วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ด้านกลับของ Internet of Things และ UBER




แนวโน้มอันยิ่งใหญ่ที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นหรือ Mega-Trend ในแวดวงไฮเทคปัจจุบันนั้นหนีไม่พ้นกระแสที่เรียกว่า Internet of Things” หรือ IoT” และ "Sharing Economy”

IoT เป็นแนวโน้มที่ต่อไปในอนาคต เครื่องใช้ไม้สอยทั้งหลายจะสามารถเชื่อมโยงกันเองเป็นเครือข่าย ทำการเก็บข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์และจัดการกับข้อมูลผ่านซอฟท์แวร์และแอพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยสามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือได้ เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร เพิ่มความปลอดภัย และช่วยเพิ่มบริการใหม่ๆ ให้มนุษย์ได้สะดวกสะบายยิ่งขึ้นไปอีก

ท่านผู้อ่านลองนึกถึงรถยนต์ที่วิ่งได้เองโดยไม่ต้องใช้คนขับ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเองกับรถยนต์คันอื่นๆ แล้วรู้ว่าตรงไหนรถติดตรงไหนน้ำถ่วมตรงไหนมีอุบัติเหตุ เพื่อคอยกำหนดเส้นทางใหม่ผ่านจีพีเอส และมีเซ็นเซอร์เช็คระบบตัวเองได้ว่าอะไหล่ชิ้นไหนกำลังจะหมดอายุ สตาร์ทเครื่องเองระหว่างที่เจ้าของกำลังลงลิฟท์ โดยก่อนถึงบ้านประมาณ 5 นาที ก็สามารถสั่งการให้แอร์ที่บ้านเปิดรอไว้ เครื่องทำน้ำอุ่นเริ่มทำงานเพื่อเติมเต็มอ่างอาบน้ำ ประตูโรงรถเปิดเอง สเตอริโอไฮไฟเปิดเพลงที่เราชอบได้เอง ฯลฯ

IoT เป็นอะไรที่จินตนาการได้ไม่สิ้นสุด ทว่า การประยุกต์ใช้ของมันที่เห็นๆ และเริ่มจะจับต้องได้ในระยะอันใกล้นี้มีทั้ง รถยนต์อัจฉริยะ (connected cars) บ้านอัจฉริยะ (connected home) เมืองอัจฉริยะ (connected cities) เช่น เครือข่ายสายส่งกระแสไฟ ไฟฟ้าส่องสว่างตามถนนหนทาง หรือระบบสัญญาณไฟจราจร อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (wearables) เช่น กำไลที่สามารถเช็คสุขภาพของผู้สวมใส่ได้ รวมทั้งระดับน้ำตาล ไขมัน ความดันเลือด การเต้นของหัวใจ ฯลฯ และเครื่องจักรอัจฉริยะในบางอุตสาหกรรม (industrial internet) เช่น พลังงาน สุขภาพ ขนส่ง เป็นต้น

โอกาสที่ IoT จะหยิบยื่นให้เราในฐานะผู้ผลิต Hardware และ Software นั้นมีมากมายหลายด้าน ตั้งแต่การติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไปจนถึงการเขียน Applications ต่างๆ

ทว่า โอกาสย่อมมาพร้อมอุปสรรคเสมอ

ปัญหาสำคัญที่จะเกิดย่อมเป็นเรื่องของ "Security”

การลงทุนทางด้าน Security จะต้องเขม็งเกลียวขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐนั้น จะต้องมีบทบาททางด้านนี้อย่างเข้มแข็งและละเอียดถี่ถ้วน

เรื่องราวซึ่งเกิดขึ้นต่อไปนี้ สามารถสรุปรวบยอดปัญหาอันจะควบคู่กันมากับโลกของ IoT

นิตยสาร Wired เพิ่งตีพิมพ์ผลการทดสอบรถยนต์ Jeep ที่ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตแล้วโดน Hackers สองคนเจาะเข้าไปในระบบ และสามารถบังคับรถยนต์ได้ตามใจชอบ

ผู้อ่านสามารถอ่านบทความแบบเต็มและคลิกชมคลิปการทดลองครั้งนี้อย่างละเอียดได้ที่ Hackers Remotely Kill a Jeep on the Highway—With Me in” ตามลิงค์ในวงเล็บ (www.wired.com/2015/07/hackers-remotely-kill-jeep-highway/)

Andy Greenberg ผู้ทดสอบและผู้รายงานครั้งนี้ กล่าวในคลิปตอนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นจุดอ่อนของ IoT ว่า:

“I WAS DRIVING 70 mph on the edge of downtown St. Louis when the exploit began to take hold.

Though I hadn’t touched the dashboard, the vents in the Jeep Cherokee started blasting cold air at the maximum setting, chilling the sweat on my back through the in-seat climate control system. Next the radio switched to the local hip hop station and began blaring Skee-lo at full volume. I spun the control knob left and hit the power button, to no avail. Then the windshield wipers turned on, and wiper fluid blurred the glass.

As I tried to cope with all this, a picture of the two hackers performing these stunts appeared on the car’s digital display: Charlie Miller and Chris Valasek, wearing their trademark track suits. A nice touch, I thought. ...(...)...

As the two hackers remotely toyed with the air-conditioning, radio, and windshield wipers, I mentally congratulated myself on my courage under pressure. That’s when they cut the transmission.


Immediately my accelerator stopped working. As I frantically pressed the pedal and watched the RPMs climb, the Jeep lost half its speed, then slowed to a crawl. This occurred just as I reached a long overpass, with no shoulder to offer an escape. The experiment had ceased to be fun.

At that point, the interstate began to slope upward, so the Jeep lost more momentum and barely crept forward. Cars lined up behind my bumper before passing me, honking. I could see an 18-wheeler approaching in my rearview mirror. I hoped its driver saw me, too, and could tell I was paralyzed on the highway.”

ฟังแล้วค่อนข้างน่ากลัว เพราะ Hackers สามารถควบคุมระบบคันเร่งและพวงมาลัยและระบบล็อกได้ 100% เท่ากับคนขับไม่สามารถทำอะไรได้เลย ช่วยตัวเองก็ไม่ได้เลย

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ Hackers ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งหรือโมดิฟายระบบอะไรเลย เพียงเจาะเข้ามาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ติดตั้งเพื่อความบันเทิงในรถ เช่น เพลงและหนัง ซึ่งรถสมัยใหม่แทบทุกยี่ห้อก็มีกันแล้ว

Hackers สองคนนั้นทำให้รถยนต์จีปเชอร์โรกีคันนั้นหมดค่าไปในทันที

กรณีศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าระบบความปลอดภัยนั้นจะมีความสำคัญมาก ในยุค Internet of Things”

อีกประเด็นหนึ่งของ IoT ที่สำคัญคือมันจะทำให้การจ้างงานมนุษย์ลดลง

หุ่นยนต์และซอฟท์แวร์จะมาแทนแรงงานมนุษย์ได้ง่ายขึ้น

เดี๋ยวนี้ เวลาไปเช็คอินที่สนามบินในต่างประเทศ เราสามารถใช้ตั๋วรูดไปที่เครื่องเช็คอิน โดยไม่ต้องไปบอกพนักงานที่หน้าเค้าเตอร์อีกต่อไป

McDonald's ซึ่งถือเป็นกิจการที่จ้างแรงงานทั่วไปมากกิจการหนึ่ง ก็เริ่มที่จะนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้แทนคนมากขึ้นแล้ว

หรืออย่างเมื่อเร็วๆ นี้ สิงคโปร์ได้ทดลองโครงการรถขนส่งสาธารณะที่ไม่ต้องใช้คนขับ อีกทั้งยังได้ทดลองให้คนขับเพียงคนเดียวเป็นผู้บังคับขบวนรถขนส่งทั้งคอนวอย (ผู้สนใจสามารถคลิกอ่านได้ที่ www.straitstimes.com/lifestyle/motoring/self-driving-truck-trials-on-highway)

ลองจินตนาการดูว่าคนขับรถจะหางานยากขึ้นสักแค่ไหน ดังนั้นรัฐบาลที่กำลังมีนโยบายส่งเสริมการผลิตและบริการด้าน IoT ต้องคิดทางหนีทีไล่ไว้ด้วย

Mega-Trend อีกกระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะเติบโตมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณคือสิ่งที่เรียกว่า Sharing Economy”

“Sharing Economy” เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ว่าคนรุ่นใหม่เป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบเป็นเจ้าของสินทรัพย์อะไร แต่ชอบที่จะดื่มด่ำกับประสบการณ์มากกว่า จึงเกิดการนำเอาสินทรัพย์มาแชร์กัน ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

สมัยนี้พวกเขาสามารถนำเอาบ้านหรือคอนโดมิเนียมของพวกเขามาแบ่งให้คนอื่นเช่าในช่วงที่ตัวเองจะไม่อยู่ โดยนำไปโพสต์บนเว็บไซต์อย่าง airbnb โดยคนที่ต้องการเช่า สามารถคลิกจองผ่าน App บนโทรศัพท์มือถือ แล้วจ่ายเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ทันที

UBER เป็นดาวเด่นของกิจการประเภท Sharing Economy

UBER เป็นตัวกลางระหว่างผู้ต้องการเดินทางโดยแท็กซี่กับเจ้าของรถยนต์ส่วนตัวที่อยู่ในช่วงว่าง อยากหาลำไพ่พิเศษ

ธุรกิจของ UBER เติบโตอย่างรวดเร็ว เพียง 6 ปี ขยายกิจการไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก

เดี๋ยวนี้มีกิจการที่เป็นตัวกลางคล้ายๆ UBER เกิดขึ้นในทุกวงการ เพื่อให้คนนำเอาทรัพย์สินมาแชร์กันใช้ ไม่ว่าจะเป็น การเช่ารถ เช่าที่จอดรถ เช่าบ้าน เช่าห้องพัก เช่าสำนักงาน เช่าหมา เช่าแมว บริการรับจ้างขับรถ รับจ้างทำสวน รับจ้างซักผ้า ให้เช่าที่เก็บของ และให้เช่าสินค้าแบรนด์เนมชั่วคราว เป็นต้น

ปัจจุบัน ในวงการไฮเทคมีประโยคที่เรียกกิจการแนวนี้ว่า "UBER of Everything”

แน่นอน กิจการเหล่านี้ย่อมเข้ามาแย่งธุรกิจไปจากธุรกิจแบบเดิม เช่น ถ้า UBER โตขึ้น อู่รถแท็กซี่และคนขับย่อมอยู่ยากขึ้น ดีไม่ดี รถใหม่จะพลอยขายไม่ได้ด้วย หรือถ้า airbnb และ wework (ให้เช่าสำนักงานพร้อมอุปกรณ์สำนักงาน สำหรับผู้ที่ไม่อยากนั่งทำงานที่บ้าน โดยเรียกชื่อแบบใหม่ว่า co-working space) เติบโตขึ้น ธุรกิจโรงแรม อพาร์ตเม้นต์ เกสต์เฮ้าส์ โฮมสเตย์ และอาคารสำนักงาน ย่อมกระเทือน ดีไม่ดี อาจไม่มีการสร้างโรงแรมและอาคารสำนักงานใหม่ๆ เลยก็ได้

เหล่านี้ เป็นผลกระทบที่ Mega-Trend จะทำให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และผู้ประกอบการแบบเดิมๆ จะลดความเสียหายลงได้ ก็อาจจะต้องชิง Disrupt ตัวเองเสียก่อน หรือไม่ก็ต้องใช้การเมืองหรือกฎหมายกีดกัน Business Model ใหม่ๆ เหล่านี้ซะเลย

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
14 ต.ค. 2558
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA
รูปกราฟฟิกประกอบ จาก https://inventrom.files.wordpress.com/
ผู้เขียนขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ปริศนาเงินผันกับการสร้างความมั่งคั่งแห่งชาติ


ระหว่างการกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งให้กับภาคเอกชนเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ยกเอาตลกฝรั่งที่ล้อเลียนนักเศรษฐศาสตร์สองคน ทำนองว่าวันหนึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์สองคนเดินผ่านกองขี้หมา นาย ก. เลยจ้างให้ นาย ข. กินขี้หมา 100,000 บาท โดย นาย ข. ยอมกินและได้เงินไป เสร็จแล้ว นาย ข. ก็กลับมาจ้าง นาย ก. 100,000 บาทเท่ากัน ให้กินขี้หมา โดย นาย ก. ยอมกินและก็รับเงินจาก นาย ข.

ตามท้องเรื่องเดิมนั้น เมื่อสองคนกินขี้หมาเสร็จสรรพ ก็เดินคุยกันต่อ พลัน นาย ข. ก็กล่าวกับ นาย ก. ทำนองว่า เขาไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะเงินของเราทั้งสองก็มีอยู่เท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นอะไร แต่พวกเราต้องมากินขี้หมา แต่นาย ก. หันมาบอก นาย ข. ทำนองว่า "เฮ้ย! ลื้อต้องไม่ลืมว่าเราสองคนเพิ่งสร้างมูลค่าทางการค้าเพิ่มขึ้นตั้ง 200,000 น๊ะ"

ผมไม่ทราบว่านักทำบัญชีประชาชาติรุ่นใหม่จะนับเอามูลค่านี้ว่าเป็นรายได้ประชาชาติและบันทึกอยู่ใน GDP และถือเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยหรือไม่ แต่ดูแล้วกิจกรรมแบบนี้มันไม่ได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้นหรือสูงส่งขึ้น และไม่น่าจะมีส่วนสร้าง "ความมั่งคั่งให้กับชาติ" หรือ Wealth of Nation ให้มั่นคงแข็งแรงได้ในระยะยาว

ยิ่งถ้าสมมติว่าเงินที่ทั้งคู่นำมาจ้างอีกฝ่ายนั้นเป็นเงินที่กู้ยืมมา ปัญหานี้ย่อมซับซ้อนไปอีกขั้นหนึ่ง

การสร้างหนี้มาผันเงินให้ประชาชนใช้จ่ายหรือลงทุนเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนไป ย่อมต้องดูคุณภาพของการใช้จ่ายและการลงทุนนั้นๆ ด้วยเสมอ มิใช่ดูแต่เพียงว่า "รายจ่ายของฉันคือรายรับของเธอ และรายจ่ายของเธอก็คือรายรับของฉัน" และกลัวแต่เพียงว่า "ถ้าทุกคนพร้อมใจกันประหยัดหรือลดรายจ่ายลง รายได้ของประเทศย่อมลดลงตาม" เพียงเท่านั้น

แม้เราจะยังคงกำหนดให้ตายตัวลงไปไม่ได้แน่ชัดว่า Wealth” มันกินความกว้างขวางเพียงใดกันแน่ และมูลค่าที่ใส่เข้าไปแบบนั้นมันจะถูกคิดรวมใน GDP หรือไม่ก็ตาม ทว่า เรารู้ค่อนข้างแน่ว่า มูลค่าแบบนั้น (การผลัดกันจ้างกินขี้หมา) มันคงไม่ใช่แหล่งที่มาของความมั่งคั่งที่มีคุณภาพพอจะนำไปชำระหนี้สินคืนในอนาคตได้

ต้องอย่าลืมว่า หนี้สินที่ก่อขึ้นนั้นมันเป็นข้อเรียกร้องหรือ Claim” ต่อผลผลิตหรือทรัพยากรบางอย่างในอนาคต และมันยังมีลักษณะเหมือนการยืมเอาทรัพยากรหรือผลผลิตบางอย่างจากอนาคตมาใช้ก่อน ดังนั้น ถ้านำมาจ้างกันกินขี้หมาเสียแล้ว มันคงเป็นเรื่องหน้าเศร้าของลูกหลานในอนาคต

เมื่อต้นปี Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อก้องโลก ได้เขียนความเห็นต่อหนี้สินลงในบทความชื่อ Nobody Understands Debt” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าถ้าประเทศในโลกก่อหนี้จำนวนมากโดยใช้นโยบายการคลังขาดดุล (เป็นประชานิยมแบบหนึ่ง) เท่ากับเป็นการขโมยเอาจากลูกหลาน หรือลูกหลานจะต้องลำบาก

เขาว่าคนคิดแบบนั้นเข้าใจผิด เขาว่าครอบครัวที่ติดหนี้สินเยอะย่อมทำให้ตัวเองจนลง เพราะครอบครัวติดหนี้คนอื่น ต่างกับระบบเศรษฐกิจของทั้งโลกที่ติดหนี้ตัวเอง และเพราะตัวเองเป็นหนี้ตัวเองนั่นแหล่ะ มันถึงไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจจนลงเมื่อก่อหนี้ และการชำระหนี้คืนก็มิได้ทำให้พวกเรารวยขึ้น

แม้เขาจะยอมรับว่าหนี้สินทำให้เกิดความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดวิกฤติทางการเงิน แต่มันก็ยังดีกว่า การเกิดภาวะเงินฝืดและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อันเนื่องมาแต่ความพยายามหยุดก่อหนี้หรือใช้หนี้คืน (คือเลิกอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบหรือดึงเงินคืนออกจากระบบนั่นเอง)

เขาว่า No, it isn’t. An indebted family owes money to other people; the world economy as a whole owes money to itself. (…) Because debt is money we owe to ourselves, it does not directly make the economy poorer (and paying it off doesn’t make us richer). True, debt can pose a threat to financial stability — but the situation is not improved if efforts to reduce debt end up pushing the economy into deflation and depression.”

ท่านผู้อ่านเห็นด้วยกับ Krugman หรือไม่?

ผมอยากให้ลองพิจารณาเรื่องสมมติเรื่องนี้ดู

"บนถนนคดเคี้ยวสายหนึ่งที่เชื่อมระหว่างเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน เป็นที่ตั้งของตำบลท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง มีภูเขาโอบล้อม และแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่าน เศรษฐกิจที่ตำบลแห่งนี้ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ที่นี่เคยคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่บัดนี้เงียบเหงาลงถนัดตา บางค่ำคืนดูราวกับเมืองร้าง

มันเป็นเวลาที่ยากลำบาก ทุกคนล้วนติดหนี้ติดสินซึ่งกันและกัน และ "เชื่อ" กันไป "เชื่อ" กันมา

ทันใดนั้น ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งมาจากต่างประเทศ พวกเขาเข้ามาที่โรงแรมบูติก ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในตำบลนั้น วางเงินมัดจำไว้บนเคาเตอร์ 10,000 บาท แล้วก็พากันขึ้นไปสำรวจห้องพักก่อนตัดสินใจ

ระหว่างนั้น เจ้าของโรงแรมก็หยิบเงินก้อนนั้น รีบวิ่งไปชำระหนี้ที่ค้างไว้กับร้านขายผัก เจ้าของร้านขายผักรับเงินก้อนนั้นเสร็จก็รีบวิ่งไปให้ชาวสวนและคนเลี้ยงไก่ที่ตัวเองเป็นหนี้อยู่ ชาวสวนและคนเลี้ยงไก่รับเงินแล้วก็รีบวิ่งไปจ่ายหนี้ให้กับเจ้าของปั๊มน้ำมันและร้านขายอาหารและยาบำรุงสำหรับไก่ เจ้าของปั๊มและเจ้าของร้านขายอาหารและยาก็รีบวิ่งเอาเงินไปให้อีตัวที่เขาใช้บริการในยามยาก และขอค้างค่าตัวไว้ก่อน โดยอีตัวคนนั้น เมื่อรับเงินแล้ว ก็รีบวิ่งเอาเงินที่ได้ทั้งหมดกลับไปใช้หนี้เจ้าของโรงแรม เพราะเธอค้างค่าโรงแรมตอนที่พาแขกมานอน

เจ้าของโรงแรมจึงเอาเงินก้อนนั้นวางไว้บนเค้าเตอร์ดังเดิม

พอนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นสำรวจห้องเสร็จ ก็พากันลงมา แต่มีผู้หญิงสองคนบอกว่าเธอไม่ชอบวิว พวกเขาจึงตัดสินใจไม่พัก แล้วหยิบเงินมัดจำกลับใส่กระเป๋า เดินออก และสตาร์ทรถแล้วขับไปยังเมืองอื่นต่อไป"

จากเรื่องเล่านี้ เราจะเห็นว่าไม่มีผู้ประกอบการคนใดในตำบลนี้สร้างรายได้เพิ่มเลยแม้แต่คนเดียวจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น แต่ทว่า ทั่วทั้งตำบลขณะนี้ปลอดหนี้สินเสียแล้ว และทุกคนก็เริ่มอยู่อย่างมีความหวัง

นั่นมันคล้ายๆ กับความเห็นของ Krugman เพราะเมื่อมีการก่อหนี้ มันย่อมมีลูกหนี้และเจ้าหนี้ เป็นของคู่กันเสมอ ถ้านับโลกทั้งโลก มีคนกู้ก็ต้องมีคนให้กู้เสมอ มีเครดิตก็ต้องมีเดบิต ทุกๆ รายการจะต้องจับคู่กันได้ เมื่อหักกลบลบกันแล้วก็เป็นศูนย์ ตามหลักการบัญชีมาตรฐานที่ใช้กันทั้งโลก และผู้ประกอบการเหล่านั้นต่างก็ผลิตและให้บริการ แล้วก็รับผลผลิตและรับบริการซึ่งกันและกันในอดีตด้วยเงินเชื่อ ซึ่งน่าจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และบันทึกไว้ในบัญชีรายได้ประชาชาติและ GDP และสร้าง Wealth of Nation” ในแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพราะอีกไม่นาน หากยังไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นเข้ามา พวกเขาจำเป็นต้องก่อหนี้โดยการเครดิตซึ่งกันและกันซ้ำอีก

ทว่า ในชีวิตจริง ทุกอย่างมันจะง่ายเหมือนในนิยายเทียวหรือ?

ลองมาดูฉากต่อไปกัน ตามท้องเรื่องเดิม

อยู่มาวันหนึ่ง ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและ อบต. ก็มาบอกให้ทุกคนว่า ขณะนี้มีเงินกองกลางจากบ้านเมืองมาให้กู้แบบไม่คิดดอกเบี้ย โดยตำบาลของเราได้มา 100 ล้าน

เจ้าของโรงแรมและบรรดาซัพพลายเออร์ทั้งหลายเมื่อรู้ดังนั้น ก็ร่วมกันทำโครงการเขียนแผนธุรกิจและทำรายงานความเป็นไปได้เชิงการลงทุนเพื่อยื่นเสนอขยายโรงแรมปีกใหม่เป็น Entertainment Complex ให้ทันสมัยขึ้น แล้วก็ได้เงินมาทั้งหมด ถือเป็น Flagship Project ของตำบล

เขาเริ่มจ้างสถาปนิก ผู้รับเหมา ซื้อหิน ดิน ทราย กรวด และจ้างช่างปูน ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างประปา และคนงาน คนสวน คนนวด พนักงานบัญชี ฝ่ายการตลาด คนขับรถ กุ๊ก และขยายภัตาคาร จัดซื้อโต๊ะ เตียง เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน พรม ผ้าปูเตียง โคมไฟ กระจก เครื่องสุขภัณฑ์ ฯลฯ เพิ่มเติมจำนวนมาก

เงินหมุนไปทั่วทั้งตำบล

เจ้าของแปลงผักขยายพื้นที่เพาะปลูกแบบออร์แกนิกส์เตรียมรองรับภัตาคารใหม่ ผู้เลี้ยงสุกรและไก่ซื้อที่เพิ่มเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปอาหารเล็กๆ ที่ได้มาตรฐาน ISO เจ้าของปั้มลงทุนเปิดปั๊มเพิ่มดักหัวดักท้ายตำบลเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เถ้าแก่ร้านขายอาหารสัตว์และยาบำรุงสั่งออร์เดอร์เพิ่มในสต๊อก และอีตัวยกระดับตัวเองเป็นแม่เล้า เลี้ยงสาวๆ เตรียมรองรับเศรษฐกิจกลางคืน แม้แต่นักเลงยังเตรียมตัวเปิดบ่อน

เศรษฐกิจของตำบลย่อมเติบโตเกิดเป็นภาวะ "ฟองสบู่"

แน่นอน นักบัญชีประชาชาติย่อมบันทึก Transaction เหล่านี้ลงไปในบัญชี GDP ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ปีนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เมื่อสร้างเสร็จ ตึกใหม่ของโรงแรมและสวนตลอดจนสระน้ำ และสปา ช่างสวยงาม สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติป่าเขาและทุ่งนา เหมาะกับบรรดา Hipster คนรุ่นใหม่ที่นิยมไลฟสไตล์แบบ Slow Life

ผู้ว่าราชการเดินทางมากดปุ่มเปิดงานด้วยตัวเอง

เมื่อเวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า ก็ยังไม่เห็นนักท่องเที่ยวย่างกรายเข้ามา

ว่ากันว่า เพราะเศรษฐกิจโลกซบเซา และประเทศเพื่อนบ้านก็พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่คล้ายคลึงกับของเรามาแข่งแต่ราคาถูกกว่า ทำให้ผู้ประกอบการในตำบลนั้นหันมาติดหนี้ซึ่งกันและกันอีกครา

ทันใดนั้น พลันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหนึ่งโผล่มาที่โรงแรม พวกเขาวางเงินมัดจำไว้ 10,000 บาทที่เค้าเตอร์ เสร็จแล้ว เงินจำนวนนั้นก็หมุนผ่านมือไปจนครบหนึ่งรอบ เหมือนครั้งก่อน

หนี้สินหมดไป ทุกคนดูเหมือนจะแฮปปี้ ถึงแม้นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นจากไปโดยไม่ได้ Check-in

แต่คราวนี้ต่างกัน เพราะเจ้าของโรงแรมและบรรดาผู้ประกอบการไม่มีเงินไปจ่ายคืนเงินกู้ที่กู้มาจากธนาคารเฉพาะกิจ และอาจทำให้ธนาคารแห่งนั้นเจ๊ง และกระทบถึงผู้ฝากเงิน

เจ้าของโรงแรมมีแต่ตัวตึก เฟอร์นิเจอร์ สนามหญ้า สวน สปา และสระว่ายน้ำ ฯลฯ แต่ของเหล่านี้ใช้ชำระหนี้ไม่ได้ เพราะหากไม่มีแขกมาเข้าพัก ของเหล่านี้มันก็ไม่มีค่าอะไร

แปลงผัก เล้าหมู โรงงาน ปั๊มน้ำมัน ซ่อง ก็เช่นเดียวกัน

ทั้งๆ ที่มันใช้ทรัพยากร เวลา ดิน หิน ปูน ทราย และแรงงาน สารพัด ไปจนหมดแล้ว

บัดนี้ มันตั้งอยู่ทนโท่ ทว่า ว่างเปล่า...”

เหตุการณ์นี้ คล้ายคลึงกับเมืองไทยก่อนปี 2540 และเมืองจีน ณ ขณะนี้ ที่มีคอนโดมีเนียมร้างจำนวนมาก ห้างสรรพสินค้าและช็อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่โหรงเหรง หรือไม่ก็มีคนเช่าพื้นที่ไม่ถึง 25% ถนนซูปเปอร์ไฮเวย์ขนาด 16 เลนส์ เชื่อมระหว่างตำบลเล็กๆ ที่มีรถวิ่งบางตา โรงงานขนาดยักษ์ที่เดินเครื่องจักรไม่ถึง 40% โรงแรมชนิดคอมเพล็กซ์ที่มีคนพักไม่ถึงครึ่งต่อเดือน และศาลากลางหรือออฟฟิสของพรรคฯ ขนาดใหญ่โตมโหฬาร ที่ใช้ทำงานจริงเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนเดียว ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เกิดจากการลงทุนที่ไร้คุณภาพ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะปรากฎเป็นตัวเลขอย่างเขื่องในบัญชี GDP แสดงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สวยงาม ไร้เทียมทาน

ทีนี้เราลองกลับมาดูตัวละครของเราต่อ

มีคำกล่าวแต่โบราณว่า ถ้าเราเป็นหนี้ 1 ล้าน แล้วเราไม่มีปัญญาใช้คืน นั่นเป็นปัญหาของเรา แต่ถ้าเราเป็นหนี้ 100 ล้าน แล้วไม่มีปัญญาใช้คืน มันเป็นปัญหาของเจ้าหนี้ ไม่ใชปัญหาของเรา

ตอนนี้ปัญหาจึงย้ายข้างมาอยู่บนไหล่ของผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจเสียแล้ว

จะทำไงดี ถ้าไม่ฟ้องเจ้าของโรงแรม เดี๋ยวก็อาจจะต้องเจอคุก ซึ่งผู้บริหารคณะก่อนโดนไปแล้วคนละ 18 ปี...จึงตัดสินใจฟ้อง

แน่นอน กระบวนการยึดทรัพย์ต้องเกิดขึ้นตามมา โรงแรมต้องปิดตัวลง พนักงานทุกคนกลับไปบ้านใครบ้านมัน และซัพพลายเออร์ทั้งหลายก็กลับไปสู่ชีวิตพอเพียงตามเดิม ทุกคนปรับความคาดหวังกันใหม่ แล้วก็อยู่ไปวันๆ

เศรษฐกิจแบบนี้เรียกว่าภาวะฟองสบู่แตก และเข้าสู่เศรษฐกิจตกต่ำ หากเกิดเหตุการณ์ตาม Scenario นี้ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์กลุ่ม Austrian School เคยว่าไว้ว่า ภาวะเศรษฐกิจบูมที่เกิดจากการอัดฉีดเครดิต ย่อมจะจบลงด้วยฟองสบู่แตก

ร้อนถึงรัฐบาล ที่อาจมีคนหัวใส คิดกลวิธีเอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ (หรือไม่ก็ให้ธนาคารชาติพิมพ์มาให้เหมือนที่อเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทำกัน) มาผันลงไปที่ตำบลแห่งนี้ เพื่อกระตุ้นไม่ให้ตัวเลขในบัญชีเศรษฐกิจเลวร้ายลงตามที่มันควรต้องเป็น

พวกเขาอาจใช้คำว่า "อัดฉีด" หรือ "กระตุ้น" รากหญ้า

แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังไม่ดี และนักท่องเที่ยวต่างประเทศคงยังไม่มา แต่พวกเขาอาจหาทางต่ออายุให้กับเจ้าของโรงแรม เช่น ยืดอายุการชำระหนี้ ลดเงินต้นลดดอก หรือ "ตัดผม" (Hair Cut) หรือให้เงินกู้ก้อนใหม่กับผู้ประกอบการรายอื่นไปสร้างธุรกิจใหม่ที่จะเกิดการจ้างงาน การซื้อวัตถุดิบ ซื้อมอเตอร์ไซด์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และผันเงินต่อได้ ฯลฯ แต่ที่ทำแน่ๆ คือ แจกเงินให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อให้ไปกินใช้ที่ตำบลแห่งนั้น

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อให้นักบัญชีประชาชาติมาบันทึก Transaction ที่คาดว่าจะเกิดใหม่นี้ลงไปในบัญชี GDP

พวกเขาอาจใช้เงินก้อนใหญ่ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนตำบลอื่นมาเที่ยว และอาจออกแพ็กเกจลดภาษีให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้จ่าย ณ ที่ตำบลแห่งนี้

เป็นการซื้อเวลาและวัดดวงกันอีกทีในอนาคต

แต่ถ้าหาก ทุ่มเทไปแล้ว นักท่องเที่ยวก็ยังไม่มาอยู่ดี หรือมาแล้วไม่มาซ้ำ ความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตย่อมมากกว่าเดิม

ใครคือผู้ที่จะต้องจ่าย?

แน่นอน คงไม่ใช่รัฐมนตรี นายธนาคาร เจ้าของโรงแรม และซัพพลายเออร์ทั้งหลายที่ได้ประโยชน์กันไปแล้ว"

ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า ผลลัพท์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการใช้ทรัพยากร พลังงาน และเวลา ทุ่มเทไปกับมัน อีกทั้งยังต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้นนั้น มันได้ก่อเกิดเป็น Real Wealth” หรือไม่

หรือเป็นเพียง การผลัดกันกินขี้หมาของคนกลุ่มหนึ่ง

Adam Smith ผู้ซึ่งทุ่มเทศึกษาประเด็นนี้อย่างเป็นระบบเป็นคนแรกๆ ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการสะสมทุน (Capital Accumulation) ที่มาจากการออมของสังคมว่าเป็นตัวสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งของชาติ (Wealth of Nation) และเขาเชื่อว่า "ความมั่งคั่ง" ทั้งมวลนั้นมีที่มาจากแรงงาน (Labor theory of value)

จากการเพียรศึกษาของนักปราชญ์รุ่นหลังต่อยอดกันมา เราพบว่า “ความมั่งคั่งของชาติ” และระดับรายได้ของคนในชาติหนึ่งๆ มักขึ้นกับ ทักษะและความรู้ของผู้คนในชาติ วินัยและความขยันขันแข็ง ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิศาสตร์ของชาตินั้น ความสงบและสงครามในอดีตและปัจจุบันที่เกิดในชาติหรือที่ชาตินั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง ระบบปกครองและกฎหมาย และดีกรีของการทำมาค้าขายว่าเสรีมากน้อยเพียงใด สมัยใหม่นี้ยังได้รวมเอาความคิดสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิกหรือนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีเข้าไปด้วย

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
3 กันยายน 2558


ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA
ภาพประกอบจาก www.positioningmag.com ผู้เขียนขอขอบคุณเป็นอย่างสูง

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ดราม่าที่กรีซกระทบอะไรกับเรา




อริสโตเติ้ล เคยมีความเห็นว่าเงินตราที่ดีในอุดมคติ ควรมีคุณสมบัติ 4 ประการคือ คงทนถาวร พกพาไปมาได้สะดวก แบ่งซอยให้ย่อยลงได้ และที่สำคัญคือต้องมีค่าโดยตัวมันเอง (ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า "Intrinsic Value”)

หากอริสโตเติ้ลฟื้นคืนชีพมาที่เอเธนส์ในวันนี้ เขาคงตกใจไม่น้อยที่พบว่าเอเธนส์กำลังเกิดวิกฤติ และลูกหลานของชาวกรีกโบราณ ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองทางปัญญาและเป็นต้นเค้าของอารยธรรมตะวันตกแทบทุกทาง กลับถือเงินตราส่วนใหญ่ในรูป "ตัวเลขในบัญชีธนาคาร"

อริสโตเติ้ลจะผิดหวังที่ลูกหลานพากันละเลยคำสั่งสอนของเขาในเรื่องนี้หรือไม่ เราไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ การถือครองเงินตราในรูปของ "ตัวเลขในบัญชีธนาคาร" ซึ่งหมายความว่าผู้คนต่างได้เอาทรัพย์สิน เงินออม และความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของตน ที่สู้อุตส่าห์อดออมสะสมมาชั่วชีวิต มาแปลงให้อยู่ในรูป "ตัวเลขในบัญชีธนาคาร" ด้วยนั้น เป็นวิธีที่เสี่ยงมาก โดยเฉพาะในยามวิกฤติ

ตัวอย่างของกรีซ ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า ในยามวิกฤตินั้น รัฐบาลย่อมเลือกที่จะปกป้องธนาคารมากกว่าผู้ฝากเงิน รัฐบาลกลัวว่าธนาคารเจ๊ง โดยห้ามมิให้ผู้ฝากเงิน ถอนเงินสดเกินกว่า 60 ยูโรต่อวัน ทั้งๆ ที่เงินก้อนนั้นเป็นเงินของพวกเขาเอง

นับเป็น Greek Tragedy ได้เหมือนกัน

คิดอีกทาง นั่นเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้จ่ายของประชาชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในยามวิกฤตินั้น ผู้คนที่ไม่มั่นใจต่ออนาคต ย่อมอยากจับจ่ายซื้อของจำเป็นและกันเงินสดไว้ เพื่อเตรียมทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองและครอบครัว (พลิกอ่านบทความประกอบ เรื่อง "วิกฤติ 101: บทเรียนจากกรีซ")

ผมจะไม่แปลกใจเลย หากในอนาคต ชาวบ้านชาวช่องทั่วไป (ซึ่งไม่ใช่นักการเงินหรือนักลงทุนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการเงินการลงทุนอยู่แล้ว) จะศรัทธาและไว้ใจต่อ "ตัวเลขในธนาคาร" น้อยลงไปอีก เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงกับทรัพย์สินและชะตากรรมของประชาชนมากเกินไป และวิกฤติการณ์กรีซในครั้งนี้ ก็เป็นบทเรียนสอนใจให้พวกเขาได้เห็นแล้วว่า หากพวกเขามีเงินในธนาคาร พวกเขาต้องถอนเงินออกก่อนแต่เนิ่นๆ ก่อนที่รัฐบาลจะยื่นมือเข้าแทรกแซง

นายธนาคารและผู้กุมนโยบายการเงินภาครัฐ ก็ต้องพึงสังวรในเรื่องนี้ด้วย เพราะชาวบ้านชาวช่องปัจจุบันบริโภคสื่อกันมาก และรับรู้เรื่องราวในกรีซอย่างแพร่หลาย

ดราม่าในกรีซและยูโรโซน คงจะดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่ลูกหนี้ยังไม่สามารถชำระคืนหนี้สินได้ (หรือแสดงให้เจ้าหนี้เห็นว่าตัวเองจะมีวิธีการหารายได้ (หรือประหยัดค่าใช้จ่าย) หรือแผนการชำระคืนที่มีความเป็นไปได้จนเจ้าหนี้เชื่อถือคล้อยตาม หรือไม่ก็หาหลักประกันที่เพียงพอหรือ หลักประกันที่เจ้าหนี้หมายตาอยากได้หรือต้องการยึดเอาได้เมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ครั้งหน้า) แม้วิกฤติครานี้จะสิ้นสุดลงชั่วคราว ด้วยการบรรลุข้อตกลงในเรื่อง Bridge Loan และ Debt Restructuring Plans พร้อมเงื่อนไขที่ค่อนข้างโหดในสายตาประชาชนชาวกรีซก็ตาม (โดยกรีซได้สัญญาว่าจะนำเงินก้อนใหม่นี้ไปใช้ให้สมเหตุสมผลและจะยอม "กระเบียดกระเสียน" (“Austerity”) ตามที่เจ้าหนี้ต้องการและได้ตั้งเงื่อนไขไว้)

มีข่าวลือมากมายเกิดขึ้น มีการปลุกม็อบ มีการลงคะแนนเสียง Vote No กันทั้งประเทศ และต่อมาก็มีการประท้วง ผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจ ต่อคำว่า "Austerity"

เราได้แต่เอาใจช่วย อยากให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี และพอใจกันทั้งสองฝ่าย

ลูกหนี้ก็ได้ประโยชน์ไปแล้วจากการเอาเงินนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในประเทศตน ส่วนเจ้าหนี้ก็ได้ดอกเบี้ยทั้ง In-Cash และ In-Kind เป็นการตอบแทนไปแล้วเช่นกัน

ว่ากันว่า ข้าราชการและพนักงานภาครัฐของกรีกมีสวัสดิการและบำเหน็จบำนาญมากกว่าใครเพื่อน Public Pension Payment/GDP ของกรีซสูงถึง 18% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของเพื่อนฝูงในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 10% และสหรัฐฯ อยู่ที่ 5% เท่านั้นเอง

มีตัวอย่างสุดขั้วมากมายที่พวกเราได้รู้แล้วถึงกับอึ้ง เช่นที่ว่าในประเทศกรีซนั้นมีกฎหมายให้ผู้ที่ประกอบอาชีพ "อันตราย" สามารถเกษียณได้เมื่ออายุ 53 ปี และยังได้บำเหน็จบำนาญหลังเกษียณเต็มจำนวนอย่างเต็มที่ ขนาดสามารถเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ ทั้งตัวเองและภรรยา บุตรและภรรยา รวมถึงหลานอีกด้วย

และอาชีพ "อันตราย" ที่ว่านั้น ดันรวมถึง "ช่างตัดผม" ด้วย!

เหล่านี้คือวิธีใช้เงินที่กู้มาในอดีต และจำต้องลดทอนหรือตัดออกตามเงื่อนไข "Austerity” ของเจ้าหนี้ หากต้องการให้พวกเขา "เสียบปลั๊ก" ให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้

แน่นอน เราไม่อยากเห็นการเบี้ยวหนี้ในระดับนี้เกิดขึ้น เพราะเราคิดว่าระบบทุนนิยมจะอยู่ได้ สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา

ถ้าสุดวิสัยก็ต้องเจรจาต่อรองกันตามวิสัยเจ้าหนี้ลูกหนี้

จะละเว้น งดดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ หรือ Moratorium หรือ Hair Cut ก็เป็นหนทางที่ทำได้ตามแบบแผนที่ทำกันมานานนม

แต่การจะพาลหรือเบี้ยวกันให้เป็นเรื่องเอิกเกริกนั้นไม่สมควรยิ่ง

ยิ่งถ้าพิจารณาในมิติของ Geopolitics ว่า กรีซอาจหันไปซบฝ่ายตรงข้ามกับสหภาพยุโรป (เช่นรัสเซีย) โดยขอให้รัสเซียยื่นมือเข้ามา Bailout ด้วยแล้ว ยิ่งจะยุ่งไปใหญ่

เพียงแค่นี้ โลกก็ขัดแย้งวุ่นวายกันยังไม่พออีกเหรอ

แต่ถ้าลูกหนี้คนใดก็ตาม มีนิสัยชอบเบี้ยวหนี้ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ฝ่ายไหน เจ้าหนี้ย่อมไม่ไว้วางใจอยู่ดี

ดังนั้น โอกาสที่ใครจะมา Bailout โดยไม่ตั้งเงื่อนไขที่โหดพอกัน ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

ไทยเอง มีส่วนได้เสียกับกรีซน้อยมาก ถ้าไม่นับว่าคนมีอันจะกินของไทยมักไปเที่ยวเอเธนส์และหมู่เกาะในทะเลเอเจียนบ้างเป็นครั้งคราว และนักวิชาการไทยชอบอ้างเปลโต้ อริสโตเติ้ล และโสกราตีสแล้ว ก็ต้องถือว่าคนไทยบริโภคของจากกรีซน้อยมาก ยอดนำเข้าสินค้าจากกรีซมาไทยนั้น คิดเป็นเพียงไม่ถึง 0.1% ของสินค้านำเข้าทั้งหมด และยอดส่งออกไทยไปที่กรีซก็คิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 0.25% ของยอดส่งออกทั้งหมด เท่านั้นเอง (ยอดส่งออกของสหรัฐฯ ไปสู่กรีซมีเพียง 0.004% เท่านั้น)

กระนั้นก็ตาม หากวิกฤติการณ์กรีซเกิดลุกลามใหญ่โต สมมติว่าต้องเบี้ยวกันและต้องเลิกใช้เงินยูโรชั่วคราว แม้ประเทศเจ้าหนี้อาจไม่กระทบมากจริง ดั่งที่นักวิเคราะห์ว่ากันไว้ (ว่าหนี้สินส่วนใหญ่มาจากธนาคารกลางของสหภาพยุโรป และกองทุนพยุงเสถียรภาพต่างๆ ที่สหภาพยุโรปตั้งขึ้น และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยมีเจ้าหนี้เป็นธนาคารพาณิชย์ในสัดส่วนน้อยมาก) แต่สถานการณ์เช่นนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อไทย ทั้งในแง่ที่ว่าเสถียรภาพในยุโรปย่อมจะไม่มั่นคง เช่น อาจเกิดความยุ่งยากทางการเมืองในกรีซ เพราะเงินออมและมูลค่าสินทรัพย์ของประชาชนอาจหายไปหลายส่วนเนื่องจากต้องแปลงจากยูโรไปเป็นเงินสกุลท้องถิ่นในอัตราแลกเปลี่ยนที่แย่ ฯลฯ หรือ อาจเกิดพรรคการเมืองแนวสุดกู่ขึ้นในประเทศลูกหนี้อื่นอย่าง อิตาลี สเปน และโปรตุเกส เป็นต้น

สถานการณ์แบบนั้น อาจทำให้การค้าขายระหว่างไทยกับคู่ค้าเหล่านั้นแย่ลง

อีกอย่างหนึ่ง วิกฤติการณ์ในกรีซย่อมจะทำให้เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ และจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกตกลงไปอีก ซึ่งย่อมกระทบต่อราคาพืชผลและเกษตรกรไทยเข้าอย่างจัง

ยิ่งภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของเราอยู่ในสถานะอ่อนแอเช่นปัจจุบัน เราคงไม่สามารถรับผลกระทบเชิงลบแบบนั้นได้นานเป็นแน่แท้

อันที่จริง มีแนวโน้มสองอันที่กดราคาพืชผลให้ดิ่งลงอยู่ในขณะนี้

อันแรกคือ การเพิ่มค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ และอันที่สองคือ การลดการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนทั้งระบบ (จีนลดการนำเข้าอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง)

เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่รวมถึงพืชผลเกษตร) ที่ซื้อขายกันในตลาดสำคัญๆ ของโลกล้วนซื้อขายกันด้วยเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ และ Quote ราคาเป็นดอลล่าร์สหรัฐฯ ดังนั้น เมื่อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ มีค่าสูงขึ้น (ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ คงที่ เช่น ความต้องการในตลาดโลกเท่าเดิม และปริมาณการผลิตไม่แปรผันมากนักในวันนั้นๆ หรือ ไม่มีภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อดีมานด์/ซัพพลายอย่างกระทันหันเกิดขึ้น) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ย่อมมีแนวโน้มลดลง

ที่พูดถึงนี้ย่อมรวมถึงสินค้าเกษตร น้ำมัน เหล็ก ทองแดง ทองคำ และแร่ธาตุ (ท่านผู้อ่านที่มีจอ Bloomberg จะลองคลิกดูกราฟของ Thomson Reuters/Core Commodities CRB Index ซึ่งคำนวณจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายกันมากและคึกคักในตลาดโลก 19ชนิด แล้วนำมาเทียบกับกราฟอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง Euro/Dollar ดูก็ได้ จะเห็นว่ามันเคลื่อนไหวขึ้นลงไปในทิศทางเดียวกัน)

และยิ่งราคาน้ำมัน (ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งในเชิงต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และต้นทุนการขนส่ง) มีแนวโน้มลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ย่อมลดลงตาม

ปัจจุบัน ค่าเงินยูโรตกต่ำเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ค่าเฉลี่ยของเงินยูโรเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยวัดกันในระยะยาวตั้งแต่เริ่มพิมพ์เงินยูโรกันมา มีค่าประมาณ 1.22 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ Goldman Sachs ทว่า วันที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ เงิน 1 ยูโร สามารถแลกเงินดอลล่าร์ได้เพียงประมาณ 1.09 ดอลล่าร์ฯ เท่านั้นเอง นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวกว่า 10%

ดังนั้น ถ้าดราม่าในกรีซยังคงฉุดรั้งค่าเงินยูโรให้อย่างน้อยอยู่กับที่เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ความหวังที่ราคาพืชผลจะฟื้นคงเป็นไปได้ยาก

ปัจจัยกดดันราคาพืชผลอีกตัวหนึ่งก็คือสภาวะเศรษฐกิจในจีนปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพราะหากเกิดวิกฤติในจีนดังที่หลายคนกังวล โอกาสที่ราคาพืชผลจะฟื้นก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก นอกเสียจากว่าปริมาณการปลูกและเก็บเกี่ยวของโลกลดลง

อย่าลืมว่าจีนเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก เช่นบริโภคน้ำมันดิบถึง 11% ของโลก แร่เหล็กถึง 29% และทองแดงถึง 52% เป็นต้น

ถ้าหากว่าฉากของดราม่าย้ายจากกรีซไปสู่จีน โอกาสที่จะเกิดดราม่าขึ้นในไทยก็อาจเป็นไปได้

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
16 กรกฎาคม 2558
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA