วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

วิสัยทัศน์อภิสิทธิ์ : A Lucky PM



อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนโชคดีตั้งแต่เกิด

เขาไม่จำเป็นต้องทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างจริงจัง เพราะพ่อแม่หาไว้ให้หมดทุกอย่างแล้ว

พ่อของเขาเป็นคนมองการณ์ไกล และได้ให้การศึกษาแบบที่ดีที่สุดในโลกแก่เขา เป็นการศึกษาแบบที่ให้กับลูกหลาน Aristocrat ของอังกฤษ และแม้เขาจะไม่ได้พำนักอยู่ที่วิทยาลัย Christ Church สมัยเรียน Oxford แต่ St.John’s College กับดีกรี Modern Great ก็เกินพอแล้วสำหรับเมืองไทย

เป้าหมายของเขาจึงมีอันเดียวคือ “การเมือง” และเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ไม่ต้องว็อกแว็ก ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องปันใจให้เรื่องอื่น

เขาคล้ายๆ ฮิตเลอร์หรือเลนิน ที่คิดแต่เรื่องการเมืองและหนทางขึ้นสู่อำนาจ เป็นพวก Single Mission อย่างมุ่งมั่น กัดติด ไม่ลดละ

ดังนั้น ก่อนขึ้นสู่อำนาจ เขาจึงต้องครองตัว ครองภาพลักษณ์ ให้ใสสะอาดหมดจด สูตรสำเร็จของเขาคือ No Sex, No Drink, No Scandal, No Affair, Rare Interview”

สำหรับเขาแล้ว อามิสสินจ้างเล็กๆ น้อยๆ แลสินบาท คาดสินบน จึงไม่มีความหมาย

เขายังโชคดีที่เกิดมาเป็นคนรูปงาม

หน้าตาเกลี้ยงเกลา กระดูกโครงหน้าเล็กและลูกกระเดือกสวยพองาม รูปร่างสันทัด ไม่สูงมาก ไม่อ้วน ช่วงบนและล่างได้สัดส่วน แข็งแรงแบบนักฟุตบอล แลดูกระฉบับกระเฉง ไม่อุ้ยอ้าย มีกำลังวังชา มีพลังชีวิต แถมยังแต่งตัวขึ้น

เขาจึงเหมาะมากกับงาน PR และเขาก็เข้าใจจุดแข็งตรงนี้ของเขา จึงสามารถเล่นกับ “สื่อ” ได้อย่างเกิดผลดีเกินคาด

ไม่ว่าเทคโนโลยีทางด้านสื่อสารจะพัฒนาก้าวไกลไปเพียงใด เขาก็สามารถเอาประโยชน์จากมัน หันเหให้มันมารับใช้เขาได้เสมอ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ โดยเฉพาะออนไลน์นั้น เขามีทีมงานที่ดีคอยติดตามประเมินผลค่อนข้างละเอียดและใกล้ชิด อย่างช่วงวิกฤติที่ผ่านมา เราเคยโพสต์รูปเขาขึ้น Facebook ของนิตยสาร MBA (Mbamagazine Wiki และ MBA_Magazine) แล้วยกคำของ William Butler Yeats มากำกับว่า “The innocent and the beautiful / Have no enemy but time.” เพียงเท่านี้ ก็มีคนมาอ้างกับเราภายหลังว่าเขาและทีมงานก็รู้ แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ถือเป็นเรื่องตลกโปกฮาไป แบบเพื่อนฝูงเตือนกันก็ต้องฟัง

นอกจากนั้น เขายังรู้จักพูด รู้จักเลือกคำ เลือกประโยค ไม่น้อยไป ไม่มากไป และหลีกเลี่ยงการทับศัพท์ภาษาอังกฤษ

แต่ข้อเสียของเขาคือ เขาขาดจินตนาการ ขาดลีลาพริ้วไหว ขาดสีสัน สไตล์ของเขาจึงออก Monotone และน่าเบื่อในบางครั้ง

เขาไม่มี National Grandeur Strategies หรือ Agenda Grandeur อะไรเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกับนายกรัฐมนตรีคนสำคัญๆ ก่อนหน้านี้ เช่น “โชติช่วงชัชวาล” “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” “ประเทศไทยจะต้องยิ่งใหญ่ และมีแผนเชิงยุทธ์” “เศรษฐกิจพอเพียง” “เสริมสร้างความสามารถเชิงแข่งขันของประเทศ” “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” “ทำสงครามกับยาเสพติดและความยากจน” หรือแม้แต่ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” “ต้องเอาคนดีมีคุณธรรมมาปกครอง” “สร้างรากฐานประชาธิปไตย โดยส่งเสริมคนดี” “แผนแม่บทประชาธิปไตย” และ “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” ฯลฯ

ความโชคดีของเขาอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องทีมงานและความช่วยเหลือเกื้อกูลที่ได้รับจากคนรอบข้าง

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปก่อนหน้านี้เป็นเวลานานว่าเขาถูก Groom ให้ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจึงมีลักษณะของแม่เหล็กอยู่ในตัว ดังนั้นทีมงานและผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เขาก็ไม่ได้เป็นคนจัดหามา คนเก่งๆ จำนวนมาก ถ้าไม่ใช่ทีมที่ผู้อาวุโสรุ่นก่อนหน้าเขาสร้างไว้ให้ ก็สมัครใจมาทำงานให้เขาเอง โดยที่เขาไม่ต้องเหนื่อยยาก ไปควานหาแล้วปั้นหรือร่วมทุกข์ร่วมสุขขึ้นมาด้วยกัน อีกทั้งผู้ใหญ่และเครือข่ายของพ่อเขาก็ช่วยเหลืออุ้มชูเขา ท่ามกลางการเอาใจช่วยของคนในสังคมไทย ทั้งแอบเอาใจช่วยและแบบเปิดเผย

เมื่อเห็นเขาเข้าสู่อำนาจได้สำเร็จ แม้อาจจะโดยวิธีไม่ปรกติและสง่างามนัก แต่ก็สมหวังกับที่รอคอยมานาน ตอนแรกเราก็นึกว่าจะถึงคราวเคราะห์ของเขาเสียแล้ว และลักขณาแห่งความโชคดีที่ติดตัวมาแต่เกิดจะช่วยอะไรเขาไม่ได้อีกต่อไป

ที่ไหนได้ เราเข้าใจผิดถนัด!

ในช่วงวิกฤติที่สุดนั้น ฝ่ายเสื้อแดงดันเดินเกมผิดพลาด ประกอบกับการกระทำอันอุอาจเยี่ยงโจรของซีกเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ จนสถานการณ์กลับกลายพลิกผัน มาเป็นลูกไก่ในกำมือเขา ให้เขาบทขยี้ได้โดยไม่มี War Guilt

เขาจึงทำสงคามกับฝ่ายอธรรม เป็น "ธรรมาธรรมะสงคราม" อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงจากผู้ใหญ่ที่กุมอำนาจที่แท้จริงของประเทศ

ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา เขาบริหารประเทศแบบข้าราชการ ไม่ต่างไปจากวิธีการเดิมๆ และแบบแผนประเพณีเดิมๆ ที่ทำกันมาในแวดวงราชการไทย เขาพยายามรักษาจังหวะจะโคน ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป เอาใจทุกกลุ่ม ประนีประนอม เมื่อไม่ถึงเวลาก็ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า ให้เกียรติทีมงาน และที่สำคัญคือพยายามไม่ให้ตัวเองเด่นดังเกินไป

จุดอ่อนของเขาคือเรื่องทางมหาดไทยและเรื่องทางทหาร

แม้เขาจะได้รับการศึกษามาดี รู้เรื่องเศรษฐกิจและความเป็นไปของโลกทะลุปรุโปร่ง Well Informed ทว่า เรื่องทางมหาดไทยและทางทหารนับเป็นจุดบอดของเขาที่เขาต้องศึกษาเพิ่มเติมอย่างหนักถ้าต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีและสำเร็จ เขาต้องรู้เรื่องประเทศไทยที่นอกเหนือกรุงเทพฯ ให้มากกว่านี้ ต้องรู้จักสังคมไทยที่ไม่ใช่สังคมชั้นสูงและชั้นกลางให้ดีกว่านี้ และต้องรู้เรื่องทางทหารและการป้องกันประเทศสมัยใหม่อย่างลึกซึ้ง แม้แต่อาวุธยุโธปกรณ์และเทคโนโลยีด้านนี้ ตลอดจนข่าวกรองและ Spy ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยคอยฟังจากข้าราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว

แต่เนื่องจาก Theme ของ MBA ฉบับนี้ เราว่าด้วยเรื่อง Vision และถึงแม้เราจะเคยสัมภาษณ์เขามาก่อนตอนที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ครั้งนี้ไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ เราจึงใช้วิธีอ่านจากเอกสารว่าตั้งแต่เขาเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เขาได้แสดงวิสัยทัศน์อันใดที่มีลักษณะ Original ไม่ลอกเลียนแบบมา และเป็น Innovation หรือ Creative Solutions สำหรับประเทศไทยในระยะยาวหรือไม่อย่างไร

เราไม่พบอะไรที่น่ากล่าวถึงรายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่เขาแสดงมาในฐานะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีวิสัยทัศน์ เขามีแต่ไม่แสดงออกมากนัก เขาเป็นนักการเมืองอาชีพ ที่ไม่ต้องการพูดอะไรล้ำสมัย หรือหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่ต้องผูกมัดตัวเอง และผลของมันก็อาจทำให้คนบางกลุ่มพอใจแต่กลุ่มอื่นหนักใจ เขาต้องพยายามเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทุกกลุ่ม

ที่สำคัญ เขาไม่ต้องการทำตัวเด่น ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องถ่อมตน เพราะบทเรียนทำนองนี้มีให้เห็นมาแล้วอย่างเจ็บปวด

Margaret Thatcher อดีตสาวอ็อกฟอร์ด (Somerville College) และอดีตนายกรัฐมนตรีที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของอังกฤษ และร่วมสมัยกับช่วง Formative Years ของอภิสิทธิ์ขณะที่กำลังเรียนอยู่ในอังกฤษนั้น เคยกล่าวไว้ว่า "Good PM's must have the ability to get their big simple ideas across to the public."

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มากด้วย Simple Idea แต่ไม่มี Big Idea



ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์: ขวัญเอ๋ยขวัญมา




สมัยที่ยังมีสถานะเป็น “มือขวา” ของ ทักษิณ ชินวัตร อยู่นั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (ซึ่งผมเรียกว่า “อาจารย์”) เป็นดาวเด่นในสายตาสื่อมวลชน ถนนทุกสายย่อมมุ่งหาอาจารย์ ทั้งนักธุรกิจใหญ่น้อย ข้าราชการ นักการเมือง คอลัมนิสต์ ผู้มีอิทธิพล ปัญญาชน เอ็นจีโอ ฝ่ายก้าวหน้า และนักการฑูตต่างประเทศ หรือแม้แต่บรรดาศัตรูของทักษิณ ล้วนเชื่อว่าอาจารย์จะเป็น “ทายาททางการเมือง” ของทักษิณในอนาคต


หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษต่างเรียกอาจารย์ว่า Protege


ก่อนหน้านั้น อาจารย์ก็เป็นกุนซือของทักษิณอยู่แล้ว แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่บรรดา “วงใน” ต่างรู้กันดีว่าอาจารย์คือ “ของจริง” ประเภทที่ฝรั่งเรียกว่า The Panjandrum นั่นแหละ

อาจารย์เป็นกุนซือที่เยี่ยม แต่เมื่อมาเป็นนักการเมือง นิสัยบางอย่างของอาจารย์เองกลับกลายมาเป็นจุดอ่อน ทั้งๆ ที่ปูมหลังและภาพลักษณ์ของอาจารย์เป็นพวกน้ำดี ทะลุปรุโปร่งถึงความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกและไทย น่าจะฝึกเป็นผู้นำที่ดีและให้ความหวังกับสังคมไทยได้ในอนาคต


โดยส่วนตัว อาจารย์เป็นคนประเภทเฉลียวฉลาดมาก มัธยัสถ์ ลึกซึ้ง ระวังตัว รู้จักสร้างและรักษา Connection เก็บงำความรู้สึก ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่เห็นใจ ไม่เศร้าใจ ไม่ลิงโลด ชอบหยั่งใจคน คำณวนผลได้เสีย เก็งประโยชน์ เก็งผลลัพธ์ แล้วค่อยต่อรอง แต่ก็ปฏิภาณดี และปัญญาสูง พูดเก่ง เขียนกระชับ Sharp ชอบเล่าเรื่องจีนๆ ด้วยสำเนียงออกจีนแต่ก็มีแง่คิด กินใจ Smart บุคลิกดี แต่งตัวดี มีเสน่ห์ คล้ายดารา ใครได้โอภาปราศรัยด้วย แม้เพียงน้อยนิด เป็นต้องนิยมชมชอบ


ทว่า เมื่อมาเป็นนักการเมืองที่อยู่ท่ามกลางลำแสงแห่ง Limelight ตลอดเวลา โดยมีสถานะจ่อเป็นผู้นำ และต้องบริหาร Career Path ให้ตัวเองก้าวขึ้นเป็นใหญ่ให้ได้ กลับส่งผลต่อ Judgement และความกล้าของอาจารย์เอง ทำให้บางทีตัดสินใจเรื่องคนผิดพลาด หรือเรื่องสำคัญผิดพลาด หรือไม่ก็ช้าไป เร็วไป ไม่โป๊ะเชะ หรือพูดสร้างความหวังแล้ว Deliver ไม่ได้ และถึงแม้ว่ามันจะไม่ถึงขั้นเสียโอกาส หรือ Squander chance แต่หลายครั้งก็ได้สร้างความหนักใจให้พวกเดียวกันหรือคนที่เอาใจช่วยและ Trust ในตัวอาจารย์


การตัดสินใจออกมาปฏิเสธทักษิณและเล่า Sob Story กลางอากาศในยุครัฐบาลขิงแก่อย่างครึกโครมครั้งนั้น เป็นจุดหักมุมกลับอย่างแรง เพราะทำให้อาจารย์จำต้องถูกโดดเดี่ยวจากฝ่ายที่เคยสนับสนุนเขา และกลายเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจในสายตาผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพทุกฝ่าย อีกทั้งผู้คนในสังคมที่มองอาจารย์อย่างมีความหวัง ก็เกิด Disillusion และเห็นอาจารย์ไม่ต่างจากนายเนวิน นายสมศักดิ์ นายสุวัฒน์ นายพินิจ นายเสนาะ ฯลฯ หรือแม้คนที่จะเห็นว่าอาจารย์ดีกว่าบรรดานายๆ เหล่านั้นบ้าง ก็มีดีเพียงการศึกษาและบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้นเอง

นับแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ของอาจารย์กับผู้ใหญ่ที่จะมีโอกาสสนับสนุนเขาให้ขึ้นเป็นใหญ่ได้ในอนาคต ก็กลายเป็นความสัมพันธ์แบบ Complicated Relationship


กับทักษิณ ชินวัตรนั้น ผมว่าคนส่วนใหญ่ (จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) มองความสัมพันธ์ของสมคิดกับทักษิณ ในลักษณะใกล้เคียงกับ โจวเอินไหลและเหมาเจ๋อตง

จนป่านนี้ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าโจวเอินไหลนั้นมีส่วนกับ “ด้านมืด” ของ “ระบอบเหมา” ด้วยหรือไม่ พูดให้ชัดก็คือมีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ยากทั้งหลายทั้งปวงที่ราษฎรจีนต้องประสบพบพานและเผชิญความขมขื่นอันแสนสาหัสและถูกทำให้ล้าหลัง  ในช่วงที่เหมาเจ๋อตงครองอำนาจอยู่นั้น หรือไม่อย่างไร


การกวาดล้างศัตรู การทรมาน การจับคนไปดัดสันดานในค่ายกักกันและค่ายแรงงาน การล้างสมอง การสังหารหมู่ และคอรัปชั่นอันหลากหลาย ความอดอยาก ฯลฯ...ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น เขามีส่วนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด ในฐานะผู้นำอย่างเป็นทางการหมายเลขสอง และเป็น “ตัวเปิด” หรือตัวแทนด้านสว่างของสาธารณรัฐประชาชนจีนและ Mao Regime


ทุกคนล้วนแปลกใจที่เหมาเจ๋อตงไม่ได้สังหารเขา เหมือนกับบรรดาลูกน้องที่เคยใกล้ชิดและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนได้เป็นใหญ่แต่ขัดใจเขา และมีเรื่องให้เขาระแวง (แม้แต่เรื่องเล็กๆ) หรือเขามองว่าแอบมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างลับๆ

ผมคิดว่าโอกาสที่คนนอกอย่างพวกเราจะได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นคงน้อยเต็มที แต่กระนั้น มันก็เป็น Watershed สำคัญของประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย


เช่นเดียวกัน สำหรับอาจารย์สมคิด ฉากชีิวิตช่วงนั้น ก็ย่อมกลายเป็น Watershed สำคัญในอาชีพการเมืองของเขาเอง และจะส่งผลต่อวิถีการดำเนินงานทางการเมืองในอนาคต เมื่ออาจารย์ต้องกลับเข้าวงการเมืองอีกครั้งหนึ่ง


ผมเชื่อว่าอาจารย์จะต้องคิดหนัก พยายามหนัก และทำหนักยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายกลับมายอมรับและไว้วางใจ

ด้วยตรรกะแบบนี้เอง ประกอบกับคุณสมบัติและประสบการณ์แบบอาจารย์สมคิดนั้น ถ้าไม่คิดเลิกเล่นการเมืองไปเสียก่อน ผมก็มั่นใจว่าเขาจะได้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองกำลังแปรเปลี่ยนไปในเชิงที่เป็นคุณ และคนไทยก็พร้อมจะจดจำแต่ในด้านที่ดีและคิดบวก อีกทั้งอายุอาจารย์ก็ยังน้อยและคนรุ่นก่อนหน้าก็กำลังจะผลัดใบ และ ประสบการณ์การเมืองในรอบสี่ห้าปีหลังมานี้ ย่อมสร้างบทเรียน ความช่ำชอง และชั้นเชิงให้กับอาจารย์มาก


ที่สำคัญ อาจารย์ไม่ใช่นักการเมืองประเภทที่มีอำนาจแล้ว เป็นต้องใส่เสื้อพระราชทานหรือถลกแขนเสื้อลงลุยไปในท้องไร่ท้องนาหรือสลัมในเมืองใหญ่ท่ามกลางกล้องทีวีและแสงไฟจากแฟล็ช หรือเดินตรวจแถวข้าราชการหรือเยาวชนอย่างแข็งขันขณะที่แวดล้อมไปด้วยตำรวจทหารอารักขาและบรรดา Gangster-statemen คล้ายๆ กับฮิตเลอร์ มุสโสลินีหรือ Strong Priminister ของไทยในอดีต


นั่นย่อมหลีกเลี่ยงความหวาดระแวงและหมั่นไส้บรรดามีทั้งปวง และไม่เป็นพิษภัยและคุกคามต่อชนชั้น Elite ของสังคมไทย

ดังนั้น ถ้าอาจารย์ได้กลับมารอบนี้ ก็อาจจะได้เป็นใหญ่หรือร่วมเป็นใหญ่


เท่าที่ผมสัมผัสมา อาจารย์สมคิดเป็นคนตั้งใจดี โดยเฉพาะในมิติเชิงเศรษฐกิจ เขาอยากเห็นคนเล็กคนน้อยลืมตาอ้าปาก อยากให้ผู้ประกอบการไทยไปยิ่งใหญ่ในตลาดโลก อยากเห็นคนกินดีอยู่ดี และมีการศึกษากันทั่วหน้า  และโดยส่วนตัวแล้วก็ชอบช่วยเหลือเกื้อกูลและอุ้มชูคน

แต่นักการเมืองทั่วโลก ที่ต้องใช้เวลารอคอยนาน และเวียนว่ายอยู่กับแผนการเชิงกลยุทธ์และกิจกรรมการแสวงหาและช่วงชิงอำนาจนั้น มักจะสูญเสียความตั้งใจดีและลืมอุดมการณ์ไปอย่างน่าเสียดายเมื่อได้เป็นใหญ่
 
ผมคิดว่าอาจารย์จะสามารถเรียก “Soul” ให้กลับคืนมา และจะไม่ถูก “Corrupt” โดยอำนาจ เหมือนบรรดาผู้นำหลายคนที่เราเห็นกับตามาในรอบหลายปีนี้



ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
28 พฤศจิกายน 2553
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

“ทุนสำรองส่วนตัว” ยุคดอลล่าร์ท่วมโลก


คนรวยย่อมมีทรัพย์เป็นห่วงผูกคอ!


การมีทรัพย์มาก ร่ำรวยเหลือล้นนั้น แม้จะเป็นของดี แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน


คุณหญิงมณี สิริวรสาร มหาเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทยในยุคก่อนการอุบัติขึ้นของอาเสี่ยและบรรดาไทคูนทั้งหลาย ผู้ซึ่งโชคชะตาได้นำพาให้เธอกลายเป็นผู้รับพระราชมรดกส่วนพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (อีกครึ่งหนึ่งตกเป็นของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีแห่งรัชกาลนั้น) และพระมรดกอีกหลายส่วนของสมเด็จพระราชปิตุลาพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศวรเดช เจ้าของวังบูรพาภิรมย์ เคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ชีวิตเหมือนฝัน” ของท่านว่า ข้อดีของการมีทรัพย์มากมีข้อเดียวเท่านั้นคือความคล่องตัวในการจับจ่ายใช้สอย อยากจะได้อะไรก็ได้ อยากจะช่วยเหลือใครก็ง่าย นึกจะทำก็ทำได้เลย

ทว่า ข้อเสียของการเป็นเศรษฐีกลับมีมาก เช่นต้องคอยระวังว่าคนโน้นคนนี้จะมาหยิบยืมเงินทอง และต้องคอยดูแลหรือพะวงว่าจะเสียทรัพย์ไป หรือต้องคอยจัดการให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยเพิ่มพูน ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยระแวดระวังไม่ให้มันลดมูลค่าลง ทำให้เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน



คนรวยย่อมมีอะไรให้ห่วง ให้รักษา ให้ปกป้อง มากกว่าคนจน คนรวยจึงกลัววิกฤติการณ์และความวุ่นวายต่างๆ ทางการเมือง สงครามกลางเมือง หรือความไม่มั่นคงสั่นคลอนเชิงสังคม มากกว่าคนจน



ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้กิจการ Wealth Management โตเอาๆ เพราะคนเรานั้น นอกจากจะต้องหาทรัพย์แล้ว ยังต้องรู้จักรักษาทรัพย์ให้งอกงามเพิ่มพูน รู้จักซ่อนทรัพย์ไว้ยามฉุกเฉิน กระจายความเสี่ยงของทรัพย์ และที่สำคัญต้องรู้จักใช้ทรัพย์อีกด้วย



กระบวนการลงทุนหรือ Investment ตลอดจน Financial Instruments ทั้งมวล ย่อมเกี่ยวข้องผูกพันกับกระบวนการรักษาทรัพย์และใช้ทรัพย์ของบรรดาผู้มีเงินเหลือใช้ (ทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กร) ตลอดจนเศรษฐีใหญ่น้อยในโลกนั่นเอง



ในระยะหลังมานี้ นอกไปจากภัยคุกคามของการก่อการร้ายแล้ว ระบบการเงินโลกยังเกิดวิกฤติอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง แต่ละครั้งถี่ขึ้นเรื่อยๆ


ความหวั่นใจลึกๆ ของผู้มีทรัพย์ทั่วโลก มุ่งประเด็นไปที่การเพิ่ม Money Supply ของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องและในอัตราเร่ง



ผู้คนที่มีการศึกษา เริ่มเชื่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า หากสหรัฐฯ ยังพิมพ์เงินเพิ่มอยู่ตลอดเวลาในอัตราที่เป็นอยู่ วันใดวันหนึ่งผู้คนจะหมดความเชื่อถือต่อเงินดอลล่าร์ และเมื่อนั้นเงินดอลล่าร์จะล่มสลาย แล้วจะเกิดความเลวร้ายตามมา เช่นระบบการเงินและสถาบันการเงินล้มครืน เงินออมและความมั่งคั่งหายวับไปกับตา และเกิดเงินเฟ้อในระดับอภิมหาเฟ้อ แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเยอรมนียุคไวมาร์



เลยพากันหันเหออกจากทรัพย์สินที่อยู่ในรูปดอลล่าร์ ทำการเปลี่ยนแปลง ถ่ายโอน ยักย้ายทรัพย์ของตัวไปเป็นการลงทุนรูปแบบอื่น สินทรัพย์ประเภทอื่น และในสกุลเงินอื่น อย่างหลากหลายมากขึ้น ทำให้ระดับราคาสินทรัพย์อันเป็นเป้าหมายของการลงทุน หรือที่ผู้คนคิดว่ามันจะสามารถเก็บรักษา Wealth ได้ดีกว่าเงินดอลล่าร์ (ที่เป็นแต่เพียงกระดาษ) เกือบทุกประเภทเขยิบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่สหรัฐฯ ประสบวิกฤติซับไพร์ม



จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะหันมาเก็บของมีค่าต่างๆ เช่น ทองคำ (รวมถึงเงิน เพชรพลอย และ Precious Metals อื่น) ทำให้ราคาทองคำถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดกันว่าจะขึ้นไปจนถึง 3,000 เหรียญฯ ต่อออนซ์ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่หยุดพิมพ์เงินเพิ่ม (แม้กระทั่งภาพวาดของปิกัสโซ่เพียงภาพเดียว ก็เพิ่งทำลายสถิติการขายงานศิลปะไปหยกๆ ที่ราคาสามพันกว่าล้านบาท หรือ 106.5 ล้านดอลล่าร์ฯ)



อีกทั้งสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะที่เป็นอาหารเลี้ยงผู้คนในโลก ก็ถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัวด้วย เข้าทำนอง “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” ตามคำเปรียบเปรยของหม่อมเจ้าสิทธิพล กฤดากร ที่ตรัสไว้นานมาแล้ว



นโยบายพิมพ์แบงก์และส่งออกดอลล่าร์ของสหรัฐฯ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าเงินสกุลอื่นทั่วโลก ทำให้หลายคนมองกันว่าสหรัฐฯ กำลังทำสงครามค่าเงิน เพื่อทำลายจีนและมหาอำนาจเศรษฐกิจอื่น ที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมหาศาล



ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ประกาศจะพิมพ์เงินเพิ่มแล้วอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอีกหลายแสนล้านดอลล่าร์ โดยเรียกซะหรูว่า นโยบาย Quantitative Easing


นโยบายแบบนี้ เป็นการ “เล่นกับไฟ”


ผมเคยฟังบรรยายของ Lawrence Summers อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยนายคนนี้มีความสำคัญต่อแนวนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มากโขอยู่ เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อแวดวงการเมืองมาก เพราะรู้เรื่องภายในแยะ และผูกพันอยู่ในแวดวงอำนาจระดับวงในของพรรคเดโมแครตอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยดูคาคิสและคลินตัน ผ่านการแก้วิกฤติโลกมาแล้วหลายครั้ง (และเป็นตัวแสบของไทย สมัยวิกฤติค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ด้วย สมัยนั้นเขายังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการคลัง และเป็นหัวหน้าทีมแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจเอเซีย) ซึ่งแม้เขาจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะ Think Tank เศรษฐกิจของประธานาธิบดีโอบามาไปแล้วหมาดๆ ก็ตาม แต่ก็ว่ากันว่า รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คนปัจจุบันก็เคยเป็นเด็กของเขามาก่อน รวมถึงลูกทีมคนอื่นที่กินตำแหน่งสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ อยู่ ณ บัดนี้ด้วย



ในทางส่วนตัว นายคนนี้ก็เป็นหลานของนักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษ เจ้าของรางวัลโนเบลถึงสองคนคือ Paul A. Samuelson และ Kenneth Arrow และตัวเองก็มีผลงานสำคัญทางวิชาการ เป็นที่นับหน้าถือตาในแวดวงเศรษฐศาสตร์ จนว่ากันว่าสักวันหนึ่งเขาก็จะได้รับรางวัลโนเบลเช่นกัน



ลองฟังความเห็นเขาดูสักนิดว่าการควบคุมค่าเงินให้ขึ้นให้ลงตามใจนั้นยากเย็นเพียงใด แม้จะมีอำนาจและควบคุมกลไกในระดับนโยบาย ตลอดจน Apparatus ในระดับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และธนาคารกลางก็ตามที เขากล่าวว่า “....One of the things I learned painfully, being involved with managing the dollar as Secretary of the Treasury, was there is absolute no way, no matter how powerful you are and no matter how clever you are, the dollar can be lower without falling. It cannot happen no matter how much you want to have a falling dollar without -- a low dollar without the falling dollar.....” (Okun Lecture, April 29, 2008 at Yale University)



เห็นไหมครับ นั่นเป็นคำพูดของคนในระดับอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และที่ปรึกษาใหญ่ของประธานาธิบดีคนปัจจุบันและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน



นโยบายแบบนี้ ถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็ต้องมีจุดหนึ่งที่จะเกิดการหักศอกลงเหว คือเป็นจุดที่คนหมดศรัทธาในเงินดอลล่าร์ แล้ววิกฤติใหญ่ก็จะเกิดขึ้น



ประวัติศาสตร์สอนเราว่าเมื่อเกิดวิกฤติศรัทธาในสกุลเงิน ก็มักจะเกิดเงินเฟ้ออย่างแรง ข้าวของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแพงอย่างเหลือเชื่อ รามถึงอัตราดอกเบี้ย และราคาสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น (ยกเว้นหุ้นกู้และพันธบัตร) ที่ดิน สินค้าโภคภัณฑ์ เงินตราสกุลหลักอื่นที่ไม่ใช่ดอลล่าร์ ทองคำ เครื่องประดับ เพชรนิลจินดา งานศิลปะ Object of Arts และของสะสมอันมีค่า ฯลฯ สังคมก็จะระส่ำระสาย แล้วสุดท้ายก็ต้องแก้ด้วยการยกเลิกระบบเงินตราเดิม เปิดทางให้กับเงินตราสกุลใหม่ เริ่มนับหนึ่งกันใหม่



ทว่า คราวนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่มองโลกในแง่ร้ายจำนวนมาก มักทำนายว่า หากเกิดวิกฤติใหญ่กับเงินดอลล่าร์รอบนี้ เงินเฟ้อจะไม่สูงประเภท Hyper Inflation เหมือนครั้งกระโน้น เพราะอุปทานของสินค้ามีมาก เนื่องเพราะโรงงานในจีนและเอเชียสามารถผลิตของถูกได้เพียงพอกับความต้องการบริโภคของโลกอยู่แล้ว และกำลังผลิตก็ออกจะล้นเกินด้วยซ้ำในบางกรณี



แต่ที่เชื่อขนมกินได้เลยคือระดับราคาของสินทรัพย์ที่กล่าวมานั้น ว่าจะต้องถีบตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ผมก็คิดว่า ทองคำ และอะไรๆ ที่กล่าวมา รวมถึงภาพเขียนของปิคาสโซ่ และสมเด็จวัดระฆัง ก็ยังจะขึ้นต่อไป ตราบที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงก่อหนี้เพิ่มและธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงนโยบายพิมพ์เงินเพิ่มไปเรื่อยๆ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้



สำหรับพวกเราคนไทยก็ต้องอย่าชะล่าใจไป เพราะนโยบายส่งออกเงินดอลล่าร์ย่อม Force ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิมพ์เงินเพิ่มตามไปด้วย เมื่อเงินดอลล่าร์ทะลักเข้ามาลงทุน หรือมา Park ไว้ในระบบการเงินไทย (ธนาคารกลางของประเทศอื่นก็ต้องเจอภาวะเดียวกัน)



ดังนั้น ระยะนี้ พวกเราในฐานะคนธรรมดา ควรระแวดระวังให้ดี อย่าเชื่อใจธนาคารกลางของพวกเรามากนัก ทางที่ดีควรต้องมี Reserve ของตัวเอง คือต้องสร้าง “ระบบทุนสำรองส่วนตัว” ของเราเองขึ้นมา แทนที่จะมองดูธนาคารแห่งประเทศไทยเอาแต่เพิ่มดอลล่าร์เข้าไปในบัญชีทุนสำรองของประเทศแบบตาปริบๆ



ในทุนสำรองส่วนตัวนั้น นอกจากจะต้องถือเงินตราต่างประเทศสกุลหลักๆ หลายๆ สกุลไว้บ้างแล้ว (รวมทั้งดอลล่าร์ด้วย) ก็ควรถือทรัพย์สินประเภท Hard Assets ให้เป็นหลักไว้ ถ้าเป็นที่ดินควรเป็นย่านสำคัญ และควรถือ Collectible Items ไว้บ้าง ส่วน Financial Assets นั้นควรถือเป็นทองและหุ้นสามัญ ไม่ควรถือเป็นหุ้นกู้ หรือพันธบัตร เพราะในยามที่รัฐบาลยึดแนวทาง Reflate เศรษฐกิจ (John Maynard Keynes เรียกนโยบายแบบนี้ว่า “Inflation as a method of Taxation” เช่นนโยบายประชานิยม หรือปล่อยให้เงินลดค่าลงเมื่อเทียบกับสินค้าและบริการ หรือพิมพ์เงินเพิ่ม ฯลฯ) ยิ่งจะทำให้มูลค่าหนี้ที่แท้จริงของกิจการที่เป็นผู้ออกหุ้นกู้ (หรือรัฐบาลผู้ออกพันธบัตร) ลดลงในอนาคต และ Yield ของพันธบัตรจะสูงขึ้น



ฉะนั้น ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นผู้บริหารธุรกิจ เราต้องฉวยโอกาสนี้ใช้เงินกู้ให้มากหน่อย ยิ่งเป็นเงินกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ ยิ่งดี



ยังไงๆ ดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นเงินสกุลหลักที่ผู้คนในโลกจะหันเข้าหาเมื่อโลกเกิดวิกฤติ โปรดสังเกตว่าดอลล่าร์จะแข็งค่าเสมอเมื่อยูโรทำ่ท่าจะแย่เพราะปัญหาวิกฤติหนี้สินในกรีซ และล่าสุดเมื่อเกาหลีเหนือเปิดฉากโจมตีเกาหลีใต้ เป็นต้น



แต่แน่นอนว่า ราคาของเงินหรือของสินทรัพย์หรือภาวะเศรษฐกิจโดยรวมนั้น ย่อมมีขึ้นมีลง ไม่ขึ้นทางเดียวตลอดไปหรือลงทางเดียวตลอดไป คล้ายๆ กับโชคชะตาของมนุษย์



เมื่อเข้าใจโลกสันนิวาสแบบนี้ พวกเราย่อมทำใจได้ว่าทรัพย์ทั้งมวลที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นของนอกกาย แม้จะถูก Economic Crisis พรากมันจากเราไปบ้างหรือทั้งหมดในคราวเดียว ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ และยังครอบครองกำลังกายและกำลังปัญญาอย่างครบถ้วนและแหลมคม เราย่อมสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้


ข้อสำคัญที่สุดคือเราต้องไม่ลืมลงทุนใน Human Capital ของตัวเราเอง หรือสร้าง “ทุนสำรองทางปัญญา” ของเราเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ต้องหมั่นให้การศึกษากับตัวเองอยู่ตลอดเวลา หัดสังเกตุสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งกว้างขวาง แม้กระทั่งจิตใจของตัวเอง เก็บบทเรียนของตัวเองและจากผู้อื่นเป็นเครื่องเตือนใจ ให้สติตั้งมั่น รู้จักใช้เหตุผล รู้จักเปลี่ยนแปลง และพัฒนา Intellectual Capital ของตัวเองให้สุงขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้น และแยบคายขึ้น ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ก็ยิ่งจำเป็น มิใช่เพียงเพราะ “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน”



มีแต่หนทางนี้เท่านั้น ที่จะรับมือกับระบบทุนนิยมโลกที่นับวันจะโหดหินและเปราะบางต่อวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโชคลางแต่เพียงถ่ายเดียว


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
24 พฤศจิกายน 2553

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553


***โปรดคลิกอ่านบทความเกี่ยวกับการวิเคราะห์ระบบทุนนิยมโลกและเงินเฟ้อและราคาสินทรัพย์และ Keynes บางบทที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ได้ตามลิงก์ข้างล่าง


1.ลงทุนแบบเข้มแข็ง


2.เงินกำลังไร้ค่า