยไม่แต่ผู้ผลิตของสหรัฐฯ เท่านั้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง Business Model ของตัวเอง แต่จีนและคนอื่นๆ ในโลก ก็จำต้องเปลี่ยน Economic Strategy และ Business Model ของตนด้วยอย่างแน่นอน (ณ ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ งบประมาณและมาตรการต่างๆ ที่เสนอโดยทีมทรัมป์ ยังอยู่ในขั้นแปรญัตติของสภาครองเกรส)

ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าจีนเขาเลือกจะปรับตัวอย่างไรนับแต่นี้ และไทยควรปรับตัวอย่างไร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวซ้ำอีกในบทความนี้ แต่จะมุ่งไปที่ประเด็น De-Globalization เป็นหลัก

ตามความเข้าใจของผม Globalization เป็นระบบที่ทุกคนได้ประโยชน์ (มากน้อยต่างกันไปแต่มันเป็น win-win deal มันจึงเป็นเรื่องของความร่วมมือกัน (หากไม่มีการร่วมมือ การค้า การชำระเงิน และการกระจายฐานการผลิตระดับโลกย่อมเป็นไปไม่ได้)

และความร่วมมือดังกล่าวมันเกิดเป็นจริงขึ้นได้ตามฐานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนและการแบ่งงานกันทำ

ระบบเศรษฐกิจโลกมันวางอยู่บนฐานคิดง่ายๆ แบบนี้ แล้วค่อยพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ นับแต่ Adam Smith วิเคราะห์ให้เห็น และ David Ricardo มาขยายผลด้วยการศึกษาวิจัยลงลึกถึงระบบเศรษฐกิจของอังกฤษเทียบกับโปรตุเกส เมื่อปี 1817 แล้วพบว่า อังกฤษผลิตเสื้อผ้าได้เหนือกว่าเพราะใช้ทรัพยากรและแรงงานน้อยกว่า ในขณะที่โปรตุเกสผลิตไวน์ได้ทรงประสิทธิภาพกว่า (ซึ่งเขาเรียกความเหนือกว่านั้นว่า "Comparative Advantage”ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า ทั้งอังกฤษและโปรตุเกสจะได้ประโยชน์เต็มที่กันทั้งคู่ หากอังกฤษจะผลิตเสื้อผ้าอย่างเดียว และโปรตุเกสจะผลิตไวน์อย่างเดียว (เพราะแต่ละคนเชี่ยวชาญกันคนละอย่างแล้วนำมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน (แล้วมันยังจะให้โอกาสกับทั้งสองประเทศพัฒนาความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองผลิตถนัดให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งในที่สุดมันยิ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำลง เพราะยิ่งเชี่ยวชาญก็ยิ่งสร้างของง่ายขึ้นและถูกลง ทำให้ราคาสินค้าในทั้งสองประเทศถูกควบคุมไปโดยปริยาย)



ระบบ Globalization ของโลกทุกวันนี้ ก็พัฒนามาจากฐานคิดเชิงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศของ Ricardo นั่นแหล่ะ (ปัจจุบันมูลค่าการค้าโลกคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งโลก)

แต่อะไรก็ตาม เมื่อมันพัฒนามาจนสูงสุดแล้ว ย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา...Globalization ก็หนีกฎอนิจจังไปไม่พ้น เช่นกัน

ทีนี้ลองคิดดูสิ ว่าฝรั่งชาติสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ตอนนี้กำลังจะหันมาใช้นโยบาย Economic Nationalism โดยออกมาตรการกีดกันการค้าต่างๆ เพื่อปกป้องคนงานของตน และตอบโต้กับคู่ค้าอย่าง จีน รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา ซึ่งฝรั่งคิดว่าดำเนินนโยบายกีดกันการค้ามาโดยตลอด และมันไม่แฟร์ (Unfair Trade)

อังกฤษนำไปแล้วด้วย Brexit ตามมาด้วย America First ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ (และหากพรรค National Front ชนะการเลือกตั้งในฝรั่งเศษ และพรรค Party for Freedom ชนะในเนเธอร์แลนด์ และ พรรค Five Star Movement ชนะในอิตาลี ก็อาจหมายถึงการล่มสลายของ EU ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับสหรัฐฯ)

แน่นอนว่า หากการหันหลังกลับจาก Globalization แบบ Full-swing เกิดขึ้นจริงๆ มูลค่าการค้าโลก (รวมทั้งการชำระเงินและการลงทุนจากกิจกรรม Outsource ทางการผลิตย่อมต้องลดลง กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสินค้าย่อมแพงขึ้น เพราะแต่ละประเทศย่อมต้องผลิตสินค้าซ้ำกัน หรือถูกบังคับให้ผลิตในสิ่งซึ่งตัวเองไม่เชี่ยวชาญ (ตามฐานคิดของ Ricardo)

และยิ่งสินค้าแพงขึ้น การซื้อขายก็จะยิ่งน้อยลง และคนก็จะผลิตสินค้าน้อยลง ฯลฯ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง จนอาจถึงขั้นซบเซาได้

นั่นคืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากทุกคนหันมาดำเนินนโยบายชาตินิยมเชิงเศรษฐกิจกันหมด

นักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะแบบนี้ว่า "Stagflation” คือในขณะที่เศรษฐกิจภาพรวมหดตัวลง ราคาสินค้าก็แพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลในระยะยาว

บทสรุปของผมในประเด็นนี้คือ ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมมีผู้ได้ผู้เสีย และผู้อ่านของผมย่อมมาจากหลากหลายสถานะ หลากหลายอุตสาหกรรม หลากหลายจุดยืนเชิงผลประโยชน์ของตน

ผมเชื่อว่าหลังจากฟังข้อวิเคราห์จากผมแล้วว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในโลก ท่านคงรู้แล้วว่าข้อสรุปของตัวเองแต่ละคนเป็นอย่างไร และท่านจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ท่าไหน

แน่นอนว่า ผู้ส่งออกหรือกิจการที่มีรายได้จากการส่งสินค้าไปขายในตลาดโลก (โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯย่อมได้รับผลกระทบแรงขึ้น (จากที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วแต่กิจการที่ผูกพันกับภาคบริการของจีน ย่อมมีอนาคตที่สดใส (เนื่องจากจีนเองกำลังมุ่งเข็มไปเน้นการเติบโตจากภายในแทนการส่งออกทั้งธุรกิจการศึกษา การรักษาพยาบาล สุขภาพ การค้าปลีก E-Commerce หรือ SME เป็นต้น

ผู้ผลิตในทุกอุตสาหกรรมของเราที่สามารถดำรงต้นทุนต่ำ ก็น่าจะกลับมาได้ประโยชน์มากขึ้นในยุค Stagflation” แน่นอนว่าดอกเบี้ยก็คงจะขึ้นไปอีก ดังนั้นนักลงทุน อาจต้องถือเงินดอลล่าร์มากขึ้น หรือถ้าเป็นผู้ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว ก็อาจหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีฐานรายได้และกำไรจากตลาดโลก แต่กลับไปเน้นหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จาก America First เป็นหลัก (นักลงทุนทั่วไปสามารถถือกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นประเภทนั้นๆ ได้อยู่แล้ว เช่น US. Small Cap. Value ETF หรือ ETF ซึ่งลงทุนใน SME ของสหรัฐฯ เป็นต้น)

ส่วนคนทั่วไปที่คิดจะอาศัยเงินเก็บเพื่อดำรงชีพในระยะยาว ก็อาจต้องหาทางกระจากทรัพย์สินไปสู่สินทรัพย์ที่คิดว่าจะธำรงค่าได้ในระยะยาว เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin (หรือ Cryptocurrency อื่นในสัดส่วนที่มากยิ่งขึ้นในพอร์ตของตน แทนจะจะเก็บเป็นบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำแต่เพียงอย่างเดียว


ทัดษ์ศิล ฉัตรแก้ว
17 มีนาคม 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2560

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

ปัญญา นิรันดร์กุล ในที่สุดก็มาถึงยุคของเขา



ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเทอร์เทนเม้นต์ มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คน อยู่ในขณะนี้

หากยุคก่อนหน้า เป็นยุคของเจ้ายุทธจักรอย่าง ประวิทย์ มาลีนนท์และผองพี่น้อง แห่งสำนักหมายเลข 3 หรือสุรางค์ เปรมปรีย์และกฤตย์ รัตนรักษ์ แห่งสำนักหมายเลข 7 และไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งสำนักแกรมมี่ แล้วไซร้

ยุคนี้ ย่อมเป็นยุคของปัญญา นิรันดร์กุล เจ้าสำนักเวิร์กพอยท์ อย่างไม่ต้องสงสัย

ช่องทีวีของเขา เพิ่งจะครองเรตติ้งอันดับ 1 ทั่วประเทศ เหนือกว่าเจ้ายุทธจักรทั้ง 3 และ 7 ไปแล้ว และทำท่าว่าจะหยุดไม่อยู่

ราคาหุ้นของกิจการเขา ก็สะท้อนถึงอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพของการดำเนินงานได้ดีกว่าคู่แข่งขัน

Market Capitalization ของเวิร์กพอยท์ ปัจจุบัน มากกว่าแกรมมี่เกือบสามเท่าตัว และกำลังไล่กวดช่อง 3 (BEC World) มาอย่างน่าสนใจยิ่ง

ปัญญา นิรันดร์กุล ตัดสินใจถูกแล้วที่ร่วมประมูลทีวีดิจิตัล

สำหรับนักลงทุนและเจ้าของกิจการมีเดีย/เอ็นเทอร์เทนเม้นต์ ส่วนใหญ่ ทีวีดิจิตัล คือ "ทุกขลาภ"

แต่สำหรับปัญญา เขาสามารถผลิกสถานการณ์ให้มันกลายเป็น "ลาภก้อนใหญ่" เสมือนหนึ่งสปริงบอร์ด ให้เขาเด้งขึ้นมายืนอยู่หัวแถวของอุตสาหกรรมได้ในขณะนี้

บุคลิกของปัญญา เป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่น และอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าถึงง่าย แม้ตอนนี้เขาจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทยไปแล้วก็ตาม ทว่าภาพของความเป็นนักธุรกิจหรือไทคูนของเขานั้น เบาบางกว่าไทคูนอื่นๆ มากมายนัก

ความสำเร็จของปัญญา มาจากทีมงานที่เก่งและเหนียวแน่น

ประภาส ชลศรานนท์ คือสมองซีกขวาของเขา

ประภาส เป็นปัญญาชน แต่มีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงการตลาดสูง

เขาเป็นคนอ่านหนังสือมาก เข้าใจอะไรใหม่ๆ และยากๆ ทว่าสามารถสื่อสารเป็นภาษาหรือ Image ง่ายๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจและสนุกไปกับความคิดเหล่านั้นได้

จึงไม่แปลกที่เวริก์พอยท์จะเด่นในเรื่องนี้

ประภาส เป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ที่ฝันจะเดินทางนั้น ทำให้เวิร์กพอยท์สามารถ Recruit ทีมเสือได้ไม่ยากเย็นเกินไปนัก

ประภาส นับเป็นเสาหลักในด้านครีเอตีฟให้กับปัญญา เหมือนกับที่ เราวัต พุทธินันทน์ เคยเป็นให้กับ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

การควบคุมกองหลังอย่างแข็งแกร่งของประภาส ช่วยให้ปัญญาสามารถทุ่มเทกับงานหน้าฉากได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะว้าพะวง

เขาทั้งสองคือ Key Success Factor ของเวิร์กพอยท์ หากขาดใครคนใดคนหนึ่ง หรือวันใดที่ทั้งคู่แตกกัน วันนั้นย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะของเวิร์กพอยท์

กองหน้าของเวิร์กพอยท์ล้วนแต่มีความสามารถและมี Loyalty ไม่ว่าจะเป็นดาราตลกอย่าง หม่ำ เท่ง โหน่ง ตุ๊กกี้ และบรรดาพิธีกรรายการยอดฮิตทั้งหลาย

ภาพยนตร์และโชว์ที่คนเหล่านี้แสดงเป็นตัวหลัก ล้วนมีเอกลักษณ์ ไม่ลอกฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี

อีกทั้งทีมข่าวของเวิร์กพอยท์ก็เริ่มฉายแววขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง

Challenge ของปัญญาและเวิร์กพอยท์ยังมีอีกมาก

แต่ที่สำคัญคือจะทำยังไงให้ Momentum แห่งความสำเร็จนี้ ยังคงวิ่งต่อไปด้วยความหนักแน่น มั่นคง และสปีดไม่ตก

คำตอบน่าจะอยู่ที่ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ขององค์กร

จุดอ่อนของปัญญาและเวิร์คพอยท์คือการผูกพันรายได้ไว้กับรายการโชว์มากเกินไป

พวกเขายังอ่อนในด้านเอ็นเทอร์เทนเม้นท์แนวอื่น เช่นละคร และ ฯลฯ

ที่น่าห่วง คือระยะหลัง แม้แต่รายการแนวหลักที่พวกเขาถนัดหากิน พวกเขาก็คิดน้อยลง และก็อปปี้มากขึ้น แม้แต่รายการหลักของพวกเขาอย่าง The Mask Singer ก็เป็นการเช่าไลเซ่นจากเกาหลีใต้ ไปเสียแล้ว

แม้นว่า Original Idea จะเป็นสิ่งหายาก แต่การมุ่งเน้นที่ 0-1-2-3-4-5 (แทนที่จะมักง่าย เอาแต่ 6-7-8-9-10) ย่อมจะส่งผลตอบแทนในระยะยาว ทั้งในแง่ของความเป็นตัวของตัวเอง ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิ และความมั่งคั่ง


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว


16 มีนาคม 2560
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2560

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สมเด็จพระสังฆราช: The Minimalist


การมาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 นั้น เป็นเรื่องสมสถานการณ์ ในแบบที่ Victor Hugo ปัญญาชนใหญ่ของฝรั่งเศสผู้หนึ่ง เคยกล่าวไว้ทำนองว่า "One cannot resist an idea whose time has come.”

พระองค์ท่านทรงเป็น "The man of the hour.”

เพราะชนชั้นนำของสังคมไทยมีความเห็นกันว่า พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสสูงสุด ไม่เหมาะสมที่จะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ซึ่งมีคดีความสำคัญติดตัวจำนวนมาก หากได้ขึ้นในตำแหน่งประมุขสงฆ์แล้ว ย่อมจะเกิดการแตกแยกครั้งใหญ่ อีกทั้ง องค์ที่สังคมยกย่องเชื่อถือในปัญญา ว่ามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพระธรรมวินัย และวัตรปฏิบัติ อย่างสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั้น ก็ยังมีอาวุโสเป็นลำดับสุดท้าย แม้จะเป็นพระมหานิกาย ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะที่ดีสำหรับพระฝ่ายนี้ให้ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขฝ่ายสงฆ์ หลังจากฝ่ายธรรมยุตครองตำแหน่งมาถึง 2 สมัยแล้ว ก็ตามที

พระองค์ท่าน ยังมาในเวลาที่โลกและไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ

ทั้งการเปลี่ยนตัวผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนการกีดกันเชื้อชาติและศาสนา และนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศแบบใหม่ที่อาจกระทบต่อระเบียบโลกและภูมิภาคเอเซีย ตลอดจนการขึ้นครองราชของประมุของค์ใหม่ของไทย และการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ออกแบบมาให้เป็นกรอบกติกาสำหรับการปกครองระบอบใหม่ของไทย นับแต่นี้

บทบาทของพระสังฆราชนับแต่นี้จึงน่าจะมีความสำคัญมาก คู่บุญไปกับบทบาทขององค์พระประมุข ภายใต้สถานการณ์โลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป และสถานการณ์แห่งการปรองดองที่ทุกฝ่ายคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังในสังคมไทย

ที่มาของพระองค์นั้น ไม่ใช่ธรรมดา เพราะนอกจากจะได้รับการแต่งตั้งจากองค์พระประมุขโดยตรงแล้ว พระองค์ยังเคยเป็นลูกศิษย์รับใช้ใกล้ชิดของพระสังฆราชองค์ก่อน (วาสน์ วาสโน) และได้ชื่อว่าเป็นศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ฝั้น พระสายคามวาสีที่มีผู้นับถือเป็นอย่างสูง

บุคลิกของพระองค์เอง ก็นับว่าเหมาะแก่การณ์ และเสริมบารมีให้สูงส่งขึ้นไปอีก เพราะพระองค์ท่านแสดงออกชัดเจนว่าเป็น "Minimalist” ที่แท้จริง

ว่ากันว่า ท่านไม่สะสม ไม่มีรถยนต์ ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว หรือแม้แต่เหรียญของหลวงปู่ฝั้น ท่านก็ยังไม่เคยสะสมไว้

ความเป็น Minimalist ของพระองค์ท่าน ยังแสดงออกอย่างชัดเจน ในพระโอวาท ซึ่งท่านประทานเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับสถาปนาว่า 

"ขออำนวยพรแก่สาธุชนทุกคนที่ได้มีศรัทธา และได้มาประชุมพร้อมกันด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยกุศล ท่านทั้งหลายได้มาในวันนี้ เพื่อมาอำนวยพร หรือมาแสดงมุทิตาแก่อาตมา ที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ขออนุโมทนาสาธุการ ขอบใจ อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดีความงามประจำใจอยู่ และขอให้รักษาความดี ความงามที่มีให้คงอยู่ตลอดไป ท่านทั้งหลายเป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้น ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้ หลักธรรมสำคัญ 3 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน และขอให้ยึดถือเป็นประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือทำกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวะธรรมที่ว่าง เป็นปกติ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิดขึ้นตามลำดับ

ฉะนั้น ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ 3 ข้อง่ายๆ ทุกคนก็จะมีความสุขใจ อนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ในสมัยของพระองค์ มีภาษิตอยู่บทหนึ่ง ซึ่งอาตมาขอมอบภาษิต "สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิ สาธิกา ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ" 

ให้รักษาคำนี้ไว้และนำไปปฏิบัติ เพราะความพร้อมเพรียงนำความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้ ขณะนี้ ประเทศเรากำลังต้องการการพัฒนา ขอให้ท่านนึกถึงสุภาษิตนี้ รวมถึงหลักธรรมทั้ง 3 ข้อ หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจและยึดถือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีความสามัคคี เท่านี้ประเทศชาติของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง"

สั้น กระชับ ตรงประเด็น และยังมีพลังโน้มน้าวให้รักชาติ รักสามัคคี ปรองดอง และเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปในตัว


นับเป็น Speech ที่บรรดาผู้นำ นักการเมือง และผู้สนใจเรื่อง Leadership ทุกคน ควรศึกษาเอาอย่าง


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว 
14 กุมภาพันธ์ 2560
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

GOD IS DEAD



ผมทราบข่าวการเสด็จสวรรคตจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อกำลังจะขึ้นเครื่องออกนอกประเทศ เพื่อมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก

เจ้าหน้าที่คนนั้น ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักผมมาก่อนเลย จู่ๆ ก็เอ่ยถามผมว่าได้ทราบข่าวหรือยัง แล้วเขาก็เล่าให้ฟัง พร้อมกับบอกว่าอยากออกเวรและมุ่งหน้ากลับบ้านซะเดี๋ยวนั้นเลย

คืนนั้น ผมมีความรู้สึกแบบบอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามันไม่ปกติ และพยายามค้นหาความรู้สึกตัวเองว่าจะอธิบายลักษณะหรือรูปแบบแห่งความรู้สึกนั้นกับตัวเองอย่างไรดี

มันเป็นทั้งความเงียบ วังเวง เหงาลึก โหยหา อ้อยอิ่ง ทึบ ติดอยู่ตรงก้นบึ้ง และเศร้าปนกังวล ท่ามกลางความอึกทึกสับสนวุ่นวายของข้อมูลต่างๆ ในโลกโซเชี่ยลของแวดวงเมืองไทยที่ได้รับเข้ามาอย่างถาโถมจำนวนมาก

ผมใช้เวลาไปกับการฟังเพลง The Sound of Silence ของ Simon & Garfunkel ซ้ำไปซ้ำมา แทบทั้งคืน และก็ตีความเอาเองว่า นั่นแหล่ะคือความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้น แม้กระทั่งในตอนหลับ ความรู้สึกแบบนั้นมันก็ยังคืบคลานเข้าครอบงำแบบช้าๆ....

Hello darkness, my old friend
I've come to talk with you again
Because the vision softly creeping
Let's it seeds while I was sleeping
And the vision that was planted in my brain
Still remains
Within the sound of silence

และมันยิ่งเหมือนจริงเหมือนจังมากขึ้นในท่อนที่ถูกถ่ายทอดออกมาว่า
….....
People talking without speaking
People hearing without listening
People writing songs with voices never share
No one dare
Disturb the sound of silence

และ

And the people bowed and prayed
To the Neon God they made
And the sign flashed out its warning
In the word that it was forming
And the sign said “The words of the prophets
Are written on the subway walls
And Tenement Halls
And whispered in the sound of silence.”

นับว่าเนื้อเพลงเหล่านี้ ใกล้เคียงกับความรู้สึกของผมตอนนั้นมาก (ผมขีดเส้นใต้คำว่า Tenement Halls” เพราะเดี๋ยวท่านจะได้เห็นความบังเอิญอย่างน่าทึ่งในช่วงต่อไป)

หลังจากที่เดินทางไปถึงนิวยอร์กแล้ว เมื่อสถานกงศุลไทยเปิดให้ลงชื่อ ผมก็ได้ไปร่วมลงชื่อแสดงความไว้อาลัย และได้เปิดดูข้อความไว้อาลัยของผู้อื่นที่ร่วมบันทึกอยู่ในสมุดเล่มนั้นด้วยอย่างละเอียด เสร็จแล้วก็ได้เดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ Ellis Island และที่ Tenement Museum

ในพิพิธภัณฑ์เหล่านั้น ผมได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวและความเป็นอยู่ของผู้อพยพรุ่นต่างๆ ที่ตัดสินใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ และได้เห็นรูปภาพสมัยเก่า ตลอดจนห้องจำลองของ Tenament Hall ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้จำนวนมาก

ในจำนวนนั้น มีรูปภาพอยู่รูปหนึ่ง เป็นรูปความเป็นอยู่ใน Tenament Hall ซึ่งถ้าสังเกตุให้ดี จะพบข้อความที่เขียนไว้บนผนังอันคร่ำคร่า เป็นภาษาเยอรมันว่า

“Gott ist Tot”

ผมเข้าใจว่า มันคือความในใจของ Zarathustra ซึ่งในตอนที่สุดของบรรพ 2 ของ Zarathustra's Prologue ภายหลังจากที่เขาแยกทางจากท่านนักบุญแล้ว เขายังคงแปลกใจ และพูดกับตัวเองว่า

"Could it be possible! The old saint has not heard in his forest that God is dead!”

หลังจากนั้น ผมยังได้เดินทางโดยทางรถไฟไปยังเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ เป็นเวลา 1 เดือน และได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ๆ อย่างหลากหลาย ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (North Western University) มหาวิทยาลัยตูเลน (Tulane University) มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียแห่งนครลอสแองเจลิส (UCLA) มหาวิทยาลัยแห่งคาลิฟอร์เนียตอนใต้ (USC) สถาบันเทคโนโลยีแห่งคาลิฟอร์เนีย (CALTECH) และสถาบันบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยแคร์มอนท์ (Claremont Graduate University) เป็นต้น

นอกจากนั้น ผมยังได้ใช้เวลาขณะเดินทางและยามว่าง อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับความคิดความอ่านของคนอเมริกัน

ผมได้อ่านหนังสือหลายเล่ม เช่น A People's History of the United States” ของ Howard Zinn, “A History of the American People” ของ Paul Johnson, “The Closing of the American Mind” ของ Alan Bloom และ Walden” ของ Henry David Thoreau

และยังได้อ่านบทความบางบทของ Ralph Waldo Emerson และ H.L. Mencken ตลอดจนคำประกาศอิสรภาพและรัฐนูญอเมริกันแบบผ่านๆ

อีกทั้งยังได้ไปดูละครเพลงบรอดเวย์ที่กำลังได้รับความนิยมมากเรื่อง Hamilton และได้ร่วมชมคอนเสริตของ Joan Baez และ Patricia Barber และ Don McLean

ระหว่างนั้น ผมก็ได้ตรึกตรองถึงเรื่องในหลวงอยู่เป็นระยะๆ โดยตั้งคำถามว่าพระอัจฉริยภาพที่เด่นที่สุดของพระองค์ท่านคืออะไร เพื่อที่จะได้นำมาเขียนถ่ายทอดเป็นบทนำอันนี้ เนื่องจากว่านิตยสารของเรานั้นว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการ จึงเพ่งไปยังอัจฉริยภาพเชิงนั้นเป็นพิเศษ

ผมคิดวิเคราะห์ไปได้หลายเรื่อง แต่ก็หาคำสรุปรวบยอดที่คิดว่า "ใช่" ยังไม่ได้สักที

สุดท้าย ผมพบว่ามันคือสิ่งที่ Max Weber (ผู้ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Nietzsche เจ้าของวลีเด่นซึ่งสลักอยู่บนฝาผนังของ Tenement Hall ดังที่กล่าวมาแล้ว) เรียกว่า Charisma”

ผมว่าในกรณีของพระองค์ท่านนั้น "Charisma" เป็นและแทรกซึมไปในกิจกรรมแทบทุกอย่าง

เป็นประมุขศิลป์ เป็นการเมือง เป็นอำนาจ เป็นบารมี เป็นความสามารถในเชิงบริหารจัดการ เป็นวาทะศิลป์ เป็นแหล่งของแรงบันดาลใจ เป็นแหล่งที่มาของความจงรักภักดี เป็นความดี เป็นทักษะเชิงศิลปะและดนตรี เป็นความสามารถในการมองการณ์ไกล เป็นหัวใจของการแก้วิกฤติ ฯลฯ

สิ่งนี้ทำให้พระองค์ท่านกุมจิตใจของราษฎรได้

และการกุมจิตใจของราษฎรได้ ทำให้พระองค์ท่านอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่มีใครจะทำอะไรพระองค์ท่านได้

ไม่ว่า Tyrant, Oligarch, Dictator, Demagogue, Revolutionary, Radical, หรือแม้กระทั่ง Aristocrat ก็ตามที

พระองค์ท่านเอาชนะคนเหล่านี้มาหมดแล้วในยุคสมัยของท่าน

ระหว่างอยู่ที่สหรัฐฯ ผมได้ใช้เวลา Observe การเลือกตั้งประธานาธิบดีฯ จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งและประกาศผล และผมก็พบว่างานนี้ ก็มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง Charisma” และ Charismatic Leader” อย่างลึกซึ้งเช่นกัน ซึ่งคิดกันว่านิตยสาร MBA ของเราจะได้นำมาเขียนถ่ายทอดอย่างละเอียด เป็น Cover Story ในโอกาสต่อไป

ก่อนกลับไม่กี่วัน ผมได้มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ Don McLean ที่ Pasadena

แน่นอน เขาต้องร้องเพลงเด่นของเขา American Pie”

ผมฟังเพลงนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ไม่เคยมีครั้งใดซาบซึ้งเท่าครั้งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท่อนสุดท้าย ที่ Don McLean ถ่ายทอดออกมาในเชิงอุปมาอุปมัยและไพเราะลึกซึ้งว่า..

“And the three men I admire most
The Father, The Son, and The Holy Ghost
They caught the last train for the coast
The day the music died.”

บัดนี้ God ได้จากเราไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ไม่เหลือใครให้เราต้องรัก ต้องเทิดทูล และต้องกลัว อีกต่อไป

นับแต่นี้ เราจะต้องเดินต่อไปด้วยตัวเอง จะไม่มีใครมาคอยนำทาง โดยหนทางที่เราจะมุ่งหน้าไปนั้น ย่อมเป็นได้ทั้งสวรรค์และนรก

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

12 พฤศจิกายน 2559
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน พ.ย. 2559