วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Bowie Bonds เปลี่ยนกึ๋นเป็นทุน



เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เลขาธิการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ, นายธนาคาร, และผู้มีปัญญาแต่ไร้ทุนทั้งมวล

เรื่อง ข้อเสนอ “การแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตราสารการเงิน”

เมื่อปี 1972 เดวิด โบวี่ (David Bowie) นักร้องร้อคแอนด์โรลสัญชาติอังกฤษนามอุโฆษ ออกอัลบั้มเพลงชื่อThe Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars ทำให้นักวิจารณ์ระดับนำของวงการเพลงหลายคนยกย่องว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเพลงร้อคที่สำคัญจุดหนึ่ง เพราะนอกจากเพลงของโบวี่จะแปลกและมีลักษณะ Unique ไม่เหมือนใครแล้ว เขายังได้เชื่อมโยงเอาเพลงและดนตรีในชุดดังว่าเข้ากับบุคลิกที่แสดงออกต่อสาธารณชนของตัวเขาเองในช่างเวลานั้นอีกด้วย

ตอนที่เขาออกทัวร์คอนเสริตเพื่อโปรโมทเพลงชุดนั้น เขาก็ใช้ชื่อว่า Ziggy Stardust แถมยังแต่งตัวเป็น “Androgynous Alien” ซึ่งเป็นตัวเอกที่โลดเล่นในเนื้อเพลงของชุดดังกล่าวอีกด้วย (เทคนิคการเปลี่ยนบุคลิกแบบนี้ ตอนหลังมีคนเลียนแบบไปใช้มาก ที่เราคุ้นเคยในยุคใกล้ๆ นี้ ก็มีอย่าง Madonna เป็นต้น)

กระทั่งปัจจุบัน เพลงของโบวี่ก็ยังขายได้ ผลงานเก่าๆ ของเขายังคงสร้างรายได้ให้กับตัวเขาและครอบครัวอย่างเป็นกอบเป็นกำและอย่างสม่ำเสมอ

จนเมื่อปี 1997 เขาได้สร้างความตื่นตะลึงที่ถือเป็น “นวัตกรรมทางการเงิน” (Financial Innovation) หรือ “จุดเปลี่ยนทางการเงิน” (Breakthrough Point) ให้กับ Wall Street และแวดวงการเงินโลกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นคือการระดมทุนด้วยการนำเอาสิทธิในเพลงเก่าๆ ของเขามาเป็นหลักประกัน หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือ เขาได้ “แปลงสิทธิเป็นทุน” ด้วยการออก “หุ้นกู้” (Bonds) อายุ 15 ปี มูลค่า 55 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 2,500 ล้านบาท ณ ขณะนั้น) โดย “หุ้นกู้” Lot นั้น เขาได้สัญญาว่าจะนำเอารายได้จากค่าสิทธิทั้งมวล (Royalties) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต (ตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้) อันเนื่องมาแต่อัลบั้มเพลงของเขาทั้ง 25 ชุด นับแต่ชุดแรกจนถึงชุดที่ 25 มาเป็นหลักประกันต่อผู้ซื้อ หรือผู้ลงทุนในหุ้นกู้ดังกล่าว

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทางการเงินจัดให้หุ้นกู้ของโบวี่เป็น “Asset-backed Bond” ชนิดหนึ่ง และ Securitization หรือกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์จะเกิดขึ้นมานานก่อนหน้านั้นแล้ว ทว่าก็ยังไม่เคยมีใครเคยใช้หรือนำเอา “สินทรัพย์ทางปัญญา” (Intellectual Property) มาเป็นหลักประกันหรือค้ำประกันมาก่อน โดยมากมักใช้ลูกหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ (นิยมทำกันมากในอเมริกาในยุค Subprime) หรือไม่ก็ลูกหนี้การค้า อย่างเช่นลูกหนี้บัตรเครดิต หรือลูกหนี้เช่าซื้อ มาจดจำนองเป็นหลักประกัน

อันนี้นับว่า การกระทำของเดวิด โบวี่ ในครานั้นเป็น “นวัตกรรมทางการเงิน” ที่สำคัญของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ จนศัพท์คำว่า “Bowie Bond” ได้กลายเป็น Generic Name สำหรับการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาชนิดอื่นเป็นทุน โดยผ่านการออกหลักทรัพย์หรือตราสารการเงิน (หุ้นกู้ หรือ หุ้นกู้แปลงสภาพ) ขายในตลาดทุน

ไม่ว่าทรัพย์สินทางปัญญาชนิดอื่นที่ว่านั้นจะเป็นรายได้อันเนื่องมาแต่ “ลิขสิทธ์จากการแต่งหนังสือ” “ลิขสิทธ์จากการเขียนบทภาพยนตร์” “ลิขสิทธิ์จากห้องสมุดภาพยนตร์” (Film and television libraries) “ความลับทางการค้า” “สูตร” (Formulae) “เครื่องหมายการค้า” หรือการให้เช่า License ชนิดต่างๆ เช่น “Software license” “Franchise fee royalty” “Video game license” “Biotechnology license” และ “Pharmaceutical License” เป็นต้น

Securitization เครื่องมือแปลงสิทธิเป็นทุนขั้นสูง

โดยทั่วไปแล้วการแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตลาดทุนแบบนี้ ผู้เป็นเจ้าของสิทธิ (Originator) จะต้องมีการจัดตั้ง “บริษัทเฉพาะ” ที่เรียกว่า SPV หรือ Special Purpose Vehicle ขึ้นมา แล้วโอนสินทรัพย์ที่จะใช้เป็หลักประกัน หรือสิทธินั้นๆ มาเป็นของ SPV ดังกล่าว แล้วจึงค่อยให้ SPV ออกหลักทรัพย์ขายให้กับนักลงทุนอีกทอดหนึ่ง

เมื่อได้เงินก้อนจากการขายหลักทรัพย์แล้ว SPV ก็จะนำไปชำระค่าโอนสิทธิให้กับเจ้าของสิทธิ เจ้าของสิทธิก็จะนำเงินจำนวนนั้นไปใช้ลงทุนทำกิจการ และเมื่อเจ้าของสิทธินำเงินมาไถ่ถอนตามจำนวนเมื่อครบอายุหุ้นกู้แล้ว สิทธิดังกล่าวก็จะถูกโอนกลับไปให้กับเจ้าของสิทธิตามเดิม

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เป็นแบบชาวบ้านๆ อย่างไทยๆ แล้ว ผมขอยกตัวอย่างว่า นาย ก. ซึ่งเป็นทายาทของนักแต่งเพลงชื่อดังและสมมุติว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงของ “สุนทราภรณ์” ทั้งหมด หรือ นาย ข. ซึ่งเป็นเจ้าของ “สูตรเหล้าสาโทรสเยี่ยม” จำนวน 20 ชนิด สมมุติว่าสาโททั้ง 20 ชนิด และเพลงของสุนทราภรณ์นั้นสามารถทำยอดรายได้ให้กับผู้เป็นเจ้าของอย่างสม่ำเสมอ และสมมุติอีกว่าทั้งนาย ก. และนาย ข. ต้องการเงินลงทุนจำนวน 100 ล้านบาทและ 200 ล้านบาทตามลำดับ เพื่อจะนำไป “ต่อยอด” ธุรกิจของตนๆ เช่น นาย ก. อาจจะอยากนำเพลงสุนทราภรณ์มา Remix เพื่อนำไปขายให้กับคนรุ่นใหม่ในตลาดต่างประเทศ และเช่นเดียวกัน นาย ข. ก็ต้องการขยายโรงงานและยกระดับ Brand ตัวเองให้กลายเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศตะวันตก

ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ทั้งนาย ก. และนาย ข. ก็สามารถออกหุ้นกู้ประเภทที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (โดยเอารายได้จากลิขสิทธิเพลงและสูตรสาโทที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตลอดอายุหุ้นกู้นั้น สมมุติว่าเป็น 5 ปี) ขายให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งพอได้เงินจากการขายหุ้นกู้ดังกล่าวมาเป็นก้อน ก็สามารถนำไปลงทุนขยายกิจการได้ตามที่วางแผนไว้ ดังรายละเอียดตามแผนภูมิ ที่ 1




ทางด้านนักลงทุนหรือผู้ซื้อหุ้นกู้ทั้งสองชุดนั้นไป ก็จะได้รับดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา 5 ปี ตามอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้หน้าตั๋วของหุ้นกู้แต่ละชุด ทั้งนี้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยย่อมแล้วแต่ภาวะดอกเบี้ยในตลาดเงิน ณ ขณะนั้น ประกอบกับการจัดอันดับความเสี่ยงของสถาบันจัดอันดับความเสี่ยง (Rating Agency) ต่างๆ หรือ Credit Enhancement Scheme ประเภทอื่น

โดยจำนวนเงินที่จะต้องนำมาจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นกู้ดังกล่าวนั้น SPV จะต้องนำมาจากกระแสเงินสดที่เก็บเอาจากดอกผลอันเนื่องมาแต่ลิขสิทธ์เพลงสุนทราภรณ์ (ในกรณีของ นาย ก.) และการขายสาโททั้ง 20 ชนิด (ในกรณีของนาย ข.) ตลอดช่วงระยะเวลาอายุของหุ้นกู้ดังกล่าว (ในกรณีนี้สมมติว่าเป็น 5 ปี) อีกทั้งในระหว่าง 5 ปีนั้น ผู้ถือหุ้นกู้ยังสามารถนำหุ้นกู้เหล่านั้นไปขายต่อในตลาดรองได้ตลอดเวลาอีกด้วย จนเมื่อครบกำหนด ทั้งนาย ก. และ นาย ข. ก็ต้องนำเงินเท่ากับจำนวนเงินต้น 100 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท ตามลำดับ มาไถ่ถอนหุ้นกู้คืนผ่าน SPV ของตนๆ จนครบตามจำนวน แล้ว SPV ทั้งคู่จึงจะโอนความเป็นเจ้าของสิทธิ (หรือลิขสิทธิ์) คืนให้กับ นาย ก. และ นาย ข. ตามเดิม ดังรายละเอียดตามแผนภูมิที่ 2

การแปลงสิทธิเป็นทุนตามกระบวนการดังว่านี้มีข้อดีหลายประการ อันแรกคือเปิดโอกาสให้ผู้ครองครองสิทธิ หรือสินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Property) ทั้งหลาย สามารถสร้างสภาพคล่องให้กับปัญญาของตัวเองได้ โดยที่เงินที่ระดมได้จากกระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา มีทางเลือกในการจัดการกับทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างเหมาะสม (Asset Diversification) โดยที่สุดท้ายแล้วเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญายังสามารถคงความเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ตลอดไป เสมือนหนึ่งเอาสินทรัพย์ไปจดจำนองไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง

ประโยชน์ประการสุดท้ายนี้แหละที่ระบบทุนนิยมสมัยใหม่ได้เปิดโอกาสในชีวิตให้ผู้มีปัญญาสามารถระดมทุนมาใช้ก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องขายทรัพย์สินทางปัญญานั้นทิ้งไป

อย่างไรก็ตาม ในเชิงปฎิบัติแล้วเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ตัดสินใจแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตราสารการเงิน จะไม่สามารถระดมเงินได้เต็มตามมูลค่าหรือราคาประเมินอย่างเต็มศักยภาพของทรัพย์สินก้อนดังกล่าว เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักต้องการให้ใช้ทรัพย์สินค้ำประกันเกินจำนวนวงเงินไว้ก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงอันอาจเกิดขึ้นจากการที่กระแสรายได้ในอนาคตอันเนื่องมาแต่ “สิทธิ” ดังว่านั้นไม่เป็นไปตามเป้า อย่างในกรณีของ Bowie Bond นั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่า Coverage Ratio หรืออัตราของราคาประเมินต่อมูลค่าเงินต้นของหุ้นกู้ อยู่ที่ 160% นั่นหมายความว่ารายได้อันเนื่องมาแต่ลิขสิทธิเพลงของเขาในรอบ 15 ปี ข้างหน้า นับแต่วันออกหุ้นกู้ จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นถึง 88 ล้านเหรียญฯ (เงินต้น 55 ล้านเหรียญฯ คูณด้วย 160% หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ David Bowie จะต้องมีรายได้จากลิขสิทธิ์เพลงทั้ง 25 ชุดของเขาปีละประมาณ 5.872 ล้านเหรียญฯ (88 ล้าน หารด้วย15 ปี) เป็นอย่างต่ำ เขาจึงจะมีเงินมาชำระคืนเจ้าหนี้ (ไถ่ถอนหุ้นกู้) ได้ในอีก 15 ปีข้างหน้า

ดูเผินๆ แล้ว David Bowie ต้องเสียโอกาสไปถึง 33 ล้านเหรียญฯ เพราะต้องใช้ทรัพย์สินตั้ง 88 ล้านเหรียญฯ มาค้ำประกันวงเงินกู้เพียง 55 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น แต่ถ้าพิจารณา Time Value of Money (หรือมูลค่าของเงินที่ลดทอนไปตามเวลา) ประกอบในการคำนวณแบบสมเหตุสมผลแล้ว มันก็น่าจะคุ้มค่ากว่า เพราะแทนที่จะทะยอยรับเงินปีละ 5.872 ล้านเหรียญฯ ทุกปีเป็นเวลา 15 ปี แต่เขากลับสามารถรับเงินก้อนไปได้เลยทีเดียวในปีแรก เป็นจำนวน 55 ล้านเหรียญฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี แถมยังคงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงของตนได้หลังจากที่ชำระหนี้สมบูรณ์แล้วอีกต่างหาก

นอกจากนั้น หากเกิดการผิดนัดชำระขึ้นในช่วงอายุ 15 ปีของหุ้นกู้แล้ว ตามสัญญาที่ตกลงไว้แต่แรก (ภาษาทางการเงินเรียกว่า Indenture) ผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นกู้ ก็จะไม่สามารถไล่เบี้ยเอากับทรัพย์สินส่วนตัวก้อนอื่นของโบวี่ได้ จะไล่เบี้ยได้ก็เพียงจากกองทรัพย์สินที่โบวี่ได้โอนมาเป็นหลักประกันภายใต้การครอบครองของ SPV และการดูแลของ Trustee ซึ่งในกรณีนี้คือลิขสิทธิ์และผลประโยชน์อันเกิดเนื่องจากเพลงทั้ง 25 ชุด ของเขาเท่านั้น (เพราะ Securitization Loan ส่วนใหญ่มักเป็น Non-recourse Loan)

กระนั้นก็ตาม กรณีศึกษาของ Bowie Bond ที่กล่าวมานี้ ใช่ว่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับลิขสิทธิ์ ของศิลปินไทยได้ทุกคน เพราะศินปินไทยส่วนใหญ่มักดำรงชีวิตด้วยความลำบากยากแค้น ทำให้ต้องขายงานเพลงของตัวออกไปตลอดเวลาเพื่อยังชีพ หรือไม่ก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ลิขสิทธิ์เพลงที่เขาแต่งหรือร้องส่วนใหญ่ ตกอยู่กับเจ้าของบริษัทที่เขาสังกัด หรือไม่ก็ตกอยู่กับบริษัทแผ่นเสียงหรือบริษัทจัดจำหน่ายเพลง หาได้ตกอยู่กับตัวหรือลูกหลานไม่

อย่าว่าแต่ศิลปินรุ่นเก่าซึ่งโด่งดังมาก่อนที่สังคมไทยจะรู้จักและให้คุณค่ากับคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” เลย แม้แต่ศิลปินยุคใหม่ในค่ายเพลงสมัยใหม่ที่ล้วนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก็ตาม ส่วนใหญ่ก็มิได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “สิทธิ” ในฐานะที่เป็น “ทรัพย์สิน” ดังที่กล่าวมาแล้วกันเลย จึงค่อนข้างยากที่จะสามารถมองการณ์ไกลจนทะลุไปถึงกระบวนการแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตราสารการเงินแบบที่ David Bowie ทำมาแล้ว

แม้ในต่างประเทศเอง กรณีของ David Bowie ก็ยังถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะเขามีคุณสมบัติเหมาะสมกับความต้องการของนักลงทุนในระบบทุนนิยมสมัยนี้ มากกว่าศิลปินชื่อดังอีกหลายคนหรือหลายคณะ คุณสมบัติข้อสำคัญอันดับแรกคือเขาเป็นศิลปินที่แต่งเพลงเองและร้องเพลงเอง ดังนั้นเขาจึงเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองลิขสิทธิ์เพลงส่วนใหญ่ของตัวเอง จะมีบางส่วนเท่านั้นที่ลิขสิทธิ์ถูกแบ่งไปเป็นสิทธิของผู้จัดการส่วนตัวคนเก่าของเขา (แต่หลังจากที่เขาได้รับเงินก้อนจากการระดมทุนครั้งนั้น เขาก็ขอทำ Buy-Back Deal โดยขอซื้อลิขสิทธิ์ส่วนนั้นคืนมาเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวอย่างเบ็ดเสร็จ) การครอบครองลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ของตนอย่างเบ็ดเสร็จนี้เองทำให้เขาได้รับรายได้อันเนื่องมาแต่เพลงของเขาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมาะกับการนำเอากระแสเงินสดในอนาคตดังกล่าวมาเป็นหลักประกันในกระบวนการ Securitization เพราะเป็นกอบเป็นกำและไม่ยุ่งยากที่ต้องนำไปแบ่งให้เจ้าของร่วมคนอื่น

คุณสมบัติสำคัญข้อต่อมาก็คือเขาเป็นศิลปินที่มีผลงานเพลงจำนวนมาก และยังคงรักษาชื่อเสียงให้โด่งดังได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เพลงของเขายังขายได้อย่างสม่ำเสมอ แม้เวลาและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะในรูปของแผ่นเสียง เทปคาสเซท ซีดี และดาวน์โหลด และการถูกนำไปเปิดตามสถานีวิทยุ หรือถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ภาพยนตร์โฆษณา รายการโทรทัศน์ ฯลฯ ซึ่งล้วนนำรายได้กลับมาให้เขาทั้งสิ้น

ว่ากันว่าแต่ละปีเขาสามารถทำยอดขายได้กว่า 1 ล้านเพลง คุณสมบัติข้อนี้ทำให้กระแสเงินสดที่จะเกิดจากรายได้ในอนาคตของเขามีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการขึ้นลงอย่างหวือหวาของยอดขาย เหมาะกับการนำมา Structure เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดจ่าย ที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ถือตราสารในรูปของดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนอื่น ตลอดช่วงอายุของตราสารที่เป็นพาหะของการ Securitization (ในกรณีนี้คือการออกหุ้นกู้ขาย) ดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ที่ปรึกษาทางการเงินของ David Bowie ในการทำดีลนี้คือ The Pullman Group ยังแนะนำให้ Bowie ทำสัญญาระยะยาว 15 ปี กับบริษัท EMI Recording เพื่อรับประกันว่า EMI จะดูแลการจัดจำหน่ายเพลงของโบวี่ไปทั่วโลกอย่างทั่วถึงในระยะเวลาที่หุ้นกู้ยังไม่ได้รับการไถ่ถอน

อันนี้ถือเป็น Credit Enhancement Scheme สำคัญที่ทำให้หุ้นกู้ 55 ล้านเหรียญฯ ของโบวี่ล็อตนี้ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับสูงสุดคือ AAA จาก Moody's Investor Services นั่นจึงทำให้หุ้นกู้ของเขาขายหมดทันทีที่นำออกขาย (หมายเหตุ: ต่อมาในเดือนมีนาคม 2004 หุ้นกู้ล็อตนั้นถูกลดอันดับลงเหลือ Baa3 เพราะ Moody's เห็นว่ารายได้ในช่วงก่อนหน้านั้นไม่เป็นไปตามคาดเนื่องเพราะยอดขายเพลงตกต่ำลงมาก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นผลกระทบจากการดาวน์โหลดฟรีและ File Sharing เถื่อน ที่ยังไม่สามารถเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ในช่วงนั้น คือวงการเพลงโลกในตอนนั้นยังไม่รู้จักกับ iPod และ iTune Store—(หมายเหตุนี้ผมเพิ่มเติมเข้าไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 ทั้งนี้เพื่อ update ข้อเขียนชิ้นเดิมที่ผมเขียนไว้และตีพิมพ์ไปครั้งแรกเมื่อฉบับมกราคม 2546 ให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น)

แม้ว่าการขายหุ้นกู้ของโบวี่ดีลนี้จะเป็น Private Placement หรือการขายให้กับนักลงทุนสถาบันเพียงรายเดียวคือ Prudential บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ ทำให้เราไม่สามารถทราบรายละเอียดของดีลแบบเจาะลึกสุดๆ ได้ เพราะการทำ Private Placement ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนด้วยการจัดพิมพ์หนังสือชี้ชวนการซื้อหลักทรัพย์ (Prospectus) แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน ด้วยแรงขับของระบบทุนนิยมที่ต้องผลักดันตัวเองให้ก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง ก็คงจะมีเจ้าของ “สิทธิ” ชนิดอื่นทำการแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านการออกตราสารการเงินขายในตลาดทุนเลียนแบบ Bowie Bond ทว่า มันจะก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง คือจะเป็นการขายให้กับสาธารณชน หรือที่เรียกว่า Public Offering อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก (หมายเหตุ: ตามสัญญาแล้ว Bowie Bond จะต้องถึงกำหนดชำระไปเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา แต่ด้วยความที่มันถูกขายไปให้กับนักลงทุนเพียงรายเดียว เราจึงไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจบลงเช่นไร แต่จากที่มันปราศจากข่าวคราวในทางร้าย ผู้คนในแวดวงการเงินต่างพากันลงความเห็นว่ามันคงจบลงด้วยดี แม้แต่คอลัมนิสต์บางคนของ Forbes ถึงกับคาดการณ์ว่า David Bowie ติดใจกับดีลนั้น และยังหาทางจะออก Bond ล็อตใหม่อยู่---(หมายเหตุนี้ผมเติมลงไปเมื่อ 20 มีนาคม 2556)

Bundled Bowie Bond ก้าวแรกสำหรับตลาดไทย

ก่อนจบบทความนี้ ผมขอนำไอเดียตัวอย่างของ Bowie Bond ชนิดประยุกต์ มาลองแสดงให้ดูกันแบบคร่าวๆ ไอเดียตัวอย่างนี้น่าจะเหมาะกับสภาพของระบบการครอบครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย และอาจจะสามารถนำมาใช้กับตลาดทุนเมืองไทยได้ดีกว่า Bowie Bond เพียวๆ แบบที่ได้ยกเป็นตัวอย่างมาแล้วในตอนต้น (ไอเดียต้วอย่างอันนี้ประยุกต์มาจากบทความของ Adam Grant ที่ตีพิมพ์ใน Cardozo Law Review, June 2001)

Bowie Bond แบบประยุกต์ที่ว่านี้จะเป็นแบบ Bundle คือเป็นหุ้นกู้ที่ออกโดยอาศัยการผนึกกำลังกันของเจ้าของสินทรัพย์ทางปัญญาหลายๆ คนมารวมกัน โดยนำเอา “กระแสรายได้รับ” ที่คาดว่าจะได้รับเข้ากระเป๋าในอนาคต จากดอกผลอันเกิดมาแต่ “ลิขสิทธิ์” ของแต่ละคน มารวมกันเพื่อจดจำนองเป็นหลักประกันหุ้นกู้จำนวนดังกล่าว ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองลิขสิทธิ์รายเล็กรายน้อยที่ยังไม่เข้มแข็งเหมือนกับ David Bowie สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ เพียงแต่ต้องหาหลายๆ รายมาผนึกกำลังกันให้เกิดผลรวมที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับของนักลงทุน เพราะนอกจากจะสร้างกระแสรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำและสม่ำเสมอแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงรวมลงอีกด้วย

ลองสมมติตัวอย่างสักกรณีหนึ่งว่ามีวงดนตรีวงหนึ่งชื่อ The Possible ซึ่งเป็นวงดนตรีชื่อดังมากในอดีตซึ่งผลงานเพลงยังคงขายดีอย่างสม่ำเสมอมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าแตกวงกันไปเมื่อปี 1975 สมาชิกวงต่างแยกย้ายกันไปทำมาหากิน บ้างก็ไปเป็นพิธีกรรายการทีวี บ้างก็ไปตั้งวงดนตรี Back Up ให้กับศิลปินดังยุคใหม่ บ้างก็ไปทำบริษัทเพลงจนกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่ทุกคนล้วนออกอัมบั้มเพลงเดี่ยวของตัวเองหลังจากแยกวงกัน 

และหลังจาก 27 ปีผ่านไป เมื่ออดีตสมาชิกทั้ง 4 คน โคจรมาพบกันเพื่อปรึกษาเรื่องคอนเสริตที่ The Possible จะกลับมารวมตัวอีกครั้งในปี 2003 ที่กำลังจะถึงนี้ เศรษถา อดีตนักร้องนำของวงก็เสนอความคิดว่า ในเมื่อรัฐบาลไทยปัจจุบัน กำลังส่งเสริมเรื่อง “การแปลงสิทธิเป็นทุน” ดังนั้นพวกเขาน่าจะถือโอกาสนี้ ระดมทุนโดยการนำ “หุ้นกู้มีประกัน” ออกขาย เช่นเดียวกับ David Bowie แล้วนำเงินมาลงทุนตั้งกิจการร่วมเพื่อดูแลและจัดการผลประโยชน์ อันเนื่องมาแต่ผลงานเพลงของพวกเขาทั้งหมดอย่างเป็นระบบ อีกทั้งแต่ละคนก็ต้องการเงินไปลงทุนในแบบที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนดีกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ที่คาดว่าจะต้องจ่าย เพื่อสร้างรายได้บางอย่างไว้ให้ลูกหลานของแต่ละคน

หลังจากวันนั้น เมื่อทุกคนกลับไปคิดและศึกษารูปแบบของ Bowie Bond แล้วก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ เศรษถาจึงไปพบวาณิชธนากรเพื่อให้มาเป็นที่ปรีกษาทางการเงินของดีลนี้ วาณิชธนากรผู้นั้นก็เริ่มเก็บรวบรวมตัวเลขการขายผลงานเพลงของวงตั้งแต่ชุดแรกจนถึงชุดสุดท้าย รวมถึงผลงานเพลงเดี่ยวของแต่ละคน เป็นสถิติรายปีจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลปรากฏว่าได้รายงานออกมาดังตาราง

ชื่อ ยอดขายเพลงเฉลี่ยต่อปี ยอดขายเพลงจนถึง1 ม.ค. 2003
The Possible (1975) 450,000 17,647,500
เศรษถาร้องนำ (1975) 60,714 1,700,000
วิไนย มือเบส (1975) 30,892 865,000
ปราจีน นักแต่งเพลง (1975) 32,000 800,000
เรวัต คนเก่ง (1975) 26,964 755,000
(ตัวเลขในวงเล็บคือปีที่วงและแต่ละคนออกอัลบั้มเป็นครั้งแรก)

หลังจากได้ตัวเลขมาแล้ว วาณิชธนากรก็เริ่มทำ Due Diligence ด้วยการตรวจสอบประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อความสำเร็จของการทำ Securitization ในครั้งนี้ (ในกรณีนี้คือการแปลงลิขสิทธิ์เพลงเป็นทุน โดยการออกหุ้นกู้มีประกันขายต่อสาธารณะ)

ประเด็นแรกคือเรื่องของการครอบครองลิขสิทธิ์เพลงของวง และของตนๆ ในฐานะศิลปินเดี่ยว ผลปรากฏว่าในฐานะศิลปินเดี่ยวนั้น ทุกคนล้วนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงของตนเอง ซึ่งนับว่าคุณสมบัติข้อนี้สมบูรณ์แบบแล้ว แต่ในแง่ของวงนั้น ยังมีเพลงรรุ่นเก่าบางส่วนที่ลิขสิทธิ์เป็นของบริษัทแผ่นเสียงแถวสะพานเหล็ก ดังนั้นวาณิชธนากรจึงแนะนำให้สมาชิกแต่ละคนรวมเงินกันไปซื้อลิขสิทธิ์ส่วนนั้นกลับคืนมาและมาทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์เท่าๆ กัน คือแต่ละคนจะได้รับรายได้ที่เกิดจากยอดขายและลิขสิทธิ์ของวง The Possible ทั้งหมดเป็นจำนวนคนละ 25% ในทุกกรณี

เมื่อหันกลับมาพิจารณายอดขายเพลงของวงและของแต่ละคนแล้ว สมมติว่านับแต่ปี 1983 เป็นต้นมา ยอดขายเพลงของวงค่อนข้างสม่ำเสมอ คือขายได้ประมาณ 450,000 ชุดต่อปี ในขณะที่เพลงของสมาชิกแต่ละคน ในฐานะศิลปินเดี่ยวนั้นก็ขายรวมกันทั้ง 4 คน ได้ประมาณ 150,000 ชุดต่อปี ดังนั้นเมื่อดูจากความสม่ำเสมอของยอดขายแล้ว วาณิชธนากรจึงตัดสินว่ารายได้อันจะเกิดจากเพลงของวง The Possible และของสมาชิกแต่ละคนรวมกัน สามารถนำมาเป็นหลักประกันหุ้นกู้ที่จะออกขายได้ เพราะมีความสม่ำเสมอ และไม่ขึ้นลงแบบหวือหวา ถึงแม้ยอดขายของแต่ละคนเมื่อคิดแยกกันแล้ว จะขึ้นลงแบบหวือหวาก็ตามทีเถอะ

พอคิดถึงจุดนี้ วาณิชธนากรจึงแนะนำให้ทุกคนผนึกกำลังกันโดยการเอารายได้ที่คาดว่าจะเกิดจากเพลงของแต่ละคนในฐานะศิลปินเดี่ยว มาจดจำนองเป็นหลักประกันรวม นอกเหนือไปจากรายได้ที่คาดว่าจะได้จากเพลงของวง ที่คาดว่าจะนำมาเป็นหลักประกันอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระดมทุนของหุ้นกู้งวดนี้ คือนอกจากจะสามารถระดมทุนได้มากกว่าเดิมแล้ว ก็อาจจะได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงขึ้น เนื่องเพราะเมื่อรวมกระแสเงินสดเข้าด้วยกันแล้ว ความเสี่ยงจะลดลง ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะต้องเสียตลอดอายุหุ้นกู้ ให้ลดลงด้วยวิธีการที่วาณิชธนากรแนะนำให้สมาชิกทั้ง 4 นี้ เรียกเป็นภาษาทางเทคนิคว่า Multi-seller Securitization Conduits คือการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นตราสารการเงินโดยการผนึกกำลังกันของผู้ครอบครองทรัพย์สินหลายคนให้เป็นหนึ่งเดียว (ดูแผนภูมิที่ 3 ประกอบ)



ข้อดีประการแรกของการผนึกกำลังกันให้เป็นหนึ่งเดียวก็คือ ช่วยให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่สามารถแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตราสารการเงินได้ด้วยตัวเอง (เพราะคิดต้นทุนแล้วไม่คุ้มหรือตัวเองยังไม่มีเครดิตพอในตลาดทุน) สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนได้ อย่างกรณีของ The Possible นั้น ถ้าเปรียบกับ David Bowie แล้ว รายได้ที่สมาชิกแต่ละคนคาดว่าจะได้จากเพลงของวงและเพลงของตนนั้น เทียบแล้วน้อยกว่า David Bowie (เนื่องเพราะสมาชิกของวงต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้กันคนละ 1 ใน 4 และอัลบั้มเดี่ยวของแต่ละคนก็ขายได้ไม่มากพอ) แต่เมื่อนำของทุกคนมาผนึกกันแล้ว ก็จะดูเป็นกอบเป็นกำขึ้นมาก ดีไม่ดีอาจเทียบกับของ David Bowie ได้ด้วยซ้ำ

ประการต่อมาคือ การผนึกกำลังกันเป็นหนึ่งเดียวจะช่วยลดความเสี่ยงในสายตานักลงทุน เพราะความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการที่กระแสเงินสดรับของแต่ละคนไม่เป็นไปตามเป้าหมายตลอดช่วงอายุหุ้นกู้นั้น จะลดน้อยลงเมื่อนำกระแสเงินรับของแต่ละคนมารวมกัน เพราะมันจะ Cancel Out กันเอง ตามหลักการกระจายความเสี่ยง หรือ Risk Diversification
นอกจากนั้น ความเสี่ยงในเชิงพฤติกรรมในอนาคตของตัวศิลปินเองก็จะน้อยลงด้วย ทั้งนี้เนื่องเพราะพฤติกรรมหรือการประพฤติตัวของศิลปินในฐานะคนมีชื่อเสียงของสังคม (Celebrity) ย่อมต้องส่งผลต่อยอดขายเพลงของพวกเขาอย่างแน่นอน ในกรณีนี้โอกาสที่พฤติกรรมของสมาชิกทั้ง 4 จะเหลวไหลพร้อมกันย่อมยากยิ่งกว่าการที่ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนๆ เดียว

ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสที่สมาชิกทั้ง 4 จะใช้เครือข่ายของตนในการโปรโมทยอดขายเพลงของวงและของกันและกันในอนาคตตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้ ย่อมกว้างขวางและลึกซึ้งกว่าการที่ต่างคนต่างทำของตนเอง

หลังจากขั้นตอนการเตรียมพร้อมแล้ว วาณิชธนากรก็สามารถกำหนดวงเงินของหุ้นกู้ โดยดูจากความต้องการใช้เงินของสมาชิกทั้ง 4 ประกอบกับความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งคำนวณจากกระแสเงินรับที่คาดว่าจะได้จากการผนึกกำลังกันดังว่า และภาวะตลาดในช่วงนั้น

ข้อมูลทั้งหมดก็สามารถนำมาทำ Structured Finance โดยกำหนดหลักประกัน จัดตั้ง SPV ทำการโอนหลักประกันในกระบวนการ True Sale กำหนดอายุของหุ้นกู้ กำหนดอัตราดอกเบี้ย และงวดการชำระเงิน (โดยทั่วไปจะเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่) และเสริมเครดิตหุ้นกู้โดยการเข้าสู่กระบวนการจัดอันดับ หรือใช้การรับประกันเข้าช่วย ฯลฯ จนในที่สุดก็สามารถนำหุ้นกู้ดังกล่าวออกขายให้กับประชาชนทั่วไปได้


สรุป

ถึงแม้ว่าข้อเสนอที่เขียนมาทั้งหมดนี้จะเป็นเพียง Hypothetical Proposal ที่ยังอยู่เพียงบนแผ่นกระดาษ แต่ผมเชื่อว่าในที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็จะต้องเกิดขึ้นจริงในเมืองไทย สักวันหนึ่ง

การกระทำแบบนี้ ถือเป็นการเอาประโยชน์อย่างชาญฉลาดจากระบบทุนนิยมสมัยใหม่ อีกทั้งยังเป็นหนทางที่สังคมทุนนิยมที่ก้าวหน้าในโลกใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation Process) ให้กับสังคมของเขา

ผมยังเชื่ออีกว่าหลังจากบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว Players ในแวดวงการเงินบ้านเราก็จะเริ่มตื่นตัวศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจัง ทั้งบรรดาผู้คุมกฏที่รวมถึงกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอดจนบรรดาวาณิชธนากร นายธนาคาร ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาทางการเงิน นักบัญชี นักภาษีอากร ผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือแม้แต่เจ้าของสินทรัพย์ทางปัญญา เพื่อถางทางไปสู่กระบวนการแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตราสารทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ที่สามารถถือได้ว่าเป็นจุด “Breakthrough Point” แห่งความก้าวหน้าของระบบเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า

แม้ต้วอย่างที่ยกมาข้างต้นจะเป็นตัวอย่างเฉพาะของการแปลงลิขสิทธิ์เพลงเป็นทุนของต่างประเทศเท่านั้น แต่เราก็สามารถนำหลักการดังกล่าวไปใช้กับการแปลง “สิทธิ” หรือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ประเภทอื่นในเมืองไทยได้ไม่ยาก
นับเป็นนิมิตอันดีที่รัฐบาลปัจจุบันถือเอานโยบาย “แปลงสิทธิเป็นทุน” เป็นนโยบายหลักในอนาคตที่จะเป็นตัวเปิดโอกาสในชีวิตให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน (Access to capital) ดังนั้น ผมจึงขอปาวารณาให้กระบวนการแปลงสิทธิเป็นทุนโดยผ่านตราสารการเงินที่แสดงมาโดยสังเขปผ่านกรณีศึกษาของ Bowie Bond ข้างต้น จะถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแสวงหาโอกาสในชีวิตให้กับบรรดา “ผู้มีปัญญาแต่ไม่มีทุน” สืบไปในอนาคต

ขอแสดงความนับถือ



ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

(บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมกราคม 2546 (ดูหมายเหตุต่อท้าย))


หมายเหตุ: ผมเขียนบทความนี้เมื่อปลายปี 2545 และได้ตีพิมพ์ไว้ในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมกราคม 2546 นั้นแล้ว ในหัวข้อ “Financing Thailand: จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน” เนื่องด้วยรัฐบาลในขณะนั้นทำท่าว่าจะสนับสนุนนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนแบบขนานใหญ่ มีการเชิญ Hernando de Soto มาปาฐกถา และส่งผู้บริหารไปดูงานในต่างประเทศรวมถึงโฆษณาประชาสัมพันธ์ถึงแนวคิดนี้เป็นการใหญ่ แต่ด้วยเหตุใดมิอาจทราบได้ เรื่องราวทั้งหมดได้กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปอย่างน่าเสียดาย....

ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาล้วนมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลาง ตลอดจนนักสร้างสรรค์หรือผู้มีปัญญาและใช้ปัญญาทำมาหากินและถือครองทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ (เช่นในธุรกิจที่รัฐบาลทุกยุคเรียกว่า Creative Economy เป็นต้น)

แม้กระนั้น ความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งทุน ก็ยังคงเป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เหล่านั้นอยู่ดี เพราะชีวิตและกระบวนการผลิตของพวกเขาไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก เพียงพอที่จะนำไปจดจำนองกับสถาบันการเงินหรือธนาคารในระบบปัจจุบันได้อย่างถนัดนัก...ปัญหานี้ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก

มาบัดนี้ รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเป็นอนุสนธิของรัฐบาลสมัยโน้น ดูเหมือนจะลุ่มหลงอยู่กับอภิมหาโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานระดับสองล้านล้าน โดยแทบจะไม่เหลือความสนใจให้กับเรื่องอื่น

แน่นอน แม้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นจะช่วยเสริมสร้างกระบวนการสร้างความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง อิฐ หิน ดิน ทราย เหล็ก และราง ที่ย่อมต้องเสื่อมทรามลงวันหนึ่งวันใด

ทว่า การวางรากฐานในตลาดทุน เพื่อเปิดทางให้กับการแปลงสิทธิเป็นทุน ย่อมไม่ถูกกลัดกร่อนลงตามกาลเวลา เพราะมันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีตัวตนแต่กลับจับต้องได้ โดยจะก่อประโยชน์ให้กับกระบวนการสร้างความมั่งคั่งของคนเล็กคนน้อยและนักสร้างสรรค์ที่มีปัญญาเป็นทรัพย์สิน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศอย่างถาวรในระยะยาว โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินให้เป็นภาระของคนรุ่นหลังแม้แต่น้อย

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
ผมได้ปรับปรุงบทความอีกนิดหน่อยและเขียนหมายเหตุนี้เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556



วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความมั่งคั่งในโลกยุคใหม่ Wealth Building Styles






ผมคิดว่า “เศรษฐกิจ” คือกิจกรรมที่มนุษย์เอาประโยชน์จากผิวโลกใบนี้

แน่นอน มนุษย์ย่อมสร้างความมั่งคั่งจากการขุดดิน เพาะปลูก เจาะผิวโลกเพื่อตักแร่ธาตุและน้ำมันขึ้นมาใช้ ตัดต้นไม้ จับปลา และเอาคลื่นในอากาศมาเป็นพาหะของคลื่นเสียง สัญญาณภาพ และไฟล์ข้อมูล

สมัยนานแสนนานมาแล้ว ความรู้ในการเอาประโยชน์จากผิวโลกยังมีน้อย (เราเรียกความรู้แบบนี้ว่า “เทคโนโลยี”) กิจกรรมเศรษฐกิจของมนุษย์จึงจำกัดอยู่แค่การหากินกับป่าหรือหนองน้ำและทะเล (ล่าสัตว์) จนต่อมาก็ขุดดินปลูกพืช (เพาะปลูก หรือต่อมาเรียกว่า “เกษตรกรรม”)

ดังนั้น คนที่โชคดี มีโอกาสเกิดมาและอาศัยอยู่บนผิวโลกในย่านที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมได้เปรียบและสามารถสร้างและสะสมความมั่งคั่งได้ง่ายและมากกว่าคนอื่น

จนต่อมาอีกนาน มนุษย์จึงสามารถสร้างเครื่องจักรและทำการผลิตทีละมากๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม จนต้องขุด เจาะ ตัด ฟัน ดัก และจับ เอาจากผิวโลกมาใช้ทีละมากๆ และในอัตราเร่ง และพัฒนาระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันทั่วทั้งโลก จึงเกิดเป็นความมั่งคั่งสะสมจำนวนมหาศาลเหลือคณานับ

ความมั่งคั่งเหล่านี้นอกจากจะถูกใช้ไปกับการปรนเปรอความสุขให้แก่มนุษย์ผู้สะสมมันแล้ว ยังถูกใช้สร้างกองกำลังเพื่อข่มขู่ คุกคาม เอาเปรียบ และยึดครองทรัพยากรบนผิวโลก และแรงงาน เพื่อให้ได้มาแบบถูกๆ หรือแบบฟรีๆ แล้วนำมาผลิตและขายเพื่อสะสมความมั่งคั่งให้เพิ่มพูนขึ้นไปอีก

เมื่อสักสองร้อยกว่าปีมานี้ มนุษย์ในยุโรปที่มีเชื้อชาติเดียวกันและพูดภาษาเดียวกัน เริ่มมีความรู้สึกอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมาเป็นปึกแผ่น รู้สึกว่าต้องรวมตัวกันเป็นประเทศที่มีอาณาเขตชัดเจนและสร้างระบบปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ และต้องแข่งขันกันสะสมความมั่งคั่งกับชาติอื่นตลอดเวลา

The Wealth of Nations ตีพิมพ์ในปี 1776 ชี้ให้เห็นความรู้สึกชาตินิยมอย่างชัดเจน (สังเกตุคำว่า Nations)

ข้อคิดในหนังสือเล่มนั้นมีอิทธิพลต่อผู้ปกครองของชาติสำคัญๆ ถึงแนวทางในการสร้างและสะสมความมั่งคั่งระดับชาติ

กล่าวง่ายๆ คือรัฐบาลต้องจัดเก็บภาษี แล้วนำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเอื้ออำนวยต่อกระบวนการสร้างความมั่งคั่งในระดับกิจการและปัจเจกชน โดยที่รัฐบาลจะต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจกรรมเหล่านั้น ไม่ไปบังคับให้ราษฎรผลิตสิ่งนั้น ไม่ผลิตสิ่งนี้ ปริวรรตสิ่งนั้น ไม่ปริวรรตสิ่งนี้ บริโภคสิ่งนั้น ไม่บริโภคสิ่งนี้ คือต้องปล่อยให้กลไกตลาดหรือ “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ทำงานของมันเอง  

การตื่นตัวทางการค้าระหว่างประเทศและการผลิตผนวกกับความมั่งคั่งที่สะสมมาได้ระดับหนึ่ง ทำให้เกิดระบบทุนนิยมขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมาก ก็ถูกนำมารับใช้ระบบการผลิตและการค้าในระบบทุนนิยม ทำให้ความมั่งคั่งและแสนยานุภาพของยุโรปเพิ่มพูนขึ้นจนไม่มีใครเทียบได้

ความขัดแย้งในสังคมระหว่างคนรวยกับคนจน ทำให้เกิดลัทธิสังคมนิยมขึ้น Karl Marx ได้เขียนหนังสือ Das Capital ขึ้นในปี 1867 เพื่อตีแผ่ให้เห็นความเลวร้ายของระบบทุนนิยม ซึ่งเจ้าของทุนสะสมความมั่งคั่งโดยการขูดรีดเอาจากเจ้าของแรงงาน

เขาจึงเสนอให้บรรดาผู้เป็นเจ้าของแรงงานทั้งปวง (เรียกว่าชนชั้นกรรมาชีพ) ทำการยึดอำนาจรัฐ แล้วจัดระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการผลิตเสียใหม่ โดยให้ยึดเอาทุนและทรัพย์สินมาเป็นของรัฐให้หมด และหลังจากนั้นก็ค่อยให้รัฐทำการจัดสรรทุนเพื่อการผลิต ปริวรรต และบริโภค คือให้รัฐทำหน้าที่วางแผนเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่เหลือที่ยืนให้กับกลไกตลาดอีกเลย

มีประเทศคอมมิวนิสต์จำนวนมากเคยทดลองจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดของ Marx ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมของตัวเอง ทว่าสุดท้ายก็ล้มเหลว

ปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ล้วนจัดอยู่ระหว่างแนวคิดสองขั้วนี้ทั้งสิ้น คือผสมผสานเอา Chemistry ของกลไกตลาดกับการวางแผนจากส่วนกลางเข้าด้วยกัน โดยบ้างก็เน้นดีกรีการวางแผนมากหน่อย (เรียกว่า “เอียงซ้าย” หรือ ระบบสังคมนิยม) แต่บ้างก็เน้นกลไกตลาดแยะหน่อย (เรียกว่า “เอียงขวา” หรือ ระบบเสรีนิยม) และบ้างก็แบ่งประเทศออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งปล่อยให้กลไกตลาดทำงานและสะสมทุนได้โดยอิสระ แต่อีกซีกหนึ่งยังคงควบคุมเข้มงวด เช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

ประเทศไทยเราใช้ระบบเสรีนิยมมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็มีการวางแผนจากภาครัฐอย่างอ่อนๆ แซมอยู่บ้าง ทว่าเป็นนโยบายแบบ Industrial Policy คล้ายกับญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งหลัง ที่มีการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายและสนับสนุนให้เติบโตอย่างเปิดเผย

รัฐบาลปัจจุบันก็มี Industrial Policy รายจังหวัดเช่นกัน (ดูแผนผังประกอบ)




Corporate Wealth


ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องของแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งระดับประเทศ ซึ่งย่อมเป็นผลรวมของความมั่งคั่งระดับธุรกิจและวิสาหกิจและผู้ประกอบการ

แนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งระดับองค์กรได้พัฒนาขึ้นมากในรอบร้อยปีมานี้

หลักสูตรบริหารธุรกิจและ MBA แพร่กระจายไปทั่วโลกและเติบโตอย่างมากในรอบสี่สิบปีมานี้

ความรู้ทางด้านการเงินและการขยายตัวของตลาดทุนตลอดจนนวัตกรรมทางการเงินช่วยให้กระบวนการสะสมความมั่งคั่งเป็นไปอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เกิดอภิมหาเศรษฐีชั้นใหม่ขึ้นในโลกที่เราเรียกว่า Super Rich

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งในระดับนั้นขึ้นมาได้ด้วยอาศัยตลาดหุ้นและเครื่องมือการเงินใหม่ๆ ที่ใช้ต่อยอดจากผลผลิตอันเกิดขึ้นจริง

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Apple มียอดขายเมื่อปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น 155.97 พันล้านเหรียญฯ และมีกำไรสุทธิเพียง 41.73 พันล้านเหรียญฯ (อันนี้เป็นผลผลิตจริงที่กิจการผลิตสินค้าและขายสินค้าได้ตลอดปี 2555) แต่กลับมีมูลค่าตามราคาตลาด หรือ Market Capitalization (คิดเป็นมูลค่าของกิจการ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ผมเขียนต้นฉบับนี้อยู่ถึง 433.76 พันล้านเหรียญฯ หรือสี่แสนกว่าล้านเหรียญฯ คิดเป็นเงินไทย ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันก็ปาเข้าไปเกือบ 13 ล้านล้านบาท มากกว่า GDP ประเทศไทยทั้งประเทศเสียอีก

จะเห็นว่ามูลค่ากิจการมันมีตัวคูณจากฐานกำไรถึงสิบกว่าเท่า

สมมติว่าพ่อของคุณเป็นเพื่อนกับ Steve Jobs และร่วมถือหุ้นตอนเขาก่อตั้งบริษัทเมื่อหลายสิบปีก่อนอยู่เพียง 1% และคุณก็รักษาสัดส่วนนี้มาจนกระทั่งปัจจุบัน หุ้นของคุณก็จะมีมูลค่าถึง 130,000 ล้าน หรือหนึ่งแสนสามหมึ่นล้านบาท

นี่เพียงแค่ 1% ของหุ้นเพียงบริษัทเดียว!

เห็นหรือยังครับว่าพวกบรรดา Super Rich ที่เที่ยวประมูลภาพเขียนเป็นร้อยล้านพันล้าน มีเรือยอชต์เป็นฝูง และนิยมเขย่าเชมเปญดอมเปอริยองอย่างแพงที่สุด เพื่อฉีดกันเล่นสนุกสนานจนงวดเหลือแค่ก้นขวดไว้ดื่มกันเหล่านั้น มันโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร

ความมั่งคั่งระดับนี้เกิดขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสมัยใหม่ (ที่มีอุตสาหกรรมทางการเงินและตลาดทุนที่ก้าวหน้าตลอดจนมีการสะสมทุนขนาดมโหฬาร) เท่านั้น

ความรู้ทางการเงินจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งยุคใหม่

มีคนจำพวกหนึ่งถึงกับสามารถใช้ชีวิตเสวยสุขไปตลอดชีวิตได้ด้วยการสะสมทุนหรือการระดมทุนจากเงินคนอื่นแล้วเอาเงินนั้นไปต่อเงินด้วยการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องทำงานลงแรงผลิตแต่อย่างใด

พวกเขาตัดตอน โดยให้คนอื่นลงแรงให้แทน ส่วนตัวเองคอยหาโอกาสทำกำไรจาการซื้อหุ้นและตราสารการเงินที่ออกมาขายโดยใช้ผลผลิตและผลิตภาพของฐานแรงงานเหล่านั้น Back Up อีกทอดหนึ่ง พวกเขาทำเช่นนั้นได้ด้วยอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินเป็นหลัก

พวกเขารวยหรือสะสมความมั่งคั่งขึ้นมาด้วยการเล่นกับตัวคูณในตลาดหุ้น

ผู้บริหารยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกนั้น นอกจากจะเก่งในเชิงการบริหารแล้ว พวกเขายังต้องเชี่ยวชาญเรื่องที่พูดมานี้ ซึ่งถือเป็น A MUST สำหรับการสร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการธุรกิจสมัยใหม่และบรรดาผู้ถือหุ้นของพวกเขา

นอกจากพวกเขาจะต้องสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร โดยอาศัยไหวพริบและความเชี่ยวชาญในเชิงบริหารให้เกิดการเติบโต มีกำไร และทรงประสิทธิภาพแล้ว พวกเขายังต้องสร้าง Market Capitalization หรือมูลค่าของกิจการให้สูงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เพราะนั่นเท่ากับความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น ซึ่งกิจการยุคใหม่ย่อมรวมถึงผู้บริหารและพนักงานด้วย

ปัญหาของ Market Cap. มีอยู่อย่างเดียว คือเรายังไม่มีความรู้ที่แม่นยำขนาดเจาะจงลงไปได้ว่าจะสร้างมันมายังไง

ถึงแม้เราจะรู้ว่า Market Cap. เป็นที่มาของความมั่งคั่งของโลกธุรกิจสมัยใหม่ และจะดลบันดาลให้เกิดความสุขทางวัตถุและทรัพย์สฤงคารที่จะตามมา แต่เราก็ไม่มีสูตรสำเร็จที่จะได้มันมา

Market Cap. ยังคงเป็นความลี้ลับของทุน (Mystery of Capital)

แนวทางในการสร้าง Market Cap. ของแต่ละกิจการย่อมไม่เหมือนกัน และผู้บริหารแต่ละคนก็ต่าง Style กัน

Steve Jobs ก็สไตล์หนึ่ง Bill Gates ก็อีกสไตล์หนึ่ง

ดังนั้น เพื่อให้ท่านเกิดไอเดีย เราจึงคัดสรรเอาบทสัมภาษณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นงานชั้นคลาสสิก ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Fortune เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว มาตีพิมพ์ให้ได้อ่านกันอีกครั้งในภาคภาษาไทย (โปรดพลิกไปที่หน้า 87)

มันเป็นบทสัมภาษณ์คู่กันระหว่าง Roberto Goizueta และ Jack Welch

คนหนึ่งเป็นตำนานของ COKE และอีกคนหนึ่งเป็นตำนานของ GE

แต่ทั้งคู่เป็นตำนานของผู้บริหารตลอดกาล

พวกเขาต่างก็สร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการและผู้ถือหุ้นของตน

แต่ต่างคนก็ต่างสไตล์

Coca-cola เป็นกิจการที่ขาย Image แต่ GE ขาย Performance

Coca-cola โฟกัสอยู่กับสินค้าตัวเดียว แต่ GE เล่นตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

แต่เมื่อเจาะลึกเข้าสู่ประเด็นในเชิงของกระบวนการสร้างความมั่งคั่ง พวกเขากลับคิดคล้ายกัน

ถ้าตีประเด็นคำพูดของพวกเขาแตก ท่านผู้อ่านก็จะหยั่งรู้ถึงความลี้ลับของ Market Capitalization ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งของกิจการในโลกสมัยใหม่




Wealth Style ในยุคอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตมาเปลี่ยนวิถีธุรกิจจำนวนมาก เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้พฤติกรรมการบริโภค วิธีการจัดจำหน่าย การชำระเงิน หรือแม้กระทั่งวิถีการผลิต เปลี่ยนแนวไป จึงทำให้วิถีธุรกิจจำต้องเปลี่ยนตาม ทั้งที่พร้อมใจเปลี่ยนและถูกบังคับให้เปลี่ยน

กิจการที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนเมื่อครั้งยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ต่างเติบใหญ่ปรู๊ดปร๊าดกันอย่างรวดเร็วและมั่งคั่งอู้ฟู่กันอย่างมหาศาล Google, Yahoo!, Amazon.com, eBay, Facebook, Groupon, Expedia, iTune Store เป็นต้น

ในขณะที่กิจการซึ่งเคยเป็นยักษ์ใหญ่เดิมเริ่มประสบปัญหา เช่น หนังสือพิมพ์และร้านหนังสือ ทะยอยปิดตัวลงทั่วโลก

อินเทอร์เน็ตสร้างโอกาสให้กับคนเล็กคนน้อย

ช่างฝีมือที่ชอบสร้างของสวยงามประเภท Handmade สามารถเข้าถึงตลาดโลกโดยตรงผ่าน Etzy.com หรือบรรดานักเล่น D-I-Y ก็สามารถผ่านทาง SparkFun.com ได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่สามารถระดมทุนผ่านเว็บไซต์ประเภท Crowdsourcing ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Kickstarter.com, Quirkey.com, Profunding.com, OpenIndie.com, Crowdcube.com, Fundingcircle.com, Microventures.com, Peerbackers, Pozible, Rocky Hub, Co.fundos, FanNextDoor, Appbacker, และ 33 Needs

หรือแม้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาก็สามารถเข้าหาเว็บไซต์ประเภท Microfinance ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบอีกต่อไป ตัวอย่างของเว็บไซต์ประเภทนี้ที่ดังๆ ก็มีเช่น KIVA.com, Buzzbnk, CauseVox, Give.fm, Ioby, MicroPlace, OpenIDEO, Sparked, Sponsume, StartSomeGood

เว็บไซต์พวกนี้ นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อบรรดา SME มาก เพราะช่วยให้กระบวนการสร้างความมั่งคั่งของพวกเขาเป็นจริงเป็นจังขึ้น

ในระดับปัจเจก อินเทอร์เน็ตก็ได้ช่วยและเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นแม่คนหนึ่งที่ผมรู้จัก เธอเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น นับเป็นคนไทยที่มีตำแหน่งสูงสุดที่โรงงานแห่งนั้น แต่โชคร้ายที่ลูกเธอล้มเจ็บลงด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้และรักษาไม่หาย ตระเวนรักษามาทั่วแล้ว ก็ดูเหมือนจะหมดหวัง จนเธอต้องตัดสินใจทิ้งเงินเดือนเป็นแสนเพื่อมาทุ่มเทให้กับการพยาบาลลูก

ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ เธอหันเข้าหาอินเทอร์เน็ต เริ่มหาข้อมูลผ่าน Google ธรรมดาๆ จนพบบทความวิชาการทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคชนิดนี้ และพบกับพ่อแม่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีลูกเป็นโรคชนิดเดียวกัน

เธอเข้าร่วมถกเถียง ค้นคว้า แลกเปลี่ยนข้อมูลกับพ่อแม่กลุ่มนี้ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และทางยาจากทั่วโลกที่อยู่ใน Web Ring อันนั้น

จนสุดท้าย เธอพบยาตัวหนึ่งที่ช่วยให้ลูกเธอดีขึ้น พร้อมกับการรักษาในแบบดุลยภาพบำบัด

ปัจจุบัน อาการของลูกเธอดีวันดีคืน และเธอก็ค้นพบอาชีพใหม่คือเป็นตัวแทนนำเข้ายาตัวนั้นให้กับโรงพยาบาลทั่วไทย

เราจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่าอย่างไร?

จะเรียกว่าอินเทอร์เน็ตกับกระบวนการสร้างความมั่งคั่งได้หรือไม่ เพราะมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองหรือเรื่องสะสมทุนหรือสะสมความมั่งคั่งใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ถ้าคุณไปถามคุณแม่คนนั้น และคุณแม่อีกหลายๆ คนทั่วโลก คุณจะพบว่าประโยชน์ที่อินเทอร์เน็ตให้กับเธอนั้น มันตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย

เมื่อครั้งที่ผมไปปารีสตอนกลางปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับนักศึกษาไทยคนหนึ่ง

น้องคนนี้เป็นคนเก่ง เรียนจบสถาปัตยกรรมศาสตร์จากจุฬาฯ และกำลังจะเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่ Grande Ecole ซึ่งมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในปารีส

น้องคนนี้ส่งตัวเองเรียนโดยขอให้พ่อซื้อคอนโดฯ ย่านพญาไทไว้สองห้อง และตัวเองปล่อยเช่าด้วยการจัดการผ่านเว็บไซต์ Airbnb.com

เขาโชว์ Gantt Chart บน iPad ของเขาให้ผมดูว่าเดือนนั้น ห้องทั้งสองที่กรุงเทพฯ ถูกจองไว้ช่วงไหนบ้าง และจองจากใคร

รายได้จากคอนโดทั้งสองห้องนั้น บางเดือนคิดเป็นเกือบครึ่งแสน

ที่สำคัญ เธอสามารถ Manage ไปจากปารีสได้ โดยที่เมืองไทย เธอขอให้ญาติๆ กัน ช่วยดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยต่างๆ เฉพาะในช่วงเปลี่ยนกะ คือเมื่อผู้เช่ารายเก่าย้ายออก ก่อนที่ผู้เช่ารายใหม่จะเข้าอยู่

ถ้าคุณเปิดดูเว็บไซต์ Airbnb.com หรือดูหน้า Facebook ของกิจการแห่งนั้น คุณจะเห็นทันทีว่าเว็บนี้ Popular และได้ผลมาก เพราะมีคนเอาบ้านและที่อยู่อาศัยประเภทอื่นมาปล่อยเช่า หรือมาแชร์ให้เช่าในช่วงที่ตัวไม่อยู่ กันเป็นจำนวนหลายแสนราย โดยมาจากจำนวนเมืองกว่า 30,000 เมืองใน 192 ประเทศ

โดย Airbnb.com ขอตัดค่าธรรมเนียมเพียงประมาณ 9-15% ของค่าเช่าเท่านั้นเอง แต่มีประกันให้กับเจ้าของบ้านในกรณีที่ผู้เช่าทำข้าวของเสียหายถึงรายละ 50,000 เหรียญฯ

เว็บไซต์ประเภทนี้ยังมีอีกหลายอัน ที่มีชื่อเสียงก็เช่น Roomorama, Wimdu, และ BedyCasa เป็นต้น

ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนที่ท่องอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ คงทราบดีว่าไม่เพียงแต่บ้านช่องเท่านั้นที่คนนิยมเอามาแชร์กันโดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ยังมีของส่วนตัวอีกมากที่นิยมเอามาแชร์ให้เช่ากันเป็นครั้งคราว ในยามที่ตัวเองไม่มีธุระจะใช้ของส่วนตัวเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ (เช่น WhipCar, RelayRides, Tamyca, Wheelz, Getaround, Buzzcar เป็นต้น หรือแบบให้บริการเท็กซี่เช่น Lyft, SideCar, Uber, Weeels) เรือ (Boatbound) รถจักรยาน กล้อง คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรี อุปกรณ์ตกแต่งสวน อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์สนาม หรือแม้แต่ที่จอดรถ ออฟฟิสชั่วคราว เครื่องจักร เพื่อนเที่ยว และหมา (เช่น DogVacay และ Rover เป็นต้น)

สมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นที่พ่วง GPS ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แบบง่ายๆ

เรื่องราวเหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความมั่งคั่งในระดับปัจเจกชนที่จะก่อผลรวมให้เกิดเป็นความมั่งคั่งของสังคมหรือระดับประเทศหรือไม่ หรือเพียงเป็น Business Model ใหม่ที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารสมัยใหม่บันดาลให้เกิดขึ้น

คำตอบต่อคำถามนี้ ไม่ง่ายนัก

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันล้วนเกิดขึ้นแล้ว เป็นความจริง และจับต้องได้

ในกรณีของรถเช่าคอนเซ็ปใหม่นั้น ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง และเคยเขียนเรียบเรียงไว้ให้อ่านมาแล้วเมื่อฉบับมกราคม 2555 (ชื่อเรื่อง "ธุระครอบครัว")

ผมจึงอยากจะขอปิดท้ายบทความนี้ไว้ด้วยล้อมกรอบอันนั้น เพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของบทความที่ว่าด้วยแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย (หมายเหตุ: ท่านผู้อ่านสามารถคลิกอ่านได้ที่หัวเรื่องต่อไปนี้ได้เลย: ธุระครอบครัว)



ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
22 มีนาคม 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2556
(ภาพประกอบ The Iron-rolling Mill โดย Menzel แสดงชีวิตโรงงานฝรั่งในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ชัดมาก)