วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวาน และขมขื่น



ถ้าลองได้ถามผู้คนทั้งสองฝั่งโขงดู ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง นักการทูต ข้าราชการระดับสูง หรือแม้กระทั่งชาวบ้านชาวช่องทั่วไป ถึงความเห็นของพวกเขาที่มีต่อรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวหรือลาวกับไทย

เรามักจะได้คำตอบเกือบร้อยทั้งร้อยว่า "เป็นความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง"

ฟังดูแล้ว เหมือนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนม เข้าอกเข้าใจ และรักใคร่กลมเกลียวกันดี

ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างเราสอง น่าจะลึกซึ้งกว่าคนอื่น เพราะภาษาและวัฒนธรรมใกล้ชิดกันมากที่สุดแล้ว

ไม่มีคนชาติไหนในโลกที่ฟังภาษาไทยรู้เรื่องมาตั้งแต่เกิดและสามารถพูดกับพวกเราได้โดยไม่ต้องใช้ล่ามหรือไม่ต้องผ่านภาษาที่สาม นอกจากคนลาว

แต่พูดไปเหมือนพระเจ้าเล่นตลก

เพราะไอ้เจ้า "ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง" อันเดียวกันนี้แหละ ที่เป็นสาเหตุให้ไทยกับลาวต้องหมองหมางกันมาหลายครั้งหลายคราในอดีต และยังไม่สามารถวางใจกันได้เต็มร้อยในปัจจุบัน และอาจจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ไทย-ลาว นับจากนี้ต่อไปในอนาคต

มันเป็น IRONY

เหมือนดังเช่นโปรตุเกสกับสเปน อังกฤษกับอเมริกา ฝรั่งเศสกับเบลเยี่ยม หรือออสเตรียกับเยอรมนี ซึ่งดูเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกันมา (บ้างก็คล้ายกับพ่อลูก) พูดภาษาเดียวกัน กินอาหารอย่างเดียวกัน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันมาก และนับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่ก็เคยหมองหมางกันมาหลายครั้ง จนถึงขั้นฆ่าแกงกันอย่างรุนแรงก็ใช่ว่าจะไม่เคย และปัจจุบันก็ใช่ว่าจะมีความสัมพันธ์พิเศษ จ๊ะจ๋าและเอื้ออาทรกันในดีกรีที่ใกล้ชิดกว่าชาติอื่นซึ่งไม่ถือเป็นพี่น้องเสียซ้ำ

อย่าลืมว่า "ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง" นั้น มันย่อมต้องมี "พี่" ฝ่ายหนึ่ง และ "น้อง" อีกฝ่ายหนึ่ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

แล้วแต่ว่าในขณะหนึ่งๆ นั้นใครจะเล่นบท "พี่" และใครจะเล่นบทเป็น "น้อง"

อย่างอเมริกานั้น ก็เคยเป็น "น้อง" ของอังกฤษมาก่อน (อาจพูดได้ว่าเป็น "ลูก" ด้วยซ้ำไป) แต่ปัจจุบันได้กลับบทบาทมาเป็น "พี่เอื้อย" เสียแล้ว เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรียกับเยอรมนี ซึ่งรัฐต่างๆ ในเยอรมนีปัจจุบันนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออสโตร-ฮังการี มาก่อนนั่นเอง

ทว่า สำหรับไทย-ลาว นั้น ไทยเราดูเหมือนจะเล่นบทเป็นพี่มาโดยตลอด

22 ปีมาแล้ว ที่ผมเดินทางมาเวียงจันครั้งแรก โดยตอนนั้นรัฐบาลลาวได้เชื้อเชิญให้สื่อมวลชนทั่วโลกเข้ามาสังเกตุการณ์การเปิดสภาประชาชนในปีนั้นที่มีการรับรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งมีลักษณะเปิดกว้างเป็นครั้งแรก

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับปัญญาชนคนหนึ่งที่เรียนจบมาจากยุโรปตะวันออกและรัสเซียซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยด่ง ดก (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว หรือ "..”) และกินตำแหน่งคล้ายๆ กับนายกราชบัณฑิตยสภาของลาวอีกตำแหน่งหนึ่ง

ท่านบอกกับผมว่าความร่วมมือทางวิชาการระหว่างลาวกับไทยในขณะนั้น มีมาได้สักพักหนึ่งแล้ว (เข้าใจว่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 1985) และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวนั้นเป็น "ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง"

"ไทยกับลาวเปรียบเสมือนพี่น้อง เวลาไปประชุมที่เมืองไทย ไทยก็ออก และเมื่อมาประชุมกันที่เมืองลาว ไทยก็ออก" ท่านกล่าวถึงการที่ไทยต้องออกค่าใช้จ่ายให้ลาวเสมอ แสดงนัยว่าไทยนั้นเป็นพี่ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องเอื้ออาทรต่อน้องอยู่ตลอดเวลา

ผมว่าเจ้าลาวสมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็มีความคิดเช่นเดียวกันนี้ต่อเจ้าไทย

ความรู้สึกแบบนี้ บางทีมันก็ทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อน้องรู้สึกว่าพี่ไม่มีความเอื้ออาทร หรือทำตัวไม่สมกับความเป็นพี่ หรือน้องอาจจะไม่ได้อะไรดังใจ จนบางทีก็อาจจะกลายเป็นความเคียดแค้นหรือจ้องเอาคืนเมื่อรู้สึกว่า "พี่ชอบแกล้งน้อง" หรือ "พี่ชอบเอาเปรียบน้อง" หรือที่รับไม่ได้เลยคือ "พี่ชอบดูถูกดูแคลนน้อง" หรือ "ดูหมิ่นเหยียดหยามน้อง" ทั้งต่อหน้า หรือลับหลังแบบลึกๆ

กรณี “กบฎเจ้าอนุวงศ์” ใน พ.. 2370-2371 ก็เริ่มต้นจากหน่อความรู้สึกที่เจ้าลาวเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับรัชกาลที่ 2 และมาก่อการในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยความรู้สึกที่อยากจะล้างอายผสมกับอยากปลดแอกจากการเอารัดเอาเปรียบจากการปกครองของราชวงศ์จักรี

ทำให้กองทัพไทยต้องบุกยึดกรุงเวียงจันและรื้อถอนเผาทำลายจนเกือบจะไม่เหลือซาก อีกทั้งยังจับเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวมาขังใส่กรงเหล็กประจานหน้าพระที่นั่งสุทไธสวริยปราสาท (ตรงกำแพงพระบรมหาราชวังด้านทิศตะวันออกตรงข้ามกระทรวงกลาโหมปัจจุบัน) จนตรอมใจตาย แล้วยังเอาศพเสียบประจาน ณ ที่สำเหร่อีกซ้ำ เป็นผลให้เกิดความหมองหมางระหว่างสยาม-ลาว อย่างเป็นบาดแผลลึกมาจนถึงปัจจุบัน (การที่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ชอบดูถูกคนอีสานว่าเป็น "บักหนาน" “บักเซี่ยว" "เหลาเกี๊ย" หรือ "ควายแดง" ก็ทำให้กลายเป็นปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้างของไทยในปัจจุบันได้เช่นเดียวกัน)

ยิ่งช่วง ร.. 112 และหลังจากนั้น ที่อิทธิพลของราชวงศ์จักรีต้องเขยิบจากฝั่งขวาแม่น้ำโขงมายังฝั่งซ้ายและยังเสียฝั่งซ้ายบางส่วนไปอีกในครั้งหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-ลาวยิ่งตกต่ำกว่าเดิม เพราะฝรั่งเศสเข้ามาเล่นบทให้เจ้าลาวเห็นว่าเป็นผู้ปกป้องลาวจากไทย และยังใช้นโยบายกลืนชาติโดยนำคนเวียดนามเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ยึดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรับตำแหน่งราชการสำคัญๆ ไว้เกือบหมด

ความสัมพันธ์สยาม-ลาว มากระเตื้องขึ้นช่วงสั้นๆ ระหว่างที่ปรีดี พนมยงค์ มีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของไทย และได้ช่วยให้ขบวนการชาตินิยมของลาวตั้งรัฐบาลและกองกำลังพลัดถิ่นเพื่อต่อสู้กับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสทั้งบนดินและใต้ดินในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของไทย-ลาวก็เริ่มเลวร้ายลง เพราะผู้นำของทั้งคู่นับถือพระเจ้าคนละองค์กันในยุคสงครามเย็น

ความสัมพันธ์ช่วงนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ชนชั้นผู้นำของทั้งสองฝ่ายในปัจจุบัน ต่างฝ่ายต่างอยากจะลืม ไม่อยากจดจำ

เดชะบุญที่เดี๋ยวนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเราสองพัฒนากลับกลายมาเป็นพี่น้องกันดังเดิม โดยต่างฝ่ายต่างพึ่งพิงเกื้อกูลกัน

ไทยได้ไฟฟ้าและแร่ธาติตลอดจนไม้จากลาว และลาวก็ได้สินค้าอุปโภคบริโภคตลอดจนรายได้จากการท่องเที่ยวและเงินลงทุนจากไทย (นักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนสี่ในห้าของทั้งหมดและไทยเป็นนักลงทุนอันดับสามรองจากจีนและเวียดนาม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียง 5 ปี ไทยเป็นอันดับหนึ่ง)

แต่โจทย์ของลาวยากกว่าโจทย์ของไทย

การเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิ-ยุทธศาสตร์ของเอเชีย ทำให้ลาวต้องเล่นกับจีน เวียดนาม และไทย ซึ่งต่างเป็นอำนาจเหนือไปพร้อมๆ กัน

การที่ลาวมีประชากรน้อยมากและยังปกครองด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียวที่มีความคิดอนุรักษ์แบบที่ต้องเผด็จอำนาจและสืบทอดกันเองในหมู่ลูกหลานและเครือข่ายอุปถัมภ์ อีกทั้งยังขาดการตรวจสอบจากฝ่ายค้านหรือสื่อมวลชนและองค์กรอิสระ จึงมีโอกาสให้เกิดคอรัปชั่นได้โดยง่าย (ทองสิน ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว ออกมาให้ข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัฐบาลลาวได้ให้สัมปทานแก่บริษัทต่างชาติกว่า 470 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 4,9000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

เหล่านี้ล้วนเป็นผลให้ราษฎรลาวส่วนใหญ่ยังคงยากจน ขาดเสรีภาพทางการเมือง และประเทศลาวยังล้าหลังเมื่อเทียบกับไทย

แต่การที่ลาวรุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งใต้ดินบนดินและมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในย่านที่มีศักยภาพ (เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย) และผู้คนที่อยู่ทางเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก จำต้องใช้เป็นทางผ่าน ทำให้ลาวกลายเป็นเวทีที่ต้องชิงดำกันระหว่างอำนาจรอบข้าง (เช่นไทย ลาว พม่า เขมร เวียดนาม จีน) และอำนาจเชิงเศรษฐกิจ (และบางทีก็การเมือง) ที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังอำนาจรอบข้างเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง (เช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย และอินเดีย)

ทำให้ผู้นำลาวยิ่งต้องรับแรงกดดันและเรียกร้องให้ต้องเก่งในเชิงนโยบาย Balance of Power” เพราะหาก "เล่นไม่เป็น" หรือ "เล่นพลาด" ก็จะเกิดผลเสียหายได้ง่ายๆ ในอนาคต

เพราะลาวมี "พี่" หลายคน ไม่ได้มีไทยเป็นพี่แต่เพียงคนเดียว (และเวียดนามเป็นเสมือน "พ่อ" และรัสเซียเป็น "พ่อเลี้ยง" ดังแต่ก่อน สมัยที่เริ่มตั้งสาธารณรัฐใหม่ๆ)

เมื่อไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ The Economist อ้างข้อมูลจากข้าราชการระดับสูงของรัฐบาลลาวซึ่งบอกอย่างค่อนข้างเศร้าใจว่าปัจจุบันที่ดินประมาณ 30% อยู่ในครอบครองของต่างชาติ (จีนและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีไทยบางส่วน ซึ่งลาวเวนคืนมาจากคอมมูนหรือราษฎรเพื่อให้เช่าเป็นเวลา 99 ปี)

นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของลาว ซึ่งหากจะกล่าวในรายละเอียดย่อมต้องเสียเวลาอีกมาก

ว่าแต่ว่า ในด้านความสัมพันธ์กับไทยนั้น ลาวและไทยต่างทำได้ดี

ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง" ไม่มีใครเถียงได้

และความบาดหมางในอดีตนั้น ก็ไม่มีใครอยากพูดถึง

เมื่อสองเดือนมานี้ ผมมีโอกาสได้กลับไปเยือนเวียงจันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้กลับไปอีกเลยในรอบ 22 ปีที่ผ่านมา

เวียงจันผิดหูผิดตาไปมาก

ผมมีโอกาสได้ไปไหว้พระที่หอพระแก้วและวัดสีสะเกด วัดคู่บ้านคู่เมืองของกรุงเวียงจัน

เมื่ออ่านป้ายภาษาอังกฤษที่ติดไว้เพื่อบอกกล่าวที่มาที่ไปของวัดให้กับนักท่องเที่ยว ผมก็ทราบถึงกุศโลบายทางการทูตอันชาญฉลาดของรัฐบาลลาวปัจจุบันได้ทันที

ป้ายอันนั้นบอกข้อความไว้ว่า "Sisaket Museum was build in 1818 during the reign of the King Anuvong...After construction completed it is about 10 years the foreigner has aggression and destroyed the Lao Lanexang (Vientiane). After the war has over the Lao people has construction and restoration the same architectural style....”

ทั้งๆ ที่วัดแห่งนั้น ถูกกองทัพไทยทำลายราบคาบไปพร้อมกับกรุงเวียงจันในสมัยรัชกาลที่ 3 ทว่ารัฐบาลของ สปป.ลาว ปัจจุบัน ยังอุตส่าห์ใช้คำเรียกกองทัพไทยในภาษาอังกฤษว่า "Foreigner” แทนที่จะเป็น "Siam” หรือ "Thais” หรือ "Enemy” ทั้งๆ ที่พวกเขารู้สึกขมขื่นกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น 

(แม้แต่ไกสอน พมวิหาร ยังตั้งชื่อกองกำลังปฏิวัติกองแรกที่ตัวเองได้เป็นผู้บัญชาการในปี 2492 ว่า "กองราชวงศ์" เพื่อลำรึกถึงเจ้าราชวงศ์ (โย้) วีรบุรุษคนหนึ่งผู้ต่อสู้กับสยามเมื่อปี 2370-2371 และยกย่องกันในเวลาต่อมาว่ากองพันดังกล่าวนั้นแหละที่เป็นต้นธารของกองทัพประชาชนลาวอันโด่งดังในเวลาต่อมา)

แน่ละ ในเชิงการต่างประเทศหรือการทูต อดีตควรเป็นเรื่องที่สงวนไว้

Let Bygones Be Bygones.

ไม่จดจำ แต่ก็ไม่ลืม!

ในโลกนี้ ถ้าเอาความบาดหมางในอดีตมาพูดกันแล้ว คงจะไม่มีชาติใดที่สามารถเป็นมิตรกันได้เลย" .. สมจิต สุกสะหวัด ว่าการคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University of Laos) กล่าวกับผม

แต่จะอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ไทยกับลาว ย่อมตัดกันไม่ขาด และไม่มีทางตัดกันขาด เพราะความเป็นพี่น้องกันมันเป็นจริงๆ

เราสองต่างมีสายเลือดเดียวกัน ร่วมบรรพบุรุษเดียวกัน และพูดภาษาเดียวกัน กินอาหารคล้ายกัน นุ่งห่มและอยู่อาศัยไม่ต่างกัน อีกทั้งยังหัวเราะ ร้องไห้ ด้วยเรื่องราวกระทบใจคล้ายๆ กัน และยังคงนับถือศาสนา (และผี) เดียวกัน ฯลฯ

ที่สำคัญเราอยู่บ้านใกล้กัน รั้วติดกัน ไม่สามารถย้ายไปไหนได้

แม้อีกร้อยปี พันปี หมึ่นปี เราก็จะอยู่เคียงกันแบบนี้ตลอดไป

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 มกราคม 2557
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

ความตกต่ำของนักการเมือง สื่อเสรี และคอรัปชั่น



ไม่เคยมียุคสมัยใดที่นักการเมืองตกต่ำถึงเพียงนี้!

หันหน้าไปทางไหน มีแต่คนก่นด่าและแสดงความรังเกียจนักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่เด็กอมมือ

เด็กสมัยนี้บางคนถึงกับขึ้นเวทีไฮปาร์คด่านักการเมืองกันเลยก็มี

มิเพียงเท่านั้น วิธีนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนและแนววิเคราะห์ของคอลัมนิสต์ที่นิยมทำกันมากในขณะนี้ ก็คือการด่านักการเมืองและโทษนักการเมืองว่าเป็นต้นตอของการคอรัปชั่นและปัญหาทั้งมวลของประเทศ

หนังและละครมักมีนักการเมืองเป็นตัวโกงหรือเป็นพรรคพวกในเครือข่ายของตัวโกง ผิดกับหนังสมัยที่ผมเป็นเด็ก ซึ่งตัวโกงมักเป็นเสี่ยต่างจังหวัดหรือไม่ก็เจ้าพ่อเมืองกรุง ที่คอยรังแกข้าราชการชั้นผู้น้อย เช่นปลัดอำเภอ นายอำเภอ หมอ ครู หรือตำรวจ เป็นต้น

นักธุรกิจก็แอบด่าและดูถูกนักการเมือง ส่วนข้าราชการนั้น ลึกๆ แล้ว ก็ดูถูกดูแคลนนักการเมืองเหมือนกัน แม้ภายนอกจะแสดงออกไม่ได้เพราะต้องทำงานภายใต้นักการเมือง และอนาคตราชการของตัวเองยังต้องพึ่งพานักการเมืองอยู่

นักเรียนนักศึกษา เมื่อพูดถึงนักการเมือง มักเบือนหน้าหนี

มีคนไปถามว่าโตขึ้นอยากประกอบอาชีพอะไร เกือบร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครเลือกเป็น "นักการเมือง" (นอกจากพวกที่เป็นลูกหลานนักการเมืองอยู่ก่อนแล้ว)

อาจพูดได้ว่า เด็กสมัยนี้เติบโตขึ้นมากับจิตใต้สำนึกที่เกลียดนักการเมือง (หรืออย่างน้อยก็เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่นักการเมืองถูกรังเกียจ) จำนวนไม่น้อยเชื่อว่านักการเมืองรังแกกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

ที่น่าสังเกตุคือภาวะแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก!

ลองมองไปที่ยุโรปในขณะนี้ เราก็จะเห็นว่าที่นั่น นักการเมืองก็กำลังถูกก่นด่าและถูกดูแคลนในฝีไม้ลายมือและคุณภาพอย่างขนานใหญ่

อย่างในอังกฤษ เมืองแม่แบบที่อาชีพนักการเมืองเกิดขึ้นที่นั่นก่อนใครเพื่อน นักการเมืองอังกฤษในบัดนี้ มักถูกนำไปเปรียบกับนักการเมืองรุ่นก่อน แล้วผู้คนก็พากันหมดหวัง

ในฝรั่งเศสซึ่งนักการเมืองเคยมีบทบาทสูงเพราะระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับรัฐมากและประธานาธิบดีก็มีอำนาจมากตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (สาธารณรัฐที่ 5) ทว่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็ถูกก่นด่าและถูกดูแคลนว่าเป็นมะเขือเผา แก้ปัญหาของยุโรปที่กำลังตกต่ำไม่ได้เลย หาความริเริ่มสร้างสรรค์อะไรได้น้อยมาก

แม้แต่ในเยอรมนีที่ผู้คนมีระเบียบวินัยและร่ำรวยและกุมบังเหียนยุโรปอยู่และการคอรัปชั่นโดยนักการเมืองมีน้อยมาก อาชีพนักการเมืองก็หาเป็นที่นิยมไม่ เพราะราษฎรยังมองว่าแก้ปัญหายุโรปได้ไม่ค่อยถูกใจ โดยบางกลุ่มถึงกับโจมตีว่านักการเมืองเอาใจต่างชาติมากเกินไปด้วยซ้ำ

ความตกต่ำของนักการเมืองในเยอรมนีและฝรั่งเศส (ยังไม่ต้องพูดถึงอิตาลีที่นักการเมืองมักตกเป็นเป้าสังหาร) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สหภาพยุโรปอ่อนแอและการแก้ปัญหาเกิดความล่าช้า เพราะผู้นำการเมืองของประเทศสำคัญเหล่านั้นถูกผูกมัดโดยเงื่อนไขทางการเมืองในประเทศตัวเองมากจนต้องหันมาเอาใจคนในประเทศซึ่งยังมีลักษณะชาตินิยมแรงอยู่

นี่ยังไม่นับรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีกำลังทำตัวคล้ายๆ ฮิตเลอร์อยู่ในขณะนี้ (โดยผู้นำทางการเมืองของประเทศสำคัญๆ แม้จะไม่ถึงกับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียเลยทีเดียว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่กล้าออกมาประนามหรือห้ามปราม โดยใช้ไม้แข็งให้เห็นว่าชาวโลกที่เจริญแล้วเขาไม่พอใจกัน)

ญี่ปุ่นเอง สถานการณ์ของนักการเมืองก็ไม่ได้ดีสักเท่าใดนัก อย่าว่าแต่เกาหลีใต้ที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งประกาศลาออก เพื่อลดโทนความไม่พอใจของราษฎรลง เนื่องมาแต่กรณีการช่วยเหลือลูกเรือที่อับปางล่าช้า

ผู้ที่อ้างตัวเป็นรัฐบุรุษของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างลีกวนยูและมหาเธย์ ซึ่งตัวเองก็เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน แต่พอกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ตั้งตัวเป็นผู้เผด็จอำนาจโดยอาศัยกลไกของระบอบประชาธิปไตยเป็นหน้าฉากและกฎหมายเป็นเครื่องมือแล้ว ก็ดูแคลนนักการเมืองรุ่นหลังกัน

นี่ยังไม่ต้องนับอาฟริกา เอเชียกลาง จีน และตะวันออกกลาง ที่นักการเมืองไม่ต่างอะไรกับหัวหน้าแก๊งมาเฟีย โจรเรียกค่าไถ่ และฆาตกรที่ใช้ศาสนาหรืออุดมการณ์บางอย่างบังหน้า

แม้แต่สหรัฐอเมริกา ประเทศเบอร์หนึ่งของโลกที่คนตื่นตัวทางการเมืองมาก และการเมืองทุกระดับก็เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของราษฎรในดีกรีที่มากและเห็นได้ชัดกว่าสังคมอื่น และอาชีพนักการเมืองในประเทศนั้นก็เป็นอาชีพเก่าแก่มากว่า 200 ปี และเป็นอาชีพที่ราษฎรให้ความยอมรับ ยอมให้เป็นผู้ปกครองและนำเข้าสู่สงครามใหญ่ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังคงให้ความเคารพนับถือ โดยในบรรดานักการเมืองเหล่านั้นในอดีต ก็มีนักการเมืองที่ฉลาด สามารถ ช่ำชอง มองการณ์ไกล และยึดถือคุณธรรม ถึงขั้น "รัฐบุรุษ" จำนวนมาก

ทว่าปัจจุบันนี้ ภาพลักษณ์ของนักการเมืองอเมริกันตกต่ำลงมาก ราษฎรจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าบรรดานักการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักล็อบบี้ที่ทำงานให้กิจการขนาดยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำมัน บริษัทยา บริษัทผลิตอาวุธยุโธปกรณ์ บริษัทสื่อสาร/อิเล็กทรอนิกส์ และที่สำคัญคือบริษัทการเงินใน Wall Street

คนนอกอย่างพวกเรา บางทีดูเข้าไปแล้ว ก็แทบจะไม่เชื่อสายตาว่าพรรคการเมืองใหญ่และเก่าแก่อย่าง Republican นั้น เคยเป็นพรรคของประธานาธิบดีที่เป็นนักการเมืองชั้นคุณภาพ และมีความสามารถสูง และเป็นตัวแทนของไอเดียฝ่ายคุณธรรม อย่าง Lincoln มาก่อน

ผมว่าคนอเมริกันรุ่นใหม่จำนวนมากก็คงลืมไปแล้วหล่ะ เพราะการกระทำของนักการเมืองรุ่นหลังของพรรคการเมืองนั้นมันไม่บ่งบอกนัยยะแม้แต่น้อย

อันที่จริง อาชีพนักการเมือง (หมายถึงคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักการเมืองโดยไม่ทำอาชีพอื่นไปพร้อมกัน) ในเมืองไทยนั้นเป็นอาชีพสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลัง พ.. 2475

ในเมืองไทยนั้นอาชีพนักการเมืองเกิดหลังอาชีพสมัยใหม่อื่นๆ เช่น วิศวกร แพทย์ พยาบาล ทนาย ผู้พิพากษา สถาปนิก เภสัชกร นักประพันธ์ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นายธนาคาร นักบัญชี และนักธุรกิจ

นักการเมืองยุคแรกมีบทบาทจริงๆ เพียงแค่ 15 ปี คือหลัง 2475 จนถึงหลังรัฐประหารปี 2490 ไม่นานนัก และกลับมามีบทบาทอย่างรุ่งโรจน์อีกครั้งในช่วงสั้นๆ คือหลัง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 โดยหลังจากปี 2521 มาจนถึง 2531 นั้น นักการเมืองมีบทบาทรอง (โดยทหารและข้าราชการประจำมีบทบาทนำ) แต่ก็เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนพลิกขึ้นมามีบทบาทนำอีกครั้งในยุครัฐบาลชาติชาย (2531-2534)

นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 26 ปีแล้วที่นักการเมืองร่วมมีบทบาทนำมาโดยตลอด แม้จะถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้งในปี 2535 และ 2549 แต่บทบาทนำของนักการเมืองก็มิได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

ที่น่าเสียใจคือบรรดานักการเมืองในเมืองไทยนั้นยอมตกเป็นเบี้ยล่างของนักลงทุนทางการเมืองหรือนักธุรกิจการเมืองเชื้อสายจีน ที่ตอนหลังเห็นโอกาสและเข้ามาลงทุนและลงขันตั้งพรรคการเมืองเป็นของตัวเองและครอบครัวเหมือนกับเป็นบริษัทส่วนตัว หรือไม่ก็ลงขันสนับสนุนพรรคการเมืองสำคัญๆ อยู่เบื้องหลัง

นักการเมืองเลยมีลักษณะเป็นลูกจ้าง และพรรคการเมืองก็ใช้วิธีแบบ "มาเฟีย" โดยใช้วิธีซื้อ หรือล่อด้วยผลประโยชน์ และแกมบังคับด้วยการข่มขู่ บรรดาข้าราชการประจำให้โลภหรือให้กลัว ทั้งโดยการขู่ การโยกย้าย แบล็กเมล์ และกลั่นแกล้งไม่ให้เติบโตในชีวิตราชการ เพื่อให้คนเหล่านี้คอยรับใช้ในกิจการบริหารราชการแผ่นดินให้ตน (เพราะนักการเมืองที่เป็นลูกจ้างเจ้าของพรรคมักไม่มีคุณภาพพอ และส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจหรือไม่ก็ทนายความ ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อน)

การหากินของนักการเมืองก็มีการแบ่งเขตกันหากินในลักษณะแก๊งมาเฟียเช่นกัน โดยในระดับประเทศก็จะอาศัยการออกกฎหมายเอื้อให้กิจการของเครือข่ายตนหรือที่สนับสนุนทางการเงินให้แก่ตนได้เปรียบในการแข่งขัน การให้สัมปทาน ให้เช่าช่วง ยกเว้นภาษี หรือจัดสรรงบประมาณแผ่นดินและงบรัฐวิสาหกิจไปกับการจัดซื้อจัดจ้างกิจการในเครือข่าย และถ้าเป็นผลประโยชน์จากเศรษฐกิจใต้ดินก็จะอาศัยตำรวจและผู้รักษากฎหมายเป็นแขนขา

สื่อยิ่งเสรีคอรัปชั่นยิ่งมาก เพราะอะไร?

ผมมีข้อสังเกตุอันหนึ่งในฐานะสื่อมวลชนว่า เมืองไทยปัจจุบันนั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนมีอยู่สูงมาก เสรีภาพของสื่อมวลชนไทยนั้นไม้แพ้ชาติก้าวหน้าใดในโลก แต่ทำไมการคอรัปชั่นในเมืองไทยก็สูงด้วย (เสรีภาพของสื่อมวลชนในเมืองไทยนั้นมากกว่าในสิงคโปร์หรือฮ่องกงเป็นไหนๆ ทว่าการคอรัปชั่นในสิงค์โปร์และฮ่องกงกลับมีน้อยกว่าเรามาก)

สื่อมวลชนไทยนั้นเปิดโปงการคอรัปชั่นน้อยมาก แม้จะมีทำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่จริงจังและไม่กัดติด (การเปิดโปงกรณีคอรัปชั่นครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีมาแล้วคือ "กรณีซุกหุ้น")

นั่นไม่ใช่เพราะสื่อมวลชนไม่มีคุณภาพ แต่เป็นเพราะสื่อมวลชนเอง (หรืออย่างน้อยเจ้าของสื่อ) ก็อาจได้ผลประโยชน์หรือเกี่ยวพันอยู่ในเครือข่ายผลประโยชน์เหล่านั้นด้วย จึงเกิดความเกรงใจ

มีคำพูดในวงการเมืองและสื่อมวลชนไทยว่า "นักธุรกิจกลัวข้าราชการ ข้าราชการกลัวนักการเมือง นักการเมืองกลัวสื่อ แต่สื่อเกรงใจนักธุรกิจ" ซึ่งผมว่าวงจรนี้มันมีความจริงอยู่ไม่น้อย และน่าเสียใจที่ Balance of Power อันนี้ถูกทำลายไปแล้วในปัจจุบัน เพราะนักธุรกิจกับนักการเมืองกลายเป็นคนๆ เดียวกัน

สื่อมวลชนรู้อยู่เต็มอกว่าการคอรัปชั่นในเมืองไทยนั้นมันเกี่ยวโยงกับหลายอาชีพ หลายหน่วยงาน ไม่ใช่เพียงแค่นักการเมืองและพรรคการเมือง แต่ครอบคลุมไปทั้งข้าราชการประจำ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการตุลาการ นักบัญชี นักการเงินและนายธนาคาร นักประชาสัมพันธ์ และที่สำคัญคือพ่อค้าและนักธุรกิจ

คนเหล่านี้ล้วนเกี่ยวพันกับโครงการหรือกิจกรรมที่มีการคอรัปชั่นไม่มากก็น้อย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่านักการเมืองเป็นอาชีพที่สำคัญและจำเป็นในการปกครองแบบประชาธิปไตย

การกำจัดนักการเมืองไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง แต่สังคมต้องหาทางพัฒนาอาชีพนี้ เหมือนกับที่เราต้องพัฒนาแพทย์ วิศวกร พยาบาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ทนาย ผู้พิพากษา ครู โปรแกรมเมอร์ กุ๊ก สื่อมวลชน นักธุรกิจ และผู้ประกอบการ ฯลฯ

แต่ดูๆ ไปแล้ว สังคมไทยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนานักการเมืองน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพอื่น (ยกเว้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว ผมยังไม่เคยเห็นพรรคการเมืองพรรคไหนก่อตั้ง "โรงเรียนการเมือง" และให้ความสำคัญกับการศึกษาทางการเมืองของสมาชิกอย่างเป็นจริงเป็นจัง)

ในความเห็นของผม การมุ่งพัฒนานักการเมือง (และคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะประกอบอาชีพทางการเมือง) อย่างจริงจังจะช่วยให้การเมืองในอนาคตมีคุณภาพและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และการคอรัปชั่นก็อาจจะน้อยลงได้ด้วย

แต่การแก้ปัญหาคอรัปชั่นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ไม่ใช่แก้ได้ด้วยการพัฒนานักการเมือง (หรือกำจัดนักการเมืองให้สิ้นซากไป) หรือการเขียนกฎหมายเพิ่มเติม (ผมคิดว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายมากเกินไปด้วยซ้ำ) หรือตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเพิ่ม แต่เพียงด้านเดียว

ทว่า การแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้ถาวรต้องอาศัยการจัดระบบเศรษฐกิจเสียใหม่ โดยต้องลดบทบาทเชิงเศรษฐกิจของรัฐ (และรัฐวิสาหกิจ) ในระบบเศรษฐกิจไทยลง และเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมสำคัญๆ ลดการผูกขาดตัดตอน ซึ่งจะเป็นการลดอำนาจการให้สัปทานของรัฐลง นอกจากนั้นยังต้องนำเอาเศรษฐกิจใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่บนดินและสร้างกฎเกณฑ์การแข่งขันให้โปร่งใส

ซึ่งผมจะมาว่าโดยละเอียดในโอกาสหน้า

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
28 เมษายน 2557
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนเมษายน 2557

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

หลัก 6 ประการ ของคณะผู้นำ เมื่อองค์กรแบ่งฝ่าย



ไม่มีใครเถียงว่า "ผู้นำ" สำคัญต่อองค์กรทุกองค์กร

ครอบครัว บริษัท รัฐวิสาหกิจ องค์กรตุลาการ กระทรวง ทบวง กรม ไปจนถึงรัฐบาล และองค์กรเหนือรัฐ ทั้งในระดับภูมิภาค เช่นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) สหภาพยุโรป (EU) หรือองค์กรระดับโลก เช่นองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือสหประชาชาติ (UN) เป็นต้น
แม้กระทั่งองค์กรไม่แสวงกำไร อย่างพวกมูลนิธิ อาสาสมัคร วัด สังฆมณฑล และคณะสงฆ์ ตลอดจนบรรดาเอ็นจีโอทั้งหลายนั้น "ผู้นำ" ก็สำคัญมากเช่นกัน

ยิ่งในบรรยากาศของความขัดแย้งแบ่งฝ่ายแล้ว บทบาทของผู้นำยิ่งจะทวีความสำคัญมากขึ้นและจะจำเป็นมากอีกด้วย

ในยามปกติ ทุกอย่างราบเรียบสงบสุข กับในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ทุกอย่างถูกกระแสและพลวัตรแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกภายในจับเขย่าจนปั่นป่วนไปหมดนั้น ความต้องการผู้นำย่อมต่างกันด้วย

หรือในยามที่องคาพยพขององค์กรสามารถจะปะทุหรือแม้กระทั่งระเบิดออกอย่างแรงได้ทุกเมื่อ เช่นที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ด้วยแล้ว บทบาทของผู้นำหรือคณะผู้นำนับว่าสำคัญยิ่ง

องค์กรทุกองค์กรในประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงภาวะแบบนั้น

ภาวะที่ "อกจะแตกตาย" ได้ทุกเมื่อ

ทุกครอบครัว ทุกบริษัท ทุกรัฐวิสาหกิจ ทุกศาล ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกวัด ทุกมูลนิธิ หรือแม้กระทั่งสถาบันระดับสูง ล้วนแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย ชี้หน้าด่าทอกันด้วยคำผรุสวาท ป้ายสียัดข้อหากันด้วยอคติ และพร้อมที่จะกระโดดงับกันด้วยกำลัง โดยมีฝ่ายเป็นกลางมองดูอยู่ด้วยตาปริบๆ เพราะจะพูดจะเสนออะไรที่มันเป็นสายกลางหรือแนวทางประนีประนอมก็มักถูกยัดข้อหาในทันทีจากทั้งสองฝ่าย หาว่าเป็นศัตรูที่แฝงตัวมา ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันฟังให้จบ อย่าว่าแต่จะเอาไปคิดไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ซึ่งแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยในภาวะเช่นนี้

อันที่จริงฝ่ายเป็นกลางที่ต้องการให้องค์กรสามารถเปิดรับกับการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนปฏิรูปปิดจุดอ่อนตัวเอง โดยสามารถตกลงต่อรอง ยอมเสียสละในส่วนที่จำเป็น เพื่อปรับตัวเปลี่ยนผ่านสถานการณ์วิกฤติแบบนี้ไปได้อย่างสงบ สร้างสรรค์ และไม่เสียเลือดเนื้อนั้น มีอยู่เป็นจำนวนมาก

หากนับจำนวนกันจะๆ ออกมาเป็นตัวเลข ก็จะเห็นได้ไม่ยาก

ผู้นำที่เก่งและฉลาดย่อมสังเกตุเห็นความจริงข้อนี้

ในอดีตนั้น รัฐบุรุษที่มีลักษณะเป็น "อัศวินม้าขาว" หรือ "นักฉวยโอกาส" หลายคนของโลก ก็ก้าวขึ้นมาบนเวทีประวัติศาสตร์ได้ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อภาวะขัดแย้งเยี่ยงเดียวกันนี้ โดยอาศัยสูญญากาศของอำนาจและฐานของฝ่ายเป็นกลาง สร้างตัวเองขึ้นมาและยึดเอาอำนาจบริหารขององค์กรไปได้ในที่สุด

หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งในโลกนี้ดู เราจะเห็นได้ไม่ยากว่าช่วงระยะขัดแย้งนั้น เสียงของฝ่ายเป็นกลางที่แท้จริงมักจะมีจำนวนมาก แต่กลับเงียบกริบ ในขณะที่ฝ่ายซ้าย-ขวา หรือฝ่ายเหนือ-ใต้ หรือฝ่ายก้าวหน้า-อนุรักษ์ หรือจะใช้ชื่ออะไรก็ตามซึ่งกำลังห่ำหั่นกันอยู่นั้น ฉวยใช้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เพื่อผลประโยชน์ตัวเองในทุกวิถีทาง ทั้งเพื่อสร้างฐานความมั่งคั่งส่วนตัวหรือเพื่อเป็นเครื่องมือไปสู่อำนาจ โดยในกระบวนการนั้น ทั้งคู่ก็ได้สร้างบาดแผลขึ้นในใจของฝ่ายตรงข้าม และสร้างบรรยากาศแห่งความเกลียดชัง จนในที่สุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตัดสิน "ความคิดต่าง" (หรือความเชื่อต่าง) นั้นด้วยความรุนแรง

บ้างก็รุนแรงน้อย และบ้างก็รุนแรงมาก

รุนแรงมากขนาดทำลายตัวเองและอนาคตของลูกหลานเลยก็มี เช่นในกรณีของสงครามโลกทั้งสองครั้งที่มหาอำนาจในยุโรปได้ตัดสินใจใช้ความรุนแรงแบบ "สุดๆ" ในการตัดสินความขัดแย้งของตนจนทำให้ตัวเองสูญเสียทรัพยากร สินทรัพย์ และชีวิต (ตลอดจนกำลังใจและศีลธรรมในใจคน) ในระดับที่ลดทอดความสามารถของชาติอย่างน่าใจหาย ทำให้ไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจได้อีกเลยหลังจากนั้น

เราต้องโทษผู้นำและคณะผู้นำของมหาอำนาจยุโรปในขณะนั้นด้วยเช่นกันที่นำพาให้องค์กรของตนเดินไปสู่จุดนั้น


ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา และ MBA ต้องการเน้นให้เห็น (มิใช่เพียงแค่ "ชี้ให้เห็น" ฉยๆ) คือการตัดสินความเห็นต่างโดยการใช้กำลัง (หรือสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างรัฐก็ตาม) มันจะต้องมี "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" เสมอ

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง แม้ความแตกแยกซึ่งเคยแบ่งแยกปัจเจกบุคคล ครอบครัว และองค์กร และเขตยึดครองทางทางการเมืองของแต่ละฝ่าย จะหมดไป

แต่มันจะเป็นการขจัดให้หมดไปด้วยชัยชนะของฝ่ายหนึ่งที่มีเหนืออีกฝ่ายหนึ่งด้วยกำลังและความรุนแรง มิใช่ด้วยการแลกเปลี่ยนทางความคิดและการใช้กระบวนการบริหารจัดการและการตัดสินใจร่วม เพื่อขจัดความขัดแย้งอย่างสันติและใช้เหตุใช้ผล แบบที่วิญญูชนและอารยะชนพึงกระทำ

ดังนั้นการแก้แค้นจึงมักจะตามมา โดยการแก้แค้นจะมาจากทั้งสองฝากฝั่ง ไม่เพียงแต่ผู้แพ้เท่านั้นที่จ้องจะแก้แค้นเอากับผู้ชนะ ทว่า ผู้ชนะเองก็จะแก้แค้นเอากับผู้แพ้ในทันทีทันใดด้วย เพราะกลัวว่าผู้แพ้เหล่านั้นจะรวมตัวกันติดและฟื้นพลังกลับคืนมาแก้แค้นเอาในภายหลัง

โดยการแก้แค้น มักจะมาในรูปของการยึดทรัพย์ (ถ้าเป็นประเทศต่อประเทศก็ใช้วิธียึดดินแดนหรือให้จ่ายค่าปฏิกรสงคราม) กักขัง ฆ่า กวาดล้างใหญ่ ปราบปรามศัตรูทางการเมืองในองค์กรของพวกเขา และบางทีอาจสถาปนาวิถีปกครอง (หรือที่เรียกว่า "ระบอบ") เผด็จการขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจ (ว่าจะไม่มีใครมาแก้แค้น) และมั่นคงให้กับอำนาจของพวกตัวเอง จนองค์กรสิ้นความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว ไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างงี้สู้ให้ขัดแยังกันไปในกรอบประชาธิปไตย องค์กรยังจะมี "พลวัต" ดีกว่าเสียซ้ำ

ผู้นำที่เก่ง ย่อมสังเหตุเห็นได้อีกว่า ในช่วงที่ความขัดแย้งของสมาชิกองค์กรกำลังปะทุอยู่ภายในนั้น ผลสะเทือนร้ายแรงต่อ Performance ขององค์กรและสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญนั้น มีรากเหง้าของปัญหามาแต่ความทุกข์ภายในส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องมองด้วย "ตาใจ"

ความทุกข์ทรมานในเบื้องลึก ที่เกิดจากความหวาดกลัว กลัวว่าจะต้องเสียเพื่อนฝูงน้ำมิตร กลัวที่จะต้องสูญเสียทรัพย์สิน อิสรภาพ ชีวิต หรือการพลัดพรากของสมาชิกในครอบครัว

แม้ฝ่ายที่คิดว่าตัวเองได้เปรียบหรือมีชัย ก็ใช่ว่าจะมีความสุข เพราะมันเป็นความชมชื่นที่ทิ้งรอยบาดแผลไว้ในชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิหรือจำกัดเสรีภาพของผู้อื่น หรือการสูญเสียชีวิตหรืออวัยวะของฝ่ายตรงข้าม การพลัดพรากของสมาชิกในครอบครัวของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแห่งความแตกแยกภายในองค์กรและสังคม

ส่วนฝ่ายเป็นกลางก็อาจกำลังอมทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง โดยปฏิกิิิริยาของพวกเขามักแสดงออกด้วยการหลีกหนีความจริง เน้นไปในเชิงแสวงหาแต่ความรื่นรมย์ส่วนตัว หรือท้อแท้ หรือสะท้อนออกมาด้วยความเฉื่อยฉา ไร้ชีวิตชีวา ขาดพลังชีวิต ทำเรื่องไร้สาระ Absurd หรือแม้กระทั่งทำตลกโปกฮาแบบประชดชีวิต ประชดองค์กร ประชดประชาคมที่ตัวเองสังกัด และประชดสังคม

ความรุนแรงย่อมต้องทิ้งรอยแปดเปื้อนอันไม่อาจลบเลือนให้ผู้คนเสมอ

มันจะทำให้องค์กรและสังคมอ่อนแอ สร้างความเสื่อมในเชิงศีลธรรมให้กับตัวเอง (การใช้คำผรุสวาท หรือการมีความคิดเห็นที่เหยียดฝ่ายตรงข้าม หรือเห็นชีวิตฝ่ายตรงข้ามไม่มีค่า สมควรแล้วที่ต้องตาย...เหล่านี้คือมาตรฐานทางจริยธรรมที่ต่ำลง) ฉุดรั้งเจตนารมณ์ในการสร้างเอกภาพและความปรองดองในองค์กรและในชาติ

ผู้นำที่เก่ง ควรตั้งคำถามให้ถูกจุดเสียแต่บัดนี้ว่า

ถ้าสงครามต้องเกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายที่เราคิดว่าสำคัญมากในตอนนี้ คือการขจัดคนเลวและให้คนดีมาปกครองนั้น เป้าหมายนั้นมันจะบรรลุผลได้จริงหรือ?

ประวัติศาสตร์สอนเราว่าอย่างไรบ้าง?

ในอดีตที่ผ่านมา สงครามเคยเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกันนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แล้วท่านคิดว่าแต่ละครั้งมันบรรลุเป้าหมายนั้นหรือไม่? และด้วยต้นทุนแห่งความสูญเสียที่คุ้มกันอย่างนั้นหรือ?

ผู้นำที่เก่ง รู้อยู่แล้วว่า ความเหลื่มล้ำ การคอร์รัปชั่น การกระจายอำนาจ กระบวนการทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรม ของสังคมไทยเรานั้นมีปัญหา และจะต้องได้รับการแก้ปัญหาและปฏิรูป

แต่ไม่ใช่ด้วยความรุนแรงและด้วยวิธีเผด็จอำนาจ

MBA ขอเสนอแนวทาง 6 ประการ ต่อบรรดาผู้นำและคณะผู้นำหรือใครก็ตามที่มีบทบาทในการนำ องค์กรทุกองค์กรในประเทศไทย ตั้งแต่ครอบครัวและองค์กรเล็กๆ ไปจนถึงองค์กรระดับชาติและรัฐบาล ว่าจะต้องยึดเอาหลักการต่อไปนี้เป็นหลักยึดและ "เข็มมุ่งในการบริหารจัดการ" นับแต่นี้ไป คือ
หลักสันติ หลักเป็นกลาง หลักประชาธิปไตย หลักเอกภาพ (เน้นความเป็นหนึ่งเดียว) หลักความเป็นอิสระ (ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชักใยเบื้องหลัง) หลักแห่งการจรรโลงความเติบโตรุ่งเรือง

ผู้นำไม่จำเป็นต้องสลายพลังของสังคมที่กำลังระอุพร้อมจะระเบิดของสังคม เพียงแต่ต้องจัดการ หันเห และแปรเปลี่ยนให้มันเป็นพลังเชิงสร้างสรรค์ที่พร้อมจะระเบิดออกมาเพื่อทลายขวากหนามแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือขจัดสิ่งหมักหมมเชิงลบซึ่งเกาะกินองค์กรและสังคมไทยมาช้านาน ที่ขจัดออกไปได้ยากในยามปกติ ให้หมดไปได้ด้วยกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่สร้างสรรค์ไร้ความรุนแรง

รับรองว่า สังคมไทยไม่เพียงจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ แต่จะผงาดขึ้นมาจากความขัดแย้งอย่างมีคุณภาพ

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
10 ก.พ. 2557
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557