วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไทย-เขมร ในมุมมองของผม


ในชีวิตผม เคยพบพานบุคคลสองคน ที่ช่วยให้ตัวเองเกิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-เขมร และตอนหลังก็เปลี่ยนความคิดไปเลยอย่างสิ้นเชิง

คือสักยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ขณะผมไปบ้านเพื่อนแถวถนนมหาจักรข้างโรงพยาบาลกลาง เขาได้แนะนำให้ผมรู้จักกับพ่อค้าของเก่าที่ชอบมาปูผ้าขายนาฬิกาวินเทจ แซมด้วยแว่นกันแดด ปากกาแบรนด์หรู และไฟแช็กมือสอง บนทางเท้าแถวนั้นทุกเสาร์ เป็นอันรู้กันในหมู่ Bargain Hunter และนักสะสมของเก่า

ผมจำชื่อพี่เขาไม่ได้เสียแล้ว แต่เมื่อมีอันต้องพาดพิงถึง ผมมักเรียกพี่แกว่า “พี่ฮุน” จนเพื่อนผมคนนั้นก็พลอยเรียกตามไปด้วย เพราะหน้าตาผิวพรรณ โครงหน้า รูปปาก หน้าผากและคิ้ว ตลอดจนทรงผมของเธอ เหมือน “สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน” ยังกะแกะ เหมือนโคตรเหมือน แบบว่ามาเดินผ่านแถวมัฆวานช่วงนี้อาจถูกโห่หรือถูกจับขึ้นเวทีได้

หลังจากนั้นหลายปี ขณะผมกำลังเพลิดเพลินอยู่กับกลุ่มเพื่อนในสถานที่อโคจรแห่งหนึ่งแถวต้นซอยเอกมัย ตามประสา Gabfest ของบรรดา Investment Banker รุ่นหนุ่ม ทุกเย็นวันศุกร์ (ซึ่งผมมาทราบภายหลังว่าสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชตัวจริงก็เคยมาหาความสำราญที่นั่น เมื่อครั้งนายทหารใหญ่และตัวแทนของรัฐบาลไทยกำลังล็อบบี้เขมรสามฝ่ายให้หันมาจับมือกันในยุครัฐบาลชาติชาย) ผมก็ต้องตะลึงเมื่อเดินสวนกับคุณลุงคนหนึ่งตอนเข้าห้องน้ำ จนผมต้องหันหลังกลับแล้วเดินตามไปแอบดูให้แน่ใจว่าเธอใช่ “พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ” ตัวจริงหรืออย่างไร

ท่านผู้อ่านคงนึกออก หน้าตากระเดียดจีนนิดๆ ผมสั้น คล้ายๆ พลโทจำลอง แต่ยาวกว่าหน่อยและหวีเรียบกว่า เส้นผมเหนือหน้าผากเป็นสีดอกเลาแซมขาว เส้นหนา เสยขึ้น สวมสูทน้ำเงิน เชิ้ตข้างในขาว ภายใต้เสื้อทับสีเดียวกับสูท เน็กไทลาย รองเท้าหนังดำ กลมกลืนอย่างเหมาะเจาะ ท้วมนิดๆ เตี้ย ดูไปคล้ายอาแป๊ะที่มีความรู้ แม้จะแก่แต่ก็ดูมีรสนิยม

แต่เมื่อท่านเอื้อนเอ่ยภาษาไทยออกมา ผมจึงมั่นใจว่าไม่ใช่

ผมมาคิดได้ทีหลัง ว่าในเมืองไทยเรานี้ คงจะมีคนรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงหรือกระเดียดไปทางรัฐบุรุษขแมร์คู่นี้เป็นจำนวนไม่น้อยเลย และในทางกลับกัน ในประเทศเขมรเอง ก็คงมีคนหน้าตาเหมือนผู้ยิ่งใหญ่ของเราหลายคน โดยเฉพาะคนที่ิผิวคล้ำอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือเจ้านายชั้นสูงของเราในอดีตหลายพระองค์ และหากพวกหน้าเหมือนเหล่านั้น ไม่เอ่ยปากออกมา พวกเรากันเองคงแทบจะแยกไม่ออกเอาเลย ว่าใครเป็นเขมร ใครเป็นไทย อย่างกลุ่มเด็กเสริฟขแมร์แถวทองหล่อ ร้านที่ผมไปนั่งกินก๊วยเตี๋ยวบ่อยๆ ผมก็ไม่สามารถแยกแยะออกว่าพวกเธอมาจากเขมร เพราะพูดภาษาไทยได้ดี หากมีคนมาบอกภายหลังถึงได้รู้

ต่างกับฝรั่งหรือนิโกรหรือแขกหรือละตินหรือญี่ปุ่นหรือเอสกิโมหรือชาวเกาะทะเลใต้ ที่เพียงมองปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกันกับเรา เพราะมันแตกต่างชัดเจน

พูดแบบนี้ เพื่อนผมที่มัฆวานหลายคนคงไม่พอใจ หาว่าบังอาจให้แขมร์มานับญาติกับเรา แต่ที่ผมพูดมานี้ มันเป็นเรื่องจริงที่ผมเห็นมากับตาตัวเอง สัมผัสมากับใจตัวเอง และรู้สึกอย่างนั้น

นั่นเป็นเหตุผลข้อแรกที่ผมไม่คิดว่าเราควรรบแตกหักกับเขมร หรือกำจัดเขมรให้ตายไปข้างหนึ่ง เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ และจะเป็น Zero-Sum Game ราวกับเราลงมือทำร้ายตัวเอง

ทว่า ในทางกลับกัน หากเราผนึกกันได้ อภัยให้กันได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ มันก็จะเกิดพลัง เกิด Synergy เกิดแรงดีด แรงเหวี่ยง และแรงงัด สามารถ Leverage ผลลัพธ์ให้ได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว หรือ 1+1 อาจจะมากกว่า 2 และในทางการต่างประเทศสมัยใหม่นั้น หนทางสันติย่อมง่ายกว่าสงคราม

ส่วนเหตุผลข้อที่สองนั้นเกี่ยวข้องด้วยญวน
 
แต่ไหนแต่ไรมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร มักเป็นแบบ “สามเส้า” โดยมักต้องมีเวียดนามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพราะเขมรเป็นเมืองเล็กและเป็นกันชนระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งมีกำลังพล ทรัพยากร และแสนยานุภาพทางทหารสูสีกัน ทำให้เขมรต้องเอาใจทั้งสองฝ่าย ที่มักเรียกกันว่า “ส่งส่วยสองฝ่ายฟ้า” นั่นแหละ 

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยที่ไทยกับฝรั่งเศสพิพาทกันเรื่องเขตแดน และทันรับแผนที่เจ้าปัญหา ฉบับ 1:200000 มาไว้ในความครอบครองของรัฐบาลไทย ทรงเคยนิพนธ์เรื่องความสัมพันธ์ไทย-เขมรไว้ว่า

“เมืองเขมรเป็นประเทศน้อยอยู่ระวางไทยกับญวน ซึ่งมีกำลังมากกว่า ต้องยอมเป็นเมืองออกส่งบรรณาการทั้งสองฝ่ายมาช้านาน แต่เขมรนับถือไทยและสนิทกับไทยยิ่งกว่าญวนเพราะถือลัทธิศาสนาและขนบธรรมเนียมอย่างเดียวกัน แต่ว่าพวกเขมรมักประทุษร้ายและรบพุ่งกันเองด้วยเรื่องชิงอำนาจกันเนืองๆ พวกแพ้มักไปขอกำลังประเทศใหญ่ที่อยู่ใกล้ฝ่ายหนึ่งมาช่วย พวกที่ชนะก็ต้องขอกำลังประเทศใหญ่อีกฝ่ายหนึ่งมาป้องกัน เมืองเขมรจึงคล้ายกับสมรภูมิระวางไทยกับญวนมาแต่สมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี”

Analysis นี้ยังเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน ลองย้อนดูก็ได้ ตั้งแต่ยุค “นักองค์ด้วง” ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนให้กลับไปยึดอำนาจจนสำเร็จ โดยให้กองทัพไทยภายใต้บัญชาการของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ออกไปช่วย และทรงเป็นบรรพบุรุษของ “นักองค์พระสีหนุ” และ “นักองค์พระสีหมุณี” กษัตริย์เขมรองค์ปัจจุบัน หรือย้อนดูแค่สมัยเขมรแดงและเขมรเสรี ที่หนีมาพึ่งไทย ในขณะที่เฮงสำริน เจียซิม และฮุนเซน หนีไปขอกำลังเวียดนามเข้ามาปราบ และภรรยาฮุนเซนคนปัจจุบันก็มีความนิยมเวียดนาม โดยนักข่าวต่างประเทศประจำกัมพูชาคนหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่า ฮุนเซน เป็นคนประเภทหลงเมียตัวเองหรืออยู่ใต้อำนาจของเมียซะด้วย (เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า “He is uxorious.”)


ผมคิดว่า ถ้าเราส่งกำลังเข้ายึดเขมร ก็หมายความว่าเราต้องพร้อมที่จะรบกับเวียดนามด้วย (ผมไม่คิดว่าการรบเล็กๆ น้อยๆ แบบจำกัดขอบเขตจะทำให้ความขัดแย้งจบ คือถ้าจะรบก็ต้องเปลี่ยน Regime เลย เหมือนกับที่สหรัฐฯ ทำกับอิรัก เพราะตอนแรกเพียงยึดคูเวตคืน ก็ไม่ทำให้เรื่องจบ ต้องมีรอบสองอยู่ดี)

สมัยฮิตเลอร์ส่งกำลังเข้ายึดโปแลนด์ เขาย่อมพร้อมที่จะทำศึกกับรัสเซีย และการเข้ายึดเนเธอร์แลนด์กับเบลเยี่ยมก็หมายถึงการต้องต่อกรกับฝรั่งเศสและอังกฤษ เพราะสามประเทศนั้นเป็นเสมือนรัฐกันชนระหว่างมหาอำนาจด้านตะวันออกและตะวันตกตามลำดับ เสมือนหนึ่งเขมรเป็นกันชนด้านตะวันออกระหว่างเรากับญวน และรัฐมอญและกระเหรี่ยงเป็นกันชนด้านตะวันตกให้เรากับพม่า

John Foster Dulles อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้มีประสบการณ์เรื่องการต่างประเทศสูงมากคนหนึ่ง เพราะปู่ของเขา John Foster ก็เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และลุงของเขา Robert Lansing ก็ใช่ และตัวเขาเองก็เคยร่วมอยู่กับคณะของประธานาธิบดีวิลสันตอนร่างสนธิสัญญาแวร์ซายด้วย (น้องชายเขาคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการ CIA ยุคบุกเบิก และทรงอิทธิพลมาก)

เขาเคยกล่าวไว้ว่า “In diplomacy, to go to the brink without going over it is the necessary art.”

ผมว่าคำกล่าวนี้เหมาะเหม็งกับแนวการฑูตของเราต่อเขมรในกรณีเขาพระวิหาร แต่ดูเหมือนว่าฮุนเซนกลับเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่า และประยุกต์ใช้ ตลอดจนแสดงให้โลกเห็น ได้ดีกว่า แนบเนียนกว่า และเหนือกว่าอภิสิทธิ์กับกษิตรวมกัน ทั้งๆ ที่สมัยก่อน สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับ ถนัด คอมันตร์ เคยทำได้ดีกว่านี้แยะ

เหตุครั้งนี้ ย่อมเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศในอนาคต ว่าเขาผู้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่รอบรู้เรื่องการป้องกันประเทศสมัยใหม่อย่างลึกซึ้ง รวมถึงเทคโนโลยีอาวุธและการสื่อสาร ภูมิศาสตร์การทหาร การข่าว การจารกรรมข้อมูล Spy และต้องรู้จัก Key Players ในแวดวงการฑูตและการต่างประเทศของโลกอย่างกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ควรปล่อยเรื่องเหล่านี้ให้อยู่ในมือข้าราชการประจำแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือข้าราชการกระทรวงต่างประเทศก็ตาม ลำพังความเชี่ยวชาญเพียงเรื่องเศรษฐกิจและกฎหมายคงไม่พอเสียแล้ว

สุดท้ายนี้ ผมอยากเห็นไทยในฐานะพี่ใหญ่ใช้ “พระคุณ” มากกว่า “พระเดช” คือต้องใช้ Soft Power โดยต้องผ่านความร่วมมือของภาคเอกชน ความร่วมมือเชิงศิลปะวัฒนธรรม ศาสนา ปรัชญา อักษรศาสตร์ การศึกษา และประวัติศาสตร์ มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิจัย ศิลปิน สื่อมวลชน ช่างฝีมือ แพทย์ และผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ให้ทุนแก่กุลบุตรธิดาของเขมรเข้ามาเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของเรา โดยเฉพาะพวกหัวกะทิที่มีแววจะขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต ให้ทุนสนับสนุนการดูงานระหว่างกัน อภิปรายร่วมกัน สัมมนาร่วมกัน ประชุมร่วมกัน เที่ยวร่วมกัน เล่นร่วมกัน สันทนาการร่วมกัน บันเทิงเริงรมย์ร่วมกัน สนับสนุนการพิมพ์หนังสือ รายการทีวี วิทยุ และสื่อใหม่ ที่มีเนื้อหาของกันและกัน ในภาษาท้องถิ่นของตนๆ เพื่อเสริมความเข้าใจกัน ความคุ้นเคยกัน และรู้จักกันในหมู่คนรุ่นใหม่ อีกทั้งสนับสนุนการเดินทางไปมาระหว่างกัน หาทางขจัดขวากหนามที่เคยขวางกั้นให้น้อยที่สุด ให้สิทธิกับแรงงานเขมรในเมืองไทย และสนับสนุนการร่วมทุนระหว่างธุรกิจของสองสัญชาติ ฯลฯ

เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เมื่อบ้านเมืองใดลืมตาอ้าปากได้ เศรษฐกิจและผู้นำเข้มแข็ง ผู้คนก็จะมีความมั่นใจในตัวเอง และเริ่ม Aggressive (ดูอย่างเยอรมนีสมัยไรซ์ที่สองและสาม ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งแรก สหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งหลัง หรือจีนสมัยนี้) ซึ่งผมว่าเขมรในอนาคต ก็จะก้าวร้าวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ผมเสียดายที่เราละเลยนโยบาย Soft Power มาแต่ต้น

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

คืนวันวาเลนไทน์
14 กุมภาพันธ์ 2554

***โปรดคลิกอ่านความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-พม่า-จีน-ฝรั่ง และแนวกลยุทธ์ของจีนต่ออุษาคเนย์ได้ตามลิงก์ข้างล่างครับ

***จีน-ฝรั่ง ใน ไทย-พม่า



วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หลวงตามหาบัว พระครีเอตีฟ



ผมได้ยินชื่อหลวงตาบัวครั้งแรกจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งให้ความเคารพหลวงตาอย่างสูงยิ่ง เวลาเอ่ยถึงหลวงตา เพื่อนคนนี้จะแสดงความศรัทธาอย่างมาดมั่นจริงจัง ถึงความเป็นพระอรหันต์ของหลวงตา พร้อมให้เหตุผลสนับสนุนในเชิงพุทธคุณบุญบารมี หลายประการ

ต่อมาอีกหลายปี ผมถึงเริ่มได้ยินข้อถกเถียงอันเผ็ดร้อน ระหว่างฝ่ายหนึ่งที่เชื่อว่าหลวงตาเป็นพระอรหันต์ กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เชื่อ ต่างฝ่ายต่างเยาะเย้ยถากถางกันต่างๆ นาๆ

นั่นเป็น Issue สำคัญ สำหรับหลวงตาบัว และยังคงค้างคาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งทุกวันนี้

ผมหวังว่าต่อไปจะมีคนเขียนชีวประวัติชั้นดีของหลวงตาขึ้นมาสักหลายเล่ม

ชีวิตของหลวงตาเป็นชีวิตที่น่าศึกษาและควรค่าแก่การเรียนรู้ของคนรุ่นหลัง จากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา หนึ่งในลูก 15 คนของพ่อแม่ การศึกษาไม่เคยได้รับ จนเข้าสู่ร่มกาสวพักตร์เมื่อเป็นหนุ่มแล้ว เคยเดินปฏิบัติธรรมธุดงค์ไปทั่วเขตแคว้นแดนอีสานและเหนือ และทันศึกษาพระธรรมและวิปัสนากรรมฐานโดยตรงกับหลวงปู่มั่น พระป่าซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 19 เคยจำวัดอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ สนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันเป็นอย่างดี และสนิทสนมกับสมาชิกแห่งราชวงศ์ชั้นสูงและราชตระกูล ตลอดจนพ่อค้าคหบดี ข้าราชการ และนักการเมืองจำนวนมาก แถมยังมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกด้วย

ผมเอง สนใจหลวงตาบัวในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งที่มี “ความคิดสร้างสรรค์สูง” มิได้สนใจในเชิงว่าท่านเป็นพระอรหันต์หรือไม่ใช่พระอรหันต์

ผมสังเกตุเวลาท่านให้สัมภาษณ์ หรือให้ถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ ก็เห็นว่าคำพูดและท่าทางที่แสดงออกนั้น ดุเดือดในบางครั้ง

ท่านรักใครก็แสดงความรักความเอ็นดู และท่านก็กล้าเกลียดชัง เมื่อท่านหมดรักหมดเอ็นดู ได้เหมือนกัน

ผมว่าท่านเป็นพระประเภท Creative โครงการเชิงสังคมที่ท่านทำมาอย่างหลากหลายนั้น แม้เดี๋ยวนี้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในสมัยโน้นถือว่าเป็นโครงการที่ก้าวหน้า โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ช่วยเหลือสังคม และ CSR ที่นิยมทำกันภายหลังนั้น หลวงตาบัวท่านทำมาตั้งนานแล้ว

แน่นอน โครงการที่เป็นที่สุดของท่าน ย่อมเป็นโครงการระดมทองคำจากทั่วประเทศ แล้วหลอมบริจากให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ไว้ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ โดย Timing ของการระดมทองคำครั้งนั้นเหมาะเจาะอย่างเหลือเชื่อ เมื่อหันกลับไปพิจารณาภายใต้บริบทใหญ่ของโลก ที่ความน่าเชื่อถือของเงินดอลล่าร์เริ่มถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ และราคาทองคำตลอดจนสินทรัพย์อื่นทะยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผมถือว่าอันนี้เป็นความริเริ่มสร้างสรรค์ (Innovation) ที่มีลักษณะเป็นแบบฉบับของตัวเอง เป็นต้นแบบ มิได้ลอกเลียนใครมา (Originality) ในเชิงนโยบายสาธารณะและในเชิงเศรษฐกิจมหภาค แม้กระทั่งในเชิงการลงทุนก็ตามที

ค่อนข้างแปลกที่ Campaign แบบนี้ ถูกคิดขึ้นมาโดยพระสงฆ์

ผมสังเกตุว่าพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่นนี้จะมีความคิดสร้างสรรค์สูง อย่างสายท่านพระอาจารย์ชา ลูกศิษย์ก็สร้างเครือข่ายออกไปยังประเทศสำคัญในโลก และนำฝรั่งมาใฝ่ธรรมจำนวนมาก

ความคิดสร้างสรรค์ของคนอีสาน ส่วนใหญ่จะมาจากความแร้นแค้นยากลำบาก หรือความทุกข์ยาก และวิธีการ ตลอดจนกระบวนทัศน์ ในการออกจากทุกข์ ขจัดทุกข์ หรือพ้นทุกข์ ของมนุษย์นี่แหละ คือบ่อเกิดหนึ่งของ Creativity


ผมเข้าใจเอาเองว่ากระบวนการทำนองนี้แหละ ที่ช่วยให้เจ้าชายสิทธารถะ ซึ่งผมว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมากที่สุดหนึ่งในสามลำดับแรก ของบรรดามนุษย์ทั้งมวลที่เคยมีมา สามารถ Breakthrough ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้


อีกอย่าง การที่พระธุดงค์มีโอกาสได้เดินทางท่องไปในที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง พบปะผู้คนอย่างกว้างขวางหลากหลาย พบปะสัตว์และพืช ดำเนินชีวิตอย่างสันโดดท่ามกลางธรรมชาติ ได้มีโอกาสตรึกตรองมาก สังเกตุมาก ทั้งสิ่งรอบตัวและในใจตัวเอง ย่อมช่วยหนุนเสริมให้ความคิดความอ่านกว้างขวางลึกซึ้งกว่าพระสายบ้านได้เหมือนกัน


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สมัยที่ยังทรงผนวดอยู่ในเพศบรรพชิต ก็ได้มีโอกาสเดินทางอย่างกว้างขวาง มากกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในอดีตก่อนหน้านั้น จึงเกิดวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง กว้างขวาง ลึกซึ้ง จนเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินวิเทโศบายและรัฐประศาสโนบาย ที่ค่อนข้างปรีชาสามารถในเวลาต่อมา


ปฏิเสธได้ยากว่าสถาบันสงฆ์ไทยเป็นอนุรักษ์นิยมในดีกรีแรง แต่ก็ผลิตพระที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นระยะๆ


หลวงตามหาบัวคือหนึ่งในนั้น


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
7 กุมภาพันธ์ 2554

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ก้าวแรกของผู้นำ


คนไทยเชื่อผู้นำและออกจะ “ว่าง่าย”

การเชื่อหัวหน้าและเดินตามหัวหน้าของคนไทย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น มันเป็นแบบนี้มานานแสนนานแล้ว  

สมัยก่อนผู้นำและชนชั้นปกครองมักใช้วิธีบังคับให้เชื่อ หรือไม่ก็ผูกขาดการศึกษาเอาไว้ ไม่ให้ผู้ตามได้รับการศึกษาในเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและบริหารองค์กร เช่น การเมืองการปกครอง การจัดการ จัดองค์กร การทหาร การต่างประเทศ และการบริหารทรัพยากร หรือบริหารเศรษฐกิจ

เดี๋ยวนี้เมื่อใช้วิธีบังคับไม่ถนัด ก็หันมาใช้วิธีชักจูง กล่อมเกลา และชวนเชื่อ
ลองย้อนดูตัวเราเอง ทำใจให้เป็นกลางๆ ก็จะพบว่าคนไทยรุ่นพวกเรานี้ ถูกทำให้เชื่อด้วยการจัดระเบียบความคิด ระเบียบการใช้เหตุผล ถูกจัดวางและโยงใยข้อมูล เกี่ยวกับการยกย่องเทิดทูนผู้นำสูงสุดมาเหมือนๆ กัน โดยการกล่อมเกลาผ่านระบบการศึกษา และเครือข่ายการโฆษณาชวนเชื่อ แบบทำซ้ำๆ ถี่ๆ เป็นเวลานาน
สิ่งเหล่านี้ มิใช่เรื่อง “ดี” หรือ “ไม่ดี” เพียงแต่มัน “เป็นเช่นนั้นเอง”

ถ้าเทียบแล้ว คนไทยโดยเฉลี่ยยังไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร แม้พวกที่ได้รับการศึกษามาเต็มที่จนถึงระดับสูง ก็เป็นการศึกษาที่ไร้คุณภาพ หรือไม่ก็ด้อยคุณภาพ
คนไทยจึงเชื่อคนง่าย หรือถูกชักจูงได้ง่าย

ประกอบกับ ความมีจิตใจดี ชอบน้อมรับไมตรี ไม่สงวนท่าที สงวนไมตรี หรือมี Resevation เหมือนคนญวน คนญี่ปุ่น คนจีน หรือฝรั่ง อีกทั้งยังเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว เห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก และเห็นอะไรเห็นคล้อยตามกัน คนไทยจึงถูก “ยึดครอง” ได้ง่าย

หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี และคอลัมนิสต์ปากกคม รู้จักใช้ข้อมูล รู้จักแพลมข้อมูล ตลอดจนผู้ประกาศที่พูดเก่ง เล่าเก่ง จึงมีอิทธิพลค่อนข้างมาก

นักการเมืองไทยจึงเข้าสู่อำนาจกันง่ายๆ ไม่เหมือนคนของชาติที่เจริญแล้ว ซึ่งได้รับการศึกษามาดี นักการเมืองที่อยากได้อำนาจ จึงต้องพยายามอย่างมากและอย่างหนัก ต้องใช้ทั้งผลงาน พิสูจน์ให้เห็นจริงเห็นจัง และใช้ทั้งการหว่านล้อม ตลอดจนชวนเชื่อสารพัด ผ่านแคมเปญ หรือโฆษณาและการตลาดอย่างต่อเนื่อง กว่าจะสำเร็จ

นั่นเพราะรู้ว่ายึดครองหัวสมองไม่ได้ ก็ต้องยึดครองที่จิตใจ และหากยึดครองจิตใจก็ยังไม่ได้ ก็ต้องยึดครองที่อารมณ์ความรู้สึก หรือต้องยึดครองให้ได้ทั้งสามสมรภูมิไปพร้อมกัน จึงจะมีโอกาสสำเร็จ

ถ้าเราลองมองออกนอกตัว มองไปที่อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เราก็จะเห็นว่าราษฎรในชาติเหล่านั้น ได้รับการศึกษาในระบบที่ดีที่สุดในโลก และเมื่อมองมาที่จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ พม่า หรือเขมร ซึ่งระดับการศึกษาของราษฎรยังด้อยคุณภาพ แล้วเปรียบเทียบกันดู ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า วิถีการเข้าสู่อำนาจหรือขึ้นสู่อำนาจของผู้นำในสังคนเหล่านั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

กลุ่มแรกย่อมต้องใช้วิธีแสดงผลงาน ชักจูง และหว่านล้อม เป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มหลังใช้วิธีบังคับ และยัดเยียดให้เชื่อ ให้รักผู้นำเพราะมีค่าเท่ากับรักชาติ หรือบางทีก็อาจใช้วิธีหลอกลวงเจือปนเข้าไปด้วย

แต่ยังไงก็ตาม ในที่สุดแล้ว ผู้นำจะถูกวัด ถูกตัดสิน ถูกประเมิน และให้คุณค่า ด้วย Moral หรือด้วยการเลือกข้างหรือจุดยืนในเชิงถูก/ผิด มิใช่ด้วยความเก่งกาจ ฉลาดเฉลียว หรือ Creativity

ถ้าเราพลิกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติดู ก็จะพบความจริงข้อนี้อยู่ทั่วไปหมด

Adolf Hitler นั้น เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก แถมยังมีความจำดี ฉลาดเฉลียว รู้จักธรรมชาติของคนดีมาก หยั่งใจคนได้ลึก และไม่โกงไม่กิน ไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่รับสินบนเล็กๆ น้อยๆ แถมยังมีอารมณ์ศิลปิน และสนับสนุนศิลปะ แต่ก็ผิดพลาดอย่างจังและไม่น่าให้อภัยในเชิง Moral

อันที่จริง ผมไม่อยากใช้คำว่าจริยธรรมหรือคุณธรรม ในความหมายของดี/ชั่ว เชิงศาสนา แบบคริสตศาสนาที่ยกให้ความเลวร้ายทั้งปวงในฝั่งตรงข้ามกับ God ไปสมมติให้รวมอยู่ในคำๆ เดียวว่า “Satan”
แต่ Moral ที่ผมพูดถึงนั้น เป็น Common Sense แบบกว้างๆ ในเชิงพุทธ (อย่าลืมว่าในภาษาไทยเราสามารถมีคำว่า “ธรรมา ธรรมะ สงคราม”) และการเลือกยืนอยู่ในข้างที่ถูกต้อง ย่อมเป็นศิลปะชั้นสูงที่ผู้นำและผู้ที่ต้องการหรืออยากจะเป็นผู้นำทุกคนต้องเรียนรู้ ต้องยึดถือ และต้องแสดง
ผมและทีมงานนิตยสาร MBA ทุกคน ยินดีที่ได้เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำและผู้ที่กำลังจะขึ้นเป็นผู้นำทั้ง 54 คน สำหรับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับพวกเราและผู้อ่านทุกท่าน ที่กำลังจะก้าวไปสู่ปี 2554 ด้วยกัน

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553

ความไว้วางใจในตัวอานันท์ ปันยารชุน



ชื่อของ อานันท์ ปันยารชุน ติดอันดับที่คนอยากให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีทุกครั้งเมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นโดยโพลทุกสำนัก

อันที่จริง ก่อนวันที่ 2 มีนาคม 2534 เขาเป็นที่รู้จักในหมู่ราษฏรทั่วไปน้อยมาก ตลอดอาชีพสื่อมวลชนของผม ผมไม่เคยได้สัมภาษณ์เขาแบบสองต่อสองเลย เพราะให้คนขอไปทีไรก็ถูกบอกปัด

อาณาจักรของเขาคือ Bangkok Post เพราะพ่อเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นบรรณาธิการอยู่หลายปี โดยอิทธิพลของตระกูลเขาก็ยังอยู่มาจนกระทั่งบัดนี้

ผมเคยพบเขาครั้งหนึ่งก่อนเขาเป็นนายกฯ หลายปี ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ สมัยโน้นเขาเป็นประธานสหยูเนี่ยนและนายกสภานิด้า และมีคนเชิญเขามาปาฐกถาโดยเจ้าภาพได้ขอให้ผมไปเป็นผู้พูดแนะนำองค์ปาฐก

ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าเขาพูดเรื่องอะไร แต่จำได้แม่นว่าตัวเองยืนอยู่บนโพเดียมเป็นเวลานานระหว่างที่เขาพูด และครั้งหนึ่งเขานึกคำไทยให้แทนความหมาย Strategic Goods ไม่ออก แล้วหันมาถามผม โดยผมตอบผ่านไมโครโฟนไปว่า “สินค้ายุทธปัจจัย” เลยเป็นอันพอใจกันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

ก่อนกลับ ระหว่างที่เขากำลังสนทนาอยู่กับ ดร.สมศักดิ์ ชูโต และบรรดาคณาจารย์ผู้ใหญ่ ผมก็แทรกตัวเข้าไปถามคำถามที่ผมคิดว่าหรูแล้วในขณะนั้น แต่มาคิดอีกทีตอนนี้ มันช่างหน่อมแน้มเสียนี่กระไร...ผม (ถาม) : ท่านครับ ปัจจัยแห่งความสำเร็จของท่านคืออะไร...อานันท์ (ตอบ): Trust ไง สำหรับผม ความสำเร็จมันต้องมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ จะทำไงให้เขาไว้ใจเรา อันนี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จ...ผม (พูดต่อ) : ขอบคุณครับท่าน....แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย

งานนั้นเป็นประโยชน์กับอาชีพของผมในเวลาต่อมา เพราะทำให้ผมต้องศึกษาประวัติของเขา สมัยโน้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตและ Wikipedia ผมจึงต้องอาศัยหนังสืองานศพ และผมก็พบว่าเขามาจากตระกูลใหญ่ ที่เห็นความสำคัญของการศึกษามาก พ่อของเขาเป็นนักเรียนเก่า Shrewsbury และโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นนำของอังกฤษ แล้วกลับมาเป็นข้าราชการคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๖ เคยเป็นผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัยและปลัดทูลฉลอง ส่วนแม่ของเขาก็มาจากตระกูลเจ๊สัวใหญ่ฝ่ายคหบดีจีน และพี่ๆ ของเขาก็ล้วนได้รับการศึกษาชั้นยอดและแต่งงานเกี่ยวดองกับสมาชิกของราชตระกูลและตระกูลสำคัญๆ แทบทั้งสิ้น ตัวเขาเองเป็นศิษย์เก่า Dulwich College และ Trinity College แห่ง Cambridge เป็นรุ่นพี่เจ้าฟ้าชายชาลส์ประมาณสิบปี

เขาเป็น Aristocrat by Brith โดยแท้ ทั้งวิธีคิด วิธีพูด วิธีจัดการ วิธีเจรจา ลูกเล่น และอารมณ์ขัน (ภาษาอังกฤษของเขา รวมทั้งโวหารและปฏิพานไหวพริบในการโต้ตอบในพากย์อังกฤษ อยู่ในระดับดีกว่าของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก ทั้งๆ ที่อภิสิทธิ์ก็เป็นนักเรียนเก่า Eton และไปเรียนอังกฤษเมื่อยังเล็กกว่าอานันท์) และตระกูลของเขาก็ได้รับผลกระทบอย่างแรงจากการรัฐประหารของคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน 2475

ผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาก่อนหน้านั้นคือการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน โดยร่วมกับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่เขาก็ต้องมาขมขื่น และผิดหวังมากกับสังคมไทย อันเนื่องมาแต่กรณี 6 ตุลาฯ...นั่นเป็นข้อมูลที่ผมรับรู้ ณ ตอนนั้น

เมื่อผมเป็นบรรณาธิการนังสือพิมพ์จตุรัส (ยุคหลังสุด) ผมได้สัมภาษณ์ ดร.ถนัด คอมันตร์ หลายครั้ง ขณะนั้นความจำยังแจ่มใสแม้จะอายุเกินเก้าสิบแล้ว เมื่อจบการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ และคุยนอกรอบ Off-Record ถนัดได้เล่าเรื่องที่เกี่ยวกับอานันท์ให้ฟังหลายเรื่องตั้งแต่เริ่มรับราชการ จนถนัดเอามาฝึกและสนับสนุนให้เป็นใหญ่ ทำให้ผมรู้จักอานันท์มากยิ่งขึ้น

ผมได้พบกับอานันท์อีกครั้งตอนที่เขาเสร็จสิ้นภาระกิจการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว เพราะมีคนเชิญผมไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของเขาค่ำวันหนึ่ง ณ ร้านอาหารฝรั่งของ ปรีดา เตียสุวรรณ์ แถวซอยคอนแวนต์

ผมจำว่าได้ร่วมจิบไวน์กับ ส.ศิวรักษ์ และได้เห็นฝ่ายก้าวหน้าและเอ็นจีโอจำนวนมาก สุรชัย จันทิมาธร ได้บรรเลงกีต้าร์เพลง La Marseillaise โดย ดร. โคทม อารียา พิภบ ธงไชย และอีกหลายคน ร่วมกันร้องในเวอร์ชั่นฝรั่งเศส...

งานนั้นได้ตอกย้ำความคิดผมเกี่ยวกับภาวะผู้นำของอานันท์ ว่าเขาเป็นผู้นำที่สามารถสร้าง Trust ให้คนเชื่อใจเขาได้ จนเป็นที่นิยมยกย่องและเป็นที่รักของหมู่คณะ เข้าได้แม้กระทั่งกับฝ่ายก้าวหน้าและบรรดาเอ็นจีโอซึ่งภูมิหลังทางสังคมต่างกับเขาอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และความคิดเห็นในเรื่องการพัฒนาก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน ฯลฯ และผมก็เริ่มเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับอานันท์ ว่าเขาน่าจะเข้าใจความอยุติธรรมในสังคมมากขึ้น และเข้าใจหัวอกคนเล็กคนน้อยอย่างประจักษ์กับตัว แม้จะยืนอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ก็เข้ากับฝ่ายก้าวหน้าได้ เพราะระหว่างที่เขาเป็นนายกฯ ทั้งสองสมัย เขาแทบไม่เห็นหัวคนเล็กคนน้อยเลย เขาเอาแต่เร่งแก้กฎหมายและออกกฎหมายจำนวนมากมายเพื่อเปิดทางให้กับเสรีนิยมและฝ่ายนายทุนอย่างเต็มที่ (ยกเว้นกับกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์เท่านั้นแหละ ที่เขาเป็นศัตรูด้วย)

เขาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่สามารถ “ต่อสาย” ได้ตั้งแต่บรรดาผู้นำสมัชชาคนจน ผู้นำแรงงาน และนักกิจกรรมในสลัม เอ็นจีโอ ปัญญาชน ข้าราชการ พ่อค้านักอุตสาหกรรม ไปจนถึงในรั้วในวัง

เขายังคงมีคุณค่าต่อสังคมการเมืองไทย และยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีของฝ่าย Elite

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553