วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อหังการของ ถวัลย์ ดัชนี



มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ผลิตศิลปินให้กับสังคมไทยจำนวนมาก ทว่ามีน้อยคนเท่านั้นที่สามารถ "บิน" ไปได้

ถวัลย์ ดัชนี เป็นหนึ่่งในจำนวนน้อยคนนั้น

เขาเป็นศิลปินที่ "บิน" ไปได้

ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จากผลงานชิ้นสำคัญๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูปุ๊บก็รู้ว่าภาพแบบนี้เป็นของถวัลย์ ดัชนี

ภาพวาดของเขาแปลกแต่ทรงพลัง ลึกลับ และงดงาม โดยเฉพาะภาพวาดในระยะแรกที่เป็นรูปขาวดำ

ภาพเขียนของเขาถือเป็นงานที่ต้องมีอยู่ใน Collection หากคนผู้นั้นคิดจะสร้างชื่อในวงการนักสะสมศิลปะ เพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมเบอร์สำคัญๆ ล้วนมีภาพของเขาอยู่ในครอบครองไม่มากก็น้อย

ถึงแม้ว่าภาพของเขาจะราคาแพง แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมกระเป๋าหนัก ทั้งนักธุรกิจคนสำคัญและ Banker ที่ชอบสะสมภาพ ภาพของเขาบางภาพราคาไต่ขึ้นไปกว่า 20 ล้านบาทแล้ว

ถวัลย์มีความสามารถหลายด้าน เขาเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาตั้งแต่เด็ก เขาเรียนประถมและมัธยมที่จังหวังพะเยาและเชียงราย (สมัยก่อนพะเยายังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย) แล้วมาเข้าเพาะช่างและต่อศิลปากร ซึ่งทั้งหมดนั้นเขาสอบได้ในอันดับต้นๆ จนศิลป์ พีระศรี เห็นแววในตัวเขา จึงสนับสนุนให้ได้ทุนเรียนต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จนจบปริญญาเอก

เขาเรียนทางด้านจิตกรรมฝาผนัง อภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ และได้ตระเวนสร้างงานให้กับนักสะสมในยุโรประยะหนึ่งก่อนจะกลับมาหากินเมืองไทย

ผลงานที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือการได้ไปวาดรูปในปราสาทกอททอร์ฟในเยอรมนี ซึ่งเขาใช้เวลาถึง 3 ปีและได้ค่าตอบแทนมาเป็นเช็คเปล่าใบหนึ่ง เพื่อให้เขากรอกตัวเลขลงไปเอง ดังเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ ไทยรัฐ เมื่อไม่นานมานี้ว่า "ผมไปเขียนรูปให้ใครต่อใครมาทั่วโลก เมื่อ 35 ปีก่อน ได้ ไปเขียนรูปให้เฮอร์มาน กราฟฮาทซ์เฟลดท์ เจ้าของปราสาทกอททอร์ฟ อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ของประเทศเยอรมนี เจ้าของปราสาทชื่นชมยินดีมาก เขารู้ว่าผมเป็นช่างวาดรูปตัวเก่งของเมืองไทย แต่ไม่รู้ว่าค่าตัวผมเท่าไหร่ เขาจึงให้เช็คเปล่าๆ ผมมาใบหนึ่ง แล้วบอกว่า คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ ก็กรอกตัวเลขเอาเอง!! ผมใช้เวลาเขียนอยู่นาน 3 ปี และฝากผลงานศิลปะไทยจิตวิญญาณตะวันออกไว้ตามมุมต่างๆของปราสาท ซึ่งมีห้องถึง 500 ห้อง น่าเสียดายที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เปิดให้ใครเข้าชมแล้ว เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้มีหยดน้ำเกาะบนกำแพง และสร้างความเสียหายให้ภาพ"

นับแต่นั้นมาเขาได้ใช้จุดขายอันนี้เป็นตัวสร้างชื่อให้ตัวเอง จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "ศิลปินเช็คไม่กรอกตัวเลข"

ถวัลย์เป็นนักการตลาดที่เก่งคนหนึ่ง เขารู้จักวิธีให้สัมภาษณ์ รู้จักสร้างและเล่า Story ให้น่าสนใจกับสื่อมวลชนและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เขาพูดเก่ง เล่าสนุก รู้เยอะ รู้จักสรรหาคำพูดที่งดงามและกินความถึงนามธรรมที่เข้าใจง่าย พูดเรื่องยากให้ดูง่าย และมีอารมณ์ขัน ที่สำคัญ เขารู้จักสร้าง Differentiation ให้กับตัวเอง ทั้งในเชิงการพูดจา และในเชิงสัญญลักษณ์ เช่นเขาจะปรากฏตัวด้วยชุดม่อฮ่อม มีเขี้ยวเล็บและกระดูกสัตว์ป่าเป็นเครื่องประดับห้อยคอ และตกแต่งบ้านที่เชียงราย (บ้านดำ) ด้วยสีดำ เต็มไปด้วยโครงกระดูกสัตว์ กระโหลกสัตว์ และหนังสัตว์ เป็นต้น

จึงไม่แปลกที่เขาจะรวย เขาเคยพูดว่าเงินที่เขามีนั้น ถ้าเอามาวางซ้อนกันก็สูงเท่าภูเขาทอง

แต่ถวัลย์ก็เหมือนกับศิลปินใหญ่ๆ ทั้งหลายที่มีอัตตาแรง

"...ความอหังการเป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษยชาติ โดยเฉพาะคนที่สร้างงานศิลปะ ถ้าไม่มีความอหังการในตัวเอง ก็อย่าทำงานศิลปะ!! เพราะจะทำให้งานศิลปะขาดพลัง ไม่มีจิตวิญญาณ ไร้ซึ่งสัญชาตญาณ ศิลปินต้องแสดงความเป็นปัจเจกภาพของจิตวิญญาณออกมาให้ชัดแจ้ง ใครที่เป็นความหวานแพร้วเพริศ ใครเป็นเปลวเพลิง ใครเป็นกระแสธารน้ำตก ใครเป็นยาพิษ เป็นความขมขื่น..." เขาเคยกล่าวไว้

เขาคงคาดไม่ถึงว่าความอหังการของเขานั่นเองที่ทำให้เขาต้องพบกับจุดจบอย่างไม่คาดคิด

เขาไม่เคยคิดที่จะดูแลตัวเองอย่างจริงจัง แม้จะรู้มานานแล้วว่าตัวเองป่วยและอาการมันจะรื้อฟื้นและลุกลามได้ เขาไม่ยอมไปตรวจร่างกาย ซ้ำร้ายยังดูถูกหมอ ถึงขั้นพูดกับคนใกล้ชิดว่า "พวกหมอมันโง่จะตายไป"

แต่สุดท้ายเมื่อเขาพบว่าทุกอย่างมันสายเสียแล้ว เขาก็สำนึกเสียใจ ถึงกับเอ่ยปากกับคู่ชีวิตคนล่าสุดว่าขอโทษ ที่ปล่อยปะละเลยจนโรคร้ายลุกลามจนเกินเยียวยา

เขาเป็นศิลปินจนวาระสุดท้าย



ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกันยายน 2557
ภาพประกอบ เป็นผลงานของศิลปินเอก Watchara Klakhakhai
จากเว็บไซต์ www.number1gallery.com

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น