วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ม็อบไซเบอร์ VS รัฐไซเบอร์



มีแฟชั่นอันหนึ่งระบาดไปทั่วโลก ณ ขณะนี้
แฟชั่น "หน้ากากขาว"
ใครๆ ที่ไม่พอใจรัฐบาล หรือไม่สบอารมณ์ผู้ปกครองและเดือดนักการเมือง ต่างพากันสวมหน้ากากขาวไปประท้วง
ประท้วงทั้งบนท้องถนนและบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ จอแท็ปเล็ท และมือถือ 
Facebook, Line, WhatsApp, Instagram และ Twitter เต็มไปด้วยหน้าขาวๆ หนวดเรียวๆ และปากบางๆ
"หน้ากากขาว" คลาคล่ำไปตั้งแต่หน้า Central World ใจกลางของกรุงเทพฯ จนถึง Gezi Park และ Taksim Square กลางกรุงอิสตันบูล จนถึงท้องถนนและสลัมใน Sao Paulo บราซิล
แม้แต่การประท้วงหมอกควันในอินโดนีเซีย และม็อบต่อต้านการคอรัปชั่นในบัลแกเรีย ก็เต็มไปด้วย "หน้ากากขาว"
ผู้ประท้วงส่วนใหญ่นัดกันผ่านอินเทอร์เน็ต และจะหมายรู้ "วัน วอ เวลา นอ" กันเป็นอย่างดี ว่า Schedule ของแต่ละอาทิตย์จะให้ไปโผล่ที่ไหนเวลาใด เพื่อแอบไม่ให้ฝ่ายบ้านเมืองรู้และวางแผนต่อต้านหรือสลายการประท้วงไว้ก่อนอย่างมีประสิทธิภาพ
จึงไม่แปลกที่จู่ๆ จะมีม็อบหน้ากากขาวไปโผล่ที่นั่นที่นี่โดยไม่มีลางบอกเหตุมาก่อนเลย
ผู้บริหารคนหนึ่งของ Central World ยอมรับกับผมว่า แม้ Central World ได้ประกาศไปแล้วอย่างเป็นทางการว่าจะไม่สนับสนุนการประท้วงของฝ่ายใด แต่ม็อบมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
"บางทีเห็นเดินช็อปปิ้งอยู่ดีๆ พอคล้อยหลังไปหน่อยเดียว พวกก็งัดหน้ากากขาวขึ้นมาสวม กลายเป็นส่วนหนึ่งของม็อบไปเลย" เขากล่าว
นี่แหละผลพวงของ Social Media
“ม็อบไซเบอร์" หรือ "ม็อบกลางอากาศ"
แม้สาเหตุที่ทำให้พวกไม่พอใจ จนต้องลุกขึ้นมาประท้วงจะต่างกัน ทว่าพวกเขามี Agenda คล้ายคลึงกัน และมีลักษณะร่วมที่เหมือนกัน
นั่นคือพวกเขาใช้ Social Networks ในการสื่อสารและระดมคน
ม็อบราชประสงค์ไม่พอใจระบอบทักษิณและต้องการให้ยิ่งลักษณ์ไป ไม่เอาจำนำข้าวและเห็นว่าโครงการน้ำมีนอกมีใน
ม็อบ Taksim Square ไม่พอใจที่ตำรวจทำร้ายผู้ประท้วงอย่างสันติซึ่งตั้งแคมป์อยู่ใน Gezi Park เพียงเพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะสร้างห้างสรรพสินค้าบนพื้นที่แห่งนั้น และเมื่อท่าทีของประธานาธิบดีออกมาประกาศอย่างแข็งกร้าวด้วยแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำผึ้งหยดเดียว
ม็อบ Sao Paulo ไม่พอใจบริการสาธารณะและงบประมาณที่รัฐบาลบราซิลใช้ไปกับการก่อสร้างสเตเดียมและอื่นๆ เพื่อรองรับเทศกาล "ฟุตบอลโลก" ที่กำลังจะมาถึง แล้วเลยลุกลามไปสู่ประเด็นคอรัปชั่นและข้าวของแพง
ม็อบบัลแกเรียตีประเด็นเล่นพรรคเล่นพวก จนนายกรัฐมนตรีต้องปลดผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงเพื่อลดความกดดันลง
พวกเขาสื่อสารกันผ่านอินเทอร์เน็ต
พวกเขาถ่ายรูป ถ่ายคลิป ส่ง SMS ขึ้นโพสต์ และ Share ข้อมูลไปตามเครือข่ายอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจว่าข้อมูลหรือข่าวสารเหล่านั้นเป็นจริงหรือได้รับการตรวจสอบรับรองแล้วหรือไม่อย่างไร
ที่สำคัญ เครือข่ายของพวกเขามักมี "หน้ากากขาว" เป็นสัญญลักษณ์
และแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาม็อบเหล่านี้ล้วนมีพวก "จัดตั้ง" คอยทำงานอยู่ใต้ดินอย่างลับๆ แต่ก็ดูเหมือนว่า พวกเขาจะไม่มี "แกนนำ" หรือ "หัวหน้า" ที่ชัดเจน
หรือว่า "ม็อบไซเบอร์" เป็นม็อบสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมีแกนนำ ไม่จำเป็นต้องมีสนธิ จำลอง หรือเสธ.อ้าย
มีแต่ Guy Fawkes เจ้าของหน้ากากขาวที่แท้จริง ซึ่งกลุ่ม Hacker บางกลุ่ม ได้นำเขามาเป็นสัญญลักษณ์ของกลุ่มคู่กับอักษร "V” (ที่ย่อมาจาก Vendetta) เมื่อหลายสิบปีก่อน และตอนนี้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของม็อบและผู้ประท้วงอำนาจรัฐไปแล้ว
หลายคนในกลุ่มจัดตั้งมักเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดม็อบ จึงสามารถส่งข่าวสารที่สำคัญและจำเป็นอย่างทันการณ์ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ รวมถึงมาตรการความปลอดภัย ตลอดจนการปฏิบัติตัวของผู้ร่วมชุมนุมในสถานการณ์คับขัน เช่นเมื่อถูกปืนฉีดน้ำ กระบอง หรือแก๊สน้ำตา
แม้กระทั่งแผนที่และพิกัด GPS ของเส้นทางที่คาดว่าจะสามารถหลบหนีหรือถอยร่นได้โดยปลอดภัยหากถูกปราบปราม
และอีกหลายคนก็เชี่ยวชาญในการถ่ายทำและตกแต่งตัดต่อภาพและเสียงและคลิป พวกเขาสามารถหามุมถ่าย Footage งามๆ โดนๆ ให้คนทางบ้านที่ยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมม็อบ ได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการและเร้าใจของม็อบ ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นความไม่เอาไหน ความงี่เง่า หรือแม้กระทั่งความโหดร้าย ทารุณ ของฝ่ายรัฐบาล ที่กระทำหรือตระเตรียมจะกระทำต่อม็อบ
น่าเสียดายที่อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมมันมีความเป็นกลางๆ โดยตัวมันเอง ใครจะ Access หรือเอาไปใช้ก็ได้เช่นกัน
ฉะนั้น ในเมื่อฝ่ายม็อบใช้ประโยชน์จากมันได้ ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐก็สามารถเอาประโยชน์จากมันได้เช่นเดียวกัน
ละครฉากนี้จึงยังไม่จบ
อุปมาเหมือน "ละครเถา" ของช่อง 3 ที่ต้องดูกันจนถึงความรักของคุณชายคนสุดท้อง จึงจะประเมินได้ว่าใครได้ใครเสีย และใครสมหวัง ใครผิดหวัง
ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนเล่นเฟสบุ๊คและชอบเข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มการเมืองของฝ่ายต่างๆ และเป็นคนช่างสังเกตหรือชอบสอดรู้สอดเห็นเหมือนพวกเรานักข่าว และได้ลองทำวิจัยด้วยตัวเองไปสักพัก ด้วยการคลิกดูประวัติและที่มาที่ไปบน Timeline ของใครบางคน ท่านก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า ในนั้นจะต้องมีสายสืบของฝ่ายตรงข้ามคอยสอดแนมอยู่เสมอ ที่สำคัญคือ ตำรวจสันติบาล และสมาชิกของหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงของทหาร
บางครั้งคนเหล่านั้นอาจเข้าร่วมแสดงความเห็นหรือให้ข้อมูลบางอย่างเพื่อจงใจพลิกผันสถานการณ์หรือทำลายเกมด้วยการบิดหรือเลือก Timing "ปล่อยของ" ให้เกิด Impact และให้เข้าทางฝ่ายอำนาจรัฐ
เรายังทราบอีกว่า ในหน่วยงานฝ่ายสืบสวนของตำรวจ อย่างน้อยก็ที่หน่วยงานสอบสวนกลางแห่งหนึ่งละ ที่มีหน่วยสืบสวนไซเบอร์ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ดังผลงานการจับตัวกำนันเป๊าะเป็นพยานอยู่
“ตำรวจไซเบอร์" เหล่านี้ นอกจากจะรับแจ้งเบาะแสทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมแล้ว ยังสามารถระบุตัวคนได้จากคลิปภาพหรือคลิปเสียง โดยใช้ซอฟท์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นระบุตัวตน จากการขึ้นจอเปรียบเทียบภาพบุคคลในคลิปกับภาพใบหน้าใกล้เคียงในฐานข้อมูลประชากรได้อย่างรวดเร็ว
ยังไม่ต้องพูดถึงอำนาจในการดักฟังโทรศัพท์ หรือขอแกมบังคับเอาข้อมูลจาก Mobile Operator และ Internet Hosting Providers โดยไม่ให้พวกเรารู้ตัว (ในสหรัฐอเมริกานั้น หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงมีเครื่องมือที่สามารถอัดเสียงการสนทนาทางมือถือจำนวนมากๆ พร้อมกันในคราวเดียว ในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน Operator ด้วยซ้ำ)
เครื่องมือเหล่านี้ อาจช่วยให้ฝ่ายกุมอำนาจรัฐสามารถล่วงรู้ถึงความคิดและความเคลื่อนไหวของทีมจัดตั้งและเครื่อข่ายของฝ่ายม็อบว่าคิดยังไงและจะเดินหมากยังไง หรือถ้าจะเลือกใช้ "วิธีเถื่อน" หรือ "วิธีวิสามัญ" ก็จะสามารถกระทำได้ถูกคน
ว่ากันว่าในสหรัฐอเมริกานั้น เทคโนโลยีของกล้องสอดแนมสมัยใหม่ สามารถ Capture ใบหน้าคนได้ถึง 400 ใบหน้าต่อ 1 วินาที
จึงไม่น่าแปลกใจที่หน่วยงาน Homeland Security และตำรวจ Boston สามารถระบุตัวผู้ก่อการร้ายที่วางระเบิดช่วง Boston Marathon ได้เกือบจะทันทีที่ควันระเบิดจางลง
ยิ่งเดี๋ยวนี้มีหุ่นยนต์สอดแนมหรือ Drone ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ได้ข่าวว่าตำรวจปราบจราจลในหลายประเทศเริ่มติดกล้องรุ่นนั้นกับหุ่นยนต์สอดแนมเพื่อให้บินสอดแนมม็อบแล้วด้วย
ณ ขณะนี้ เรายังมั่งใจได้ว่าหน่วยงานตำรวจสันติบาล หรือหน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปราบจราจลของไทยเรายังไม่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ แต่หลายฝ่าย รวมถึงทหาร ตำรวจ และอัยการ ก็กำลังเสนอแนวคิดอย่างเปิดเผยว่ารัฐบาลต้องลงทุนซื้อ Drone เหล่านั้นมาใช้ได้แล้ว อย่างน้อยก็ในภาคใต้
รู้งี้แล้ว เมื่อท่านผู้อ่านจำเป็นต้องเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองในอนาคต ไม่ว่าจะกับฝ่ายใด ท่านอาจจะต้องตระหนักถึงเทคโนโลยีเหล่านี้
ยิ่งถ้าท่านคิดจะเข้าร่วมกับม็อบที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้กุมอำนาจรัฐอยู่ด้วยแล้ว ท่านยิ่งต้องระวังตัวและทำตัวเนียนมากๆ ไม่ให้ตกเป็นเป้าของเทคโนโลยีดังกล่าว
ถ้าคิดจะถ่ายรูป ถ่ายคลิป ท่านจะต้องระวังไม่ให้เห็นหน้ากันเอง หรืออาจต้องหัดใช้แอพที่ช่วย "เบลอหน้า" หรือ "เบลอเสียง" ไม่ให้ถูกจับได้โดยง่าย
เพราะ "อำนาจรัฐ" เป็นอำนาจที่รุนแรง แม้ผู้ถืออำนาจรัฐจะเป็นคนสุภาพอ่อนหวานโนเนะ ทว่าตัว "อำนาจรัฐ" มันก้าวร้าวรุนแรงและเด็ดขาด การตกเป็นเป้าหมายของ "อำนาจรัฐ" ย่อมเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเสรีภาพ 
ถ้าท่านยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดหน้าชกได้ ก็อย่างเพิ่งถอดหน้ากาก


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
30 มิถุนายน 2556

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความมั่งคั่งในโลกยุคใหม่ Wealth Building Styles




ผมคิดว่า “เศรษฐกิจ” คือกิจกรรมที่มนุษย์เอาประโยชน์จากผิวโลกใบนี้

แน่นอน มนุษย์ย่อมสร้างความมั่งคั่งจากการขุดดิน เพาะปลูก เจาะผิวโลกเพื่อตักแร่ธาตุและน้ำมันขึ้นมาใช้ ตัดต้นไม้ จับปลา และเอาคลื่นในอากาศมาเป็นพาหะของคลื่นเสียง สัญญาณภาพ และไฟล์ข้อมูล

สมัยนานแสนนานมาแล้ว ความรู้ในการเอาประโยชน์จากผิวโลกยังมีน้อย (เราเรียกความรู้แบบนี้ว่า “เทคโนโลยี”) กิจกรรมเศรษฐกิจของมนุษย์จึงจำกัดอยู่แค่การหากินกับป่าหรือหนองน้ำและทะเล (ล่าสัตว์) จนต่อมาก็ขุดดินปลูกพืช (เพาะปลูก หรือต่อมาเรียกว่า “เกษตรกรรม”)

ดังนั้น คนที่โชคดี มีโอกาสเกิดมาและอาศัยอยู่บนผิวโลกในย่านที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมได้เปรียบและสามารถสร้างและสะสมความมั่งคั่งได้ง่ายและมากกว่าคนอื่น

จนต่อมาอีกนาน มนุษย์จึงสามารถสร้างเครื่องจักรและทำการผลิตทีละมากๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม จนต้องขุด เจาะ ตัด ฟัน ดัก และจับ เอาจากผิวโลกมาใช้ทีละมากๆ และในอัตราเร่ง และพัฒนาระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันทั่วทั้งโลก จึงเกิดเป็นความมั่งคั่งสะสมจำนวนมหาศาลเหลือคณานับ

ความมั่งคั่งเหล่านี้นอกจากจะถูกใช้ไปกับการปรนเปรอความสุขให้แก่มนุษย์ผู้สะสมมันแล้ว ยังถูกใช้สร้างกองกำลังเพื่อข่มขู่ คุกคาม เอาเปรียบ และยึดครองทรัพยากรบนผิวโลก และแรงงาน เพื่อให้ได้มาแบบถูกๆ หรือแบบฟรีๆ แล้วนำมาผลิตและขายเพื่อสะสมความมั่งคั่งให้เพิ่มพูนขึ้นไปอีก

เมื่อสักสองร้อยกว่าปีมานี้ มนุษย์ในยุโรปที่มีเชื้อชาติเดียวกันและพูดภาษาเดียวกัน เริ่มมีความรู้สึกอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมาเป็นปึกแผ่น รู้สึกว่าต้องรวมตัวกันเป็นประเทศที่มีอาณาเขตชัดเจนและสร้างระบบปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ และต้องแข่งขันกันสะสมความมั่งคั่งกับชาติอื่นตลอดเวลา

The Wealth of Nations ตีพิมพ์ในปี 1776 ชี้ให้เห็นความรู้สึกชาตินิยมอย่างชัดเจน (สังเกตุคำว่า Nations)

ข้อคิดในหนังสือเล่มนั้นมีอิทธิพลต่อผู้ปกครองของชาติสำคัญๆ ถึงแนวทางในการสร้างและสะสมความมั่งคั่งระดับชาติ

กล่าวง่ายๆ คือรัฐบาลต้องจัดเก็บภาษี แล้วนำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเอื้ออำนวยต่อกระบวนการสร้างความมั่งคั่งในระดับกิจการและปัจเจกชน โดยที่รัฐบาลจะต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจกรรมเหล่านั้น ไม่ไปบังคับให้ราษฎรผลิตสิ่งนั้น ไม่ผลิตสิ่งนี้ ปริวรรตสิ่งนั้น ไม่ปริวรรตสิ่งนี้ บริโภคสิ่งนั้น ไม่บริโภคสิ่งนี้ คือต้องปล่อยให้กลไกตลาดหรือ “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ทำงานของมันเอง  

การตื่นตัวทางการค้าระหว่างประเทศและการผลิตผนวกกับความมั่งคั่งที่สะสมมาได้ระดับหนึ่ง ทำให้เกิดระบบทุนนิยมขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมาก ก็ถูกนำมารับใช้ระบบการผลิตและการค้าในระบบทุนนิยม ทำให้ความมั่งคั่งและแสนยานุภาพของยุโรปเพิ่มพูนขึ้นจนไม่มีใครเทียบได้

ความขัดแย้งในสังคมระหว่างคนรวยกับคนจน ทำให้เกิดลัทธิสังคมนิยมขึ้น Karl Marx ได้เขียนหนังสือ Das Capital ขึ้นในปี 1867 เพื่อตีแผ่ให้เห็นความเลวร้ายของระบบทุนนิยม ซึ่งเจ้าของทุนสะสมความมั่งคั่งโดยการขูดรีดเอาจากเจ้าของแรงงาน

เขาจึงเสนอให้บรรดาผู้เป็นเจ้าของแรงงานทั้งปวง (เรียกว่าชนชั้นกรรมาชีพ) ทำการยึดอำนาจรัฐ แล้วจัดระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการผลิตเสียใหม่ โดยให้ยึดเอาทุนและทรัพย์สินมาเป็นของรัฐให้หมด และหลังจากนั้นก็ค่อยให้รัฐทำการจัดสรรทุนเพื่อการผลิต ปริวรรต และบริโภค คือให้รัฐทำหน้าที่วางแผนเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่เหลือที่ยืนให้กับกลไกตลาดอีกเลย

มีประเทศคอมมิวนิสต์จำนวนมากเคยทดลองจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดของ Marx ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมของตัวเอง ทว่าสุดท้ายก็ล้มเหลว

ปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ล้วนจัดอยู่ระหว่างแนวคิดสองขั้วนี้ทั้งสิ้น คือผสมผสานเอา Chemistry ของกลไกตลาดกับการวางแผนจากส่วนกลางเข้าด้วยกัน โดยบ้างก็เน้นดีกรีการวางแผนมากหน่อย (เรียกว่า “เอียงซ้าย” หรือ ระบบสังคมนิยม) แต่บ้างก็เน้นกลไกตลาดแยะหน่อย (เรียกว่า “เอียงขวา” หรือ ระบบเสรีนิยม) และบ้างก็แบ่งประเทศออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งปล่อยให้กลไกตลาดทำงานและสะสมทุนได้โดยอิสระ แต่อีกซีกหนึ่งยังคงควบคุมเข้มงวด เช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

ประเทศไทยเราใช้ระบบเสรีนิยมมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็มีการวางแผนจากภาครัฐอย่างอ่อนๆ แซมอยู่บ้าง ทว่าเป็นนโยบายแบบ Industrial Policy คล้ายกับญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งหลัง ที่มีการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายและสนับสนุนให้เติบโตอย่างเปิดเผย

รัฐบาลปัจจุบันก็มี Industrial Policy รายจังหวัดเช่นกัน (ดูแผนผังประกอบ)



Corporate Wealth

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องของแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งระดับประเทศ ซึ่งย่อมเป็นผลรวมของความมั่งคั่งระดับธุรกิจและวิสาหกิจและผู้ประกอบการ

แนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งระดับองค์กรได้พัฒนาขึ้นมากในรอบร้อยปีมานี้

หลักสูตรบริหารธุรกิจและ MBA แพร่กระจายไปทั่วโลกและเติบโตอย่างมากในรอบสี่สิบปีมานี้

ความรู้ทางด้านการเงินและการขยายตัวของตลาดทุนตลอดจนนวัตกรรมทางการเงินช่วยให้กระบวนการสะสมความมั่งคั่งเป็นไปอย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เกิดอภิมหาเศรษฐีชั้นใหม่ขึ้นในโลกที่เราเรียกว่า Super Rich

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งในระดับนั้นขึ้นมาได้ด้วยอาศัยตลาดหุ้นและเครื่องมือการเงินใหม่ๆ ที่ใช้ต่อยอดจากผลผลิตอันเกิดขึ้นจริง

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Apple มียอดขายเมื่อปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น 155.97 พันล้านเหรียญฯ และมีกำไรสุทธิเพียง 41.73 พันล้านเหรียญฯ (อันนี้เป็นผลผลิตจริงที่กิจการผลิตสินค้าและขายสินค้าได้ตลอดปี 2555) แต่กลับมีมูลค่าตามราคาตลาด หรือ Market Capitalization (คิดเป็นมูลค่าของกิจการ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ผมเขียนต้นฉบับนี้อยู่ถึง 433.76 พันล้านเหรียญฯ หรือสี่แสนกว่าล้านเหรียญฯ คิดเป็นเงินไทย ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันก็ปาเข้าไปเกือบ 13 ล้านล้านบาท มากกว่า GDP ประเทศไทยทั้งประเทศเสียอีก

จะเห็นว่ามูลค่ากิจการมันมีตัวคูณจากฐานกำไรถึงสิบกว่าเท่า

สมมติว่าพ่อของคุณเป็นเพื่อนกับ Steve Jobs และร่วมถือหุ้นตอนเขาก่อตั้งบริษัทเมื่อหลายสิบปีก่อนอยู่เพียง 1% และคุณก็รักษาสัดส่วนนี้มาจนกระทั่งปัจจุบัน หุ้นของคุณก็จะมีมูลค่าถึง 130,000 ล้าน หรือหนึ่งแสนสามหมึ่นล้านบาท

นี่เพียงแค่ 1% ของหุ้นเพียงบริษัทเดียว!

เห็นหรือยังครับว่าพวกบรรดา Super Rich ที่เที่ยวประมูลภาพเขียนเป็นร้อยล้านพันล้าน มีเรือยอชต์เป็นฝูง และนิยมเขย่าเชมเปญดอมเปอริยองอย่างแพงที่สุด เพื่อฉีดกันเล่นสนุกสนานจนงวดเหลือแค่ก้นขวดไว้ดื่มกันเหล่านั้น มันโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร

ความมั่งคั่งระดับนี้เกิดขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสมัยใหม่ (ที่มีอุตสาหกรรมทางการเงินและตลาดทุนที่ก้าวหน้าตลอดจนมีการสะสมทุนขนาดมโหฬาร) เท่านั้น

ความรู้ทางการเงินจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งยุคใหม่

มีคนจำพวกหนึ่งถึงกับสามารถใช้ชีวิตเสวยสุขไปตลอดชีวิตได้ด้วยการสะสมทุนหรือการระดมทุนจากเงินคนอื่นแล้วเอาเงินนั้นไปต่อเงินด้วยการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องทำงานลงแรงผลิตแต่อย่างใด

พวกเขาตัดตอน โดยให้คนอื่นลงแรงให้แทน ส่วนตัวเองคอยหาโอกาสทำกำไรจาการซื้อหุ้นและตราสารการเงินที่ออกมาขายโดยใช้ผลผลิตและผลิตภาพของฐานแรงงานเหล่านั้น Back Up อีกทอดหนึ่ง พวกเขาทำเช่นนั้นได้ด้วยอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินเป็นหลัก

พวกเขารวยหรือสะสมความมั่งคั่งขึ้นมาด้วยการเล่นกับตัวคูณในตลาดหุ้น

ผู้บริหารยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกนั้น นอกจากจะเก่งในเชิงการบริหารแล้ว พวกเขายังต้องเชี่ยวชาญเรื่องที่พูดมานี้ ซึ่งถือเป็น A MUST สำหรับการสร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการธุรกิจสมัยใหม่และบรรดาผู้ถือหุ้นของพวกเขา

นอกจากพวกเขาจะต้องสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร โดยอาศัยไหวพริบและความเชี่ยวชาญในเชิงบริหารให้เกิดการเติบโต มีกำไร และทรงประสิทธิภาพแล้ว พวกเขายังต้องสร้าง Market Capitalization หรือมูลค่าของกิจการให้สูงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เพราะนั่นเท่ากับความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น ซึ่งกิจการยุคใหม่ย่อมรวมถึงผู้บริหารและพนักงานด้วย

ปัญหาของ Market Cap. มีอยู่อย่างเดียว คือเรายังไม่มีความรู้ที่แม่นยำขนาดเจาะจงลงไปได้ว่าจะสร้างมันมายังไง

ถึงแม้เราจะรู้ว่า Market Cap. เป็นที่มาของความมั่งคั่งของโลกธุรกิจสมัยใหม่ และจะดลบันดาลให้เกิดความสุขทางวัตถุและทรัพย์สฤงคารที่จะตามมา แต่เราก็ไม่มีสูตรสำเร็จที่จะได้มันมา

Market Cap. ยังคงเป็นความลี้ลับของทุน (Mystery of Capital)

แนวทางในการสร้าง Market Cap. ของแต่ละกิจการย่อมไม่เหมือนกัน และผู้บริหารแต่ละคนก็ต่าง Style กัน

Steve Jobs ก็สไตล์หนึ่ง Bill Gates ก็อีกสไตล์หนึ่ง

ดังนั้น เพื่อให้ท่านเกิดไอเดีย เราจึงคัดสรรเอาบทสัมภาษณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นงานชั้นคลาสสิก ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Fortune เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว มาตีพิมพ์ให้ได้อ่านกันอีกครั้งในภาคภาษาไทย (โปรดพลิกไปที่หน้า 87)

มันเป็นบทสัมภาษณ์คู่กันระหว่าง Roberto Goizueta และ Jack Welch

คนหนึ่งเป็นตำนานของ COKE และอีกคนหนึ่งเป็นตำนานของ GE

แต่ทั้งคู่เป็นตำนานของผู้บริหารตลอดกาล

พวกเขาต่างก็สร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการและผู้ถือหุ้นของตน

แต่ต่างคนก็ต่างสไตล์

Coca-cola เป็นกิจการที่ขาย Image แต่ GE ขาย Performance

Coca-cola โฟกัสอยู่กับสินค้าตัวเดียว แต่ GE เล่นตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

แต่เมื่อเจาะลึกเข้าสู่ประเด็นในเชิงของกระบวนการสร้างความมั่งคั่ง พวกเขากลับคิดคล้ายกัน

ถ้าตีประเด็นคำพูดของพวกเขาแตก ท่านผู้อ่านก็จะหยั่งรู้ถึงความลี้ลับของ Market Capitalization ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งของกิจการในโลกสมัยใหม่



Wealth Style ในยุคอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตมาเปลี่ยนวิถีธุรกิจจำนวนมาก เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้พฤติกรรมการบริโภค วิธีการจัดจำหน่าย การชำระเงิน หรือแม้กระทั่งวิถีการผลิต เปลี่ยนแนวไป จึงทำให้วิถีธุรกิจจำต้องเปลี่ยนตาม ทั้งที่พร้อมใจเปลี่ยนและถูกบังคับให้เปลี่ยน

กิจการที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนเมื่อครั้งยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ต่างเติบใหญ่ปรู๊ดปร๊าดกันอย่างรวดเร็วและมั่งคั่งอู้ฟู่กันอย่างมหาศาล Google, Yahoo!, Amazon.com, eBay, Facebook, Groupon, Expedia, iTune Store เป็นต้น

ในขณะที่กิจการซึ่งเคยเป็นยักษ์ใหญ่เดิมเริ่มประสบปัญหา เช่น หนังสือพิมพ์และร้านหนังสือ ทะยอยปิดตัวลงทั่วโลก

อินเทอร์เน็ตสร้างโอกาสให้กับคนเล็กคนน้อย

ช่างฝีมือที่ชอบสร้างของสวยงามประเภท Handmade สามารถเข้าถึงตลาดโลกโดยตรงผ่าน Etzy.com หรือบรรดานักเล่น D-I-Y ก็สามารถผ่านทาง SparkFun.com ได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่สามารถระดมทุนผ่านเว็บไซต์ประเภท Crowdsourcing ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Kickstarter.com, Quirkey.com, Profunding.com, OpenIndie.com, Crowdcube.com, Fundingcircle.com, Microventures.com, Peerbackers, Pozible, Rocky Hub, Co.fundos, FanNextDoor, Appbacker, และ 33 Needs

หรือแม้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาก็สามารถเข้าหาเว็บไซต์ประเภท Microfinance ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบอีกต่อไป ตัวอย่างของเว็บไซต์ประเภทนี้ที่ดังๆ ก็มีเช่น KIVA.com, Buzzbnk, CauseVox, Give.fm, Ioby, MicroPlace, OpenIDEO, Sparked, Sponsume, StartSomeGood

เว็บไซต์พวกนี้ นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อบรรดา SME มาก เพราะช่วยให้กระบวนการสร้างความมั่งคั่งของพวกเขาเป็นจริงเป็นจังขึ้น

ในระดับปัจเจก อินเทอร์เน็ตก็ได้ช่วยและเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นแม่คนหนึ่งที่ผมรู้จัก เธอเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น นับเป็นคนไทยที่มีตำแหน่งสูงสุดที่โรงงานแห่งนั้น แต่โชคร้ายที่ลูกเธอล้มเจ็บลงด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่ได้และรักษาไม่หาย ตระเวนรักษามาทั่วแล้ว ก็ดูเหมือนจะหมดหวัง จนเธอต้องตัดสินใจทิ้งเงินเดือนเป็นแสนเพื่อมาทุ่มเทให้กับการพยาบาลลูก

ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ เธอหันเข้าหาอินเทอร์เน็ต เริ่มหาข้อมูลผ่าน Google ธรรมดาๆ จนพบบทความวิชาการทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคชนิดนี้ และพบกับพ่อแม่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีลูกเป็นโรคชนิดเดียวกัน

เธอเข้าร่วมถกเถียง ค้นคว้า แลกเปลี่ยนข้อมูลกับพ่อแม่กลุ่มนี้ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และทางยาจากทั่วโลกที่อยู่ใน Web Ring อันนั้น

จนสุดท้าย เธอพบยาตัวหนึ่งที่ช่วยให้ลูกเธอดีขึ้น พร้อมกับการรักษาในแบบดุลยภาพบำบัด

ปัจจุบัน อาการของลูกเธอดีวันดีคืน และเธอก็ค้นพบอาชีพใหม่คือเป็นตัวแทนนำเข้ายาตัวนั้นให้กับโรงพยาบาลทั่วไทย

เราจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่าอย่างไร?

จะเรียกว่าอินเทอร์เน็ตกับกระบวนการสร้างความมั่งคั่งได้หรือไม่ เพราะมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองหรือเรื่องสะสมทุนหรือสะสมความมั่งคั่งใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ถ้าคุณไปถามคุณแม่คนนั้น และคุณแม่อีกหลายๆ คนทั่วโลก คุณจะพบว่าประโยชน์ที่อินเทอร์เน็ตให้กับเธอนั้น มันตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย

เมื่อครั้งที่ผมไปปารีสตอนกลางปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับนักศึกษาไทยคนหนึ่ง

น้องคนนี้เป็นคนเก่ง เรียนจบสถาปัตยกรรมศาสตร์จากจุฬาฯ และกำลังจะเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่ Grande Ecole ซึ่งมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในปารีส

น้องคนนี้ส่งตัวเองเรียนโดยขอให้พ่อซื้อคอนโดฯ ย่านพญาไทไว้สองห้อง และตัวเองปล่อยเช่าด้วยการจัดการผ่านเว็บไซต์ Airbnb.com

เขาโชว์ Gantt Chart บน iPad ของเขาให้ผมดูว่าเดือนนั้น ห้องทั้งสองที่กรุงเทพฯ ถูกจองไว้ช่วงไหนบ้าง และจองจากใคร

รายได้จากคอนโดทั้งสองห้องนั้น บางเดือนคิดเป็นเกือบครึ่งแสน

ที่สำคัญ เธอสามารถ Manage ไปจากปารีสได้ โดยที่เมืองไทย เธอขอให้ญาติๆ กัน ช่วยดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยต่างๆ เฉพาะในช่วงเปลี่ยนกะ คือเมื่อผู้เช่ารายเก่าย้ายออก ก่อนที่ผู้เช่ารายใหม่จะเข้าอยู่

ถ้าคุณเปิดดูเว็บไซต์ Airbnb.com หรือดูหน้า Facebook ของกิจการแห่งนั้น คุณจะเห็นทันทีว่าเว็บนี้ Popular และได้ผลมาก เพราะมีคนเอาบ้านและที่อยู่อาศัยประเภทอื่นมาปล่อยเช่า หรือมาแชร์ให้เช่าในช่วงที่ตัวไม่อยู่ กันเป็นจำนวนหลายแสนราย โดยมาจากจำนวนเมืองกว่า 30,000 เมืองใน 192 ประเทศ

โดย Airbnb.com ขอตัดค่าธรรมเนียมเพียงประมาณ 9-15% ของค่าเช่าเท่านั้นเอง แต่มีประกันให้กับเจ้าของบ้านในกรณีที่ผู้เช่าทำข้าวของเสียหายถึงรายละ 50,000 เหรียญฯ

เว็บไซต์ประเภทนี้ยังมีอีกหลายอัน ที่มีชื่อเสียงก็เช่น Roomorama, Wimdu, และ BedyCasa เป็นต้น

ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนที่ท่องอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ คงทราบดีว่าไม่เพียงแต่บ้านช่องเท่านั้นที่คนนิยมเอามาแชร์กันโดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ยังมีของส่วนตัวอีกมากที่นิยมเอามาแชร์ให้เช่ากันเป็นครั้งคราว ในยามที่ตัวเองไม่มีธุระจะใช้ของส่วนตัวเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ (เช่น WhipCar, RelayRides, Tamyca, Wheelz, Getaround, Buzzcar เป็นต้น หรือแบบให้บริการเท็กซี่เช่น Lyft, SideCar, Uber, Weeels) เรือ (Boatbound) รถจักรยาน กล้อง คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรี อุปกรณ์ตกแต่งสวน อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์สนาม หรือแม้แต่ที่จอดรถ ออฟฟิสชั่วคราว เครื่องจักร เพื่อนเที่ยว และหมา (เช่น DogVacay และ Rover เป็นต้น)

สมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นที่พ่วง GPS ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แบบง่ายๆ

เรื่องราวเหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความมั่งคั่งในระดับปัจเจกชนที่จะก่อผลรวมให้เกิดเป็นความมั่งคั่งของสังคมหรือระดับประเทศหรือไม่ หรือเพียงเป็น Business Model ใหม่ที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารสมัยใหม่บันดาลให้เกิดขึ้น

คำตอบต่อคำถามนี้ ไม่ง่ายนัก

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันล้วนเกิดขึ้นแล้ว เป็นความจริง และจับต้องได้

ในกรณีของรถเช่าคอนเซ็ปใหม่นั้น ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง และเคยเขียนเรียบเรียงไว้ให้อ่านมาแล้วเมื่อฉบับมกราคม 2555 (ชื่อเรื่อง "ธุระครอบครัว")

ผมจึงอยากจะขอปิดท้ายบทความนี้ไว้ด้วยล้อมกรอบอันนั้น เพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของบทความที่ว่าด้วยแนวคิดในการสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย (หมายเหตุ: ท่านผู้อ่านสามารถคลิกอ่านได้ที่หัวเรื่องต่อไปนี้ได้เลย: ธุระครอบครัว)


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
22 มีนาคม 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2556


(ภาพประกอบ The Iron-rolling Mill โดย Menzel แสดงชีวิตโรงงานฝรั่งในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ชัดมาก)