วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สื่อมวลชนกับ "ประวัติศาสตร์"


เหตุการณ์ “กรณีเขาพระวิหาร” ได้ทำให้ผู้คนหันมาสนใจ “ประวัติศาสตร์” กันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักข่าวหรือสื่อมวลชนรุ่นใหม่ที่เกิดและโตไม่ทันยุคกึ่งพุทธกาลอย่างพวกผม ย่อมต้องทุ่มเทความพยายามกับประวัติศาสตร์ มากกว่าคนในอาชีพอื่น (อาจจะยกเว้นบรรดานักการทูต และนักประวัติศาสตร์อาชีพ เท่านั้น)


ผมสังเกตว่าในรอบยี่สิบปีมานี้ ความสนใจต่อ “ประวัติศาสตร์” ของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคนชั้นกลางไทยนั้น มีมากขึ้นโดยลำดับ สำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์อย่าง “ศิลปวัฒนธรรม” หรือ “เมืองโบราณ” ก็เติบโตอย่างเห็นได้ชัด หนังสือเก่าประเภทพงศาวดารจำนวนมากถูกนำมาพิมพ์ใหม่และก็ขายได้พอสมควร อีกทั้งตัวหนังสือเก่าแท้ ที่เป็นต้นฉบับ Original ก็ขายได้จำนวนมาก ในงานสัปดาห์หนังสือฯ แต่ละครั้ง นักประวัติศาสตร์อาชีพบางท่านกลายเป็นคอลัมนิสต์ยอดนิยมและผู้นำทางความคิดสำคัญของสังคมไทย


การเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การบริโภคประวัติศาสตร์เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว นักประวัติศาสตร์อาชีพบางท่านอีกเหมือนกัน ที่ได้กลายมาเป็นผู้แต่งหนังสือ Guide Book ชั้นดี

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจประวัติศาสตร์ แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนั้น แต่ก็พยายามให้การศึกษากับตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อใดก็ตาม ที่ผมไม่สามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์บางอย่างใน “ปัจจุบัน” ได้กระจ่างชัด เป็นผลให้ญาณทัศนะหรือวิสัยทัศน์ต่อ “อนาคต” คลุมเครือไปด้วย ผมมักแก้ปัญหาด้วยการกลับไป Re-read ประวัติศาสตร์เสมอๆ และประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง นอกไปจากความเพลิดเพลินเจริญใจที่ประวัติศาสตร์มักมอบให้อยู่บ่อยๆ


“ประวัติศาสตร์” ในความเห็นของผม เป็นบทบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์และประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งมวล ทั้งการเกิด การดับ การเจ็บไข้ได้ป่วย การแก่ ความตาย ความรัก ความเกลียด ความกลัว ความกล้า ความหน้าด้าน ความริษยา ความตะลบตะแลง ความประมาท ความใจแคบ ใจดำ ความยโสโอหัง ความอยาก ความละโมบ ความลุ่มหลง ต่อ ลาบ ยศ สรรเสริญ ชื่อเสียง และต่อความรัก ของมนุษย์ ตลอดจนความเหี้ยมโหด อำมหิต ชิงชัง ที่มนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์ ต่างชาติเชื้อ (บางทีก็เผ่าพันธุ์เดียวกันหรือเชื้อชาติเดียวกัน) ปฏิบัติต่อกัน หรือแก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่เคยลดละ แม้เวลาจะผ่านเลยมาไกล หรือแม้กระทั่ง การฉกฉวย กดขี่ ข่มเหง รังแก เบียดเบียน ขูดรีด ด้วยกำลัง หรือด้วยอุบายอันซับซ้อน ด้วยการหลอกลวง หักหลัง และด้วยการแอบอ้างคุณธรรม ที่คนบางชนชั้น บังคับ เบียดบัง หรือขโมย เอาไปจากผู้คนส่วนใหญ่


“ประวัติศาสตร์” ยังเผยให้เห็นถึง ความหวัง ความใฝ่ฝัน อุดมการณ์อันสูงส่ง ความดีงาม ความเสียสละ โอบอ้อมอารี เอื้ออาทร อ่อนโยนต่อความงาม ความจริงใจ อ่อนน้อมถ่อมตน ข่มใจ ตลอดจนความเที่ยงตรง ความยุติธรรม การสร้างสรรค์ การพิชิตอุปสรรค์ การมุ่งมั่นเอาชนะต่อข้อจำกัดทั้งปวง อดทน ทุ่มเท ไม่ย่อท้อ ไม่ยอมแพ้โดยง่าย ของมนุษย์


บ้านเมืองใดที่ผู้คนปราศจากความสำนักต่อประวัติศาสตร์ หรือมีความทรงจำแต่เพียงสั้นๆ ไม่เห็นความสำคัญของความทรงจำแต่หนหลัง หรือละเลยไม่เก็บเอามาเป็นบทเรียนสอนใจ มักถูกประวัติศาสตร์ “กระทืบซ้ำเติม” เอาสักวันหนึ่ง


ผมไม่แปลกใจเลย ว่าบรรดา Royalist ที่อ่านและเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองและราชวงศ์ไทยเป็นอย่างดี จะเกรงกลัวคนอย่างทักษิณ ชินวัตร จนเป็นที่มาของยุทธการกำจัดให้พ้นทาง อย่างเป็นกระบวนการ และอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในขณะที่ตัวทักษิณเอง อาจเพราะขาดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ หรือดูแคลนความเข้าใจแบบนั้น (ยังคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้อำนาจและเงินตรา) กลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แม้ในขณะที่ตัวเองเป็นผู้ถืออำนาจรัฐอยู่ก็ตามที


ผมอยากเห็น สื่อมวลชนรุ่นใหม่ สนใจประวัติศาสตร์กันมากขึ้น ให้การศึกษาประวัติศาสตร์กับตัวเองกันมากขึ้น แสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กันมากขึ้น นำประวัติศาสตร์มาช่วยในการตั้งคำถามต่อปัจจุบันและอนาคตกันมากขึ้น ผมเชื่อว่ามันจะช่วยให้พวกเราสามารถเสนอมุมมองใหม่ในเชิงข่าวสารและเนื้อหาสาระต่อสังคมได้อย่างสร้างสรรค์และแปลกออกไป หลุดไปจากการสาละวนอยู่กับประเด็นน้ำเน่า ที่ซ้ำซากจำเจ โดยนักข่าวส่วนใหญ่มักเฮโลสารพาตามๆ กันไปเป็นพักๆ ทำให้การเสนอข่าวสารขาดความหลากหลาย และทำให้พลังสร้างสรรค์และพลังในการคานกันเองของสื่อ ไม่ถูกใช้ในแบบที่ควรจะเป็น


กระนั้นก็ตาม ในความเห็นของผม “ประวัติศาสตร์” ย่อมไม่ใช่เรื่อง ดี-เลว-ถูก-ผิด “ประวัติศาสตร์” คงเป็นได้แต่เพียง “ประวัติศาสตร์”


แม้ การละเลยประวัติศาสตร์ จะเป็นการกระทำหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด ทว่า การหลงมัวเมา และยึดเอาแต่ประวัติศาสตร์ของตัวเองเป็นสรณะ แบบใจแคบ ก็ย่อมอันตราย ไม่แพ้กัน

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
17 สิงหาคม 2551
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ประเทศไทยได้แบ่งเป็น 2 ประเทศเสียแล้ว


ประเทศไทยในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเทศอย่างชัดเจน
ที่ว่าแบ่งเป็น 2 ประเทศนั้น มิได้แบ่งในเชิงภูมิศาสตร์ หรืออุดมการณ์ แต่แบ่งในเชิงสังคมศาสตร์

เพราะไม่ว่าในส่วนไหน หรือ Territory ใดของประเทศไทยปัจจุบัน ล้วนมีคนของสองสังคม เผชิญหน้ากันอยู่

จะว่าเป็น “สองนคราประชาธิปไตย” อย่างที่ท่านผู้รู้เคยพูดไว้ก็ไม่เชิง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา บอกเราว่า มันน่าจะค่อนไปทาง “สองนคราเผด็จการ” เสียยิ่งกว่า เพราะคนทั้งสองพวกมักจะ Trade-off เสรีภาพของตัวเองเสมอ เมื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

สังคมแรกเป็นกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ที่ค่อนข้างมีอันจะกิน มีการศึกษา และบริโภคข้อมูลข่าวสารและ "เลือกเชื่อ" ในแบบของตัวเอง ส่วนอีกสังคมหนึ่งประกอบไปด้วยชนชั้นล่างและชนชั้นกลางอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญของชีวิต และถ้าพูดให้ถึงที่สุดแล้ว คนส่วนหลังนี้ถูกทำให้กลายเป็นที่ “รองมือ รองเท้า” ของคนกลุ่มแรก มาช้านาน

สถานการณ์การเมืองในรอบปีสองปีนี้ ทำให้เรายิ่งเห็นและสัมผัสกับการแบ่งแยกนี้ได้ชัดเจนมาก

ตามความเข้าใจของผม สงครามกลางเมือง (แปลว่ายกพวกฆ่ากัน) สามารถเกิดจากสาเหตุแบบนี้ได้เช่นกัน อย่างสมัยปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสนั้น ผมเข้าใจว่าความคิดและความเป็นอยู่ของคนสองสังคมนี้ มันแตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัดจนเกินไป และระบบการเมืองในช่วงนั้น ก็ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการต่อรองใดๆ ได้เลย

สงครามกลางเมือง ยังอาจเกิดจากการแย่งทรัพยากร หรือ Territory อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา หรือจากการยึดอุดมการณ์ หรือ Ideology ที่ต่างกัน อย่างในยุโรปสมัยที่เกิดโปรแตสแตน หรือรัสเซียและจีน ซึ่งสองฝ่ายขัดแย้งกันด้วยเรื่องปรัชญาการบริหารทุน เป็นหลัก

พูดแบบนี้ ผู้อ่านคงคิดว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ลึกๆ ผมก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าประเทศไทย ยังคงมีความเสี่ยงแบบนี้อยู่ ตราบใดที่ระบอบการเมืองยังคงเป็นแบบที่เป็นอยู่

เคราะห์ดี ที่กองกำลังติดอาวุธซึ่งถูกฝึกฝนมาอย่างเป็นระบบ และตัวอาวุธส่วนใหญ่ในประเทศไทย นั้น ยังถูกควบคุมโดยคนกลุ่มแรก อย่างเหนียวแน่น แต่ก็ใช่ว่า คนอีกกลุ่มหนึ่งจะไม่สามารถสร้างกองกำลังของตัวเองขึ้นมาได้ในอนาคต ถ้าพวกเขาคิดและมุ่งมั่นที่จะทำ หรือถูกบีบให้ต้องทำ เพราะเงินในสมัยนี้ ก็ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดอยู่แล้ว

นับแต่นี้ พวกเรากันเอง คงต้องหันมาขบคิดให้มาก ในเรื่องระบอบการเมืองของไทยในอนาคต ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถให้มันเป็นเวทีต่อรองของคนทั้งสองพวกนี้ได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังต้องเป็นระบอบที่จะสามารถดึงเอาพลังและทรัพยากรของทั้งสองสังคมนี้ออกมาแปรให้เป็นคุณหรือเป็น “เนื้อนาบุญ” ต่อประเทศโดยรวมให้ได้

“ความสงบใจ” ของผู้คน ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก
ไม่ว่าประเทศไหนๆ “ความสงบใจ” ของผู้คน ย่อมส่งผลต่อความรุนแรงที่คนในสังคมปฏิบัติต่อกัน

ในความเห็นของผม บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ มีส่วนสำคัญมากต่อ “ความสงบใจ” ของคนไทย

แต่ไหนแต่ไรมา สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย ได้ช่วยให้ผู้คนเกิดความสงบใจและลดความกังวลต่ออนาคตได้มาก ดังนั้น บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตลอดจนบทบาทของข้าราชบริพารที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดและแวดล้อมองค์พระมหากษัตริย์ ก็น่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพินิจพิเคราะห์กันอย่างจริงจังเสียที

ในความเห็นของผม หากสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดจนข้าราชบริพารที่แวดล้อมอยู่ มีความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง สังคมไทยจะเกิดสันติ และความเสี่ยงที่คนสองสังคมจะเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงก็จะไม่มี ทำให้ผู้คนเกิดความสงบใจและวางใจต่ออนาคตของตนได้

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือขันติธรรมทางการเมือง


ทำอย่างไร พวกเราส่วนใหญ่จะมีขันติธรรมทางการเมือง โดยเฉพาะต่อกระบวนการเปลี่ยนผู้นำทางการเมือง แบบที่พวกเรามีขันติธรรมต่อการเลือกนับถือศาสนามาช้านาน อย่างในสหรัฐอเมริกานั้น เวลาที่คนเกลียดผู้นำ ก็คงไม่มีใครพิเรนทร์ เรียกร้องหรือสั่งการให้รถถังข้ามแม่น้ำไปล้อมทำเนียบขาว เพื่อบังคับให้เปลี่ยนตัวผู้นำ พวกเขาย่อมใช้ความอดทน รอคอยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการอย่างสันติที่เคยตกลงกันไว้แล้ว ในรัฐธรรมนูญของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างสันตินั้น เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำโดยวิธีการใช้กำลัง ย่อมส่งผลให้กระบวนการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation Process) ของสังคมนั้น สะดุดหยุดลงด้วย

ที่กล่าวมานั้น เป็น Observation ของผมเอง มิได้มุ่งหวังที่จะชี้นำท่านผู้อ่านแต่ประการใด เพราะผมเชื่อว่าผู้อ่าน MBA ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชนชั้นกะทิ ที่มีวิจารณญาณ (น. ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องได้—พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542) ของตนเอง แต่หากท่านใดที่มีความกังวลคล้ายผม หรือเห็นแย้งไปจากผม ก็เขียนมาคุยกันบ้างครับ

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน มกราคม พ.ศ. 2551

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ความคิดสร้างสรรค์มาจากไหน




An Anatomy of Creativity

อย่างที่เขียนไว้แล้วในเรื่อง “ชีวิตอันแสนสร้างสรรค์และแสนห้าวของ Ernest Hemingway” ในเล่ม ว่าผมสนใจ “กระบวนคิด” ของนักคิด นักสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดทั้งหลายของโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือนักบริหารที่สร้างสรรค์ธุรกิจจนแผ่กิ่งก้านสาขาให้ผู้คนจำนวนมากได้อาศัยร่มเงา ไปจนถึงรัฐบุรุษ นักปราชญ์ราชบัณฑิต นักวิทยาศาสตร์ และบรรดาศิลปินผู้สร้างงานศิลปะ ให้ไว้เป็นมรดกสำหรับชนรุ่นหลัง

เวลาอ่านชีวประวัติหรือ Observe ชีวิตของคนพวกนี้โดยทางอื่น ผมมักตั้งคำถามเสมอว่า พวกเขา “คิดออก” ได้อย่างไร ทำไมความคิดของพวกเขาถึง “บิน” ไปได้ ผลงานของพวกเขาจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุคสมัยหรือที่เคยมีมาก่อน นวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น มันมาได้อย่างไร พวกเขาเรียนรู้อะไรกัน เรียนรู้อย่างไร ฝึกทักษะกันแบบไหน นิสัยหรือสิ่งแวดล้อมแบบใดบ้างที่พึงปรารถนาต่อการงอกงามของความคิดสร้างสรรค์ในบุคคลนั้น เวลาพวกเขามีทุกข์ พวกเขาจัดการตัวเองให้ออกจากสภาวะทุกข์นั้นๆ หรือให้พ้นทุกข์ไปได้อย่างไร การดำเนินชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไร มีนิสัยที่น่ายกย่องและน่ารังเกียจบ้างไหม พวกเขาปฏิบัติต่อคนรอบข้าง เช่นเพื่อนฝูงหรือครอบครัว อย่างไร.........เป็นต้น



หลายเดือนมานี้ ตั้งแต่รู้ว่าต้องกลับมาเขียนหนังสืออีก ผมก็ลงมืออ่านอัตชีวประวัติ ชีวประวัติ และข้อเขียนของคนที่ผมคิดว่าเป็นนักสร้างสรรค์จำนวนมาก (บางเรื่องก็เคยอ่านมานานแล้ว) ยกตัวอย่างเช่น Hemingway, Newton, Marx, Adam Smith, Tolstoy, Ibsen, Shakespeare, T.S. Elliot, Bach, Mozart, Beethoven, Mahler, Drucker, Maslow, Porter, Picasso, Bertrand Russell, Wittgenstein, Fernand Braudel, Russo, Napolean, Montaigne, Sarte, Alexander, Wellington, Nelson, Washington, Jefferson, Lincoln, Bismark, Churchill, de Gaulle, Elizabeth I, Walter Ralegh, Walter Bageghot, Pulitzer, Walt Disney, Miles Davis, Alfred Lion, Marilyn Monroe, Musashi, Mitsui…….ไปจนถึงพุทธประวัติ ไบเบิล และพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งที่ทรงสั่งราชการและทรงมีไปถึงบรรดาเจ้านาย เสนาบดี และใครก็ตามแต่ เท่าที่จะมีในคลังหนังสือสะสมและที่เสาะแสวงหามาได้

ก่อนลงมือเขียนบทนำนี้ ผมก็กลับไปพลิกดูสมุดบันทึกที่ตัวเองจดความเห็น ข้อวิจารณ์ ตลอดจน Epigram ต่างๆ หลังจากได้อ่านงานพวกนั้นลงไว้ เพื่อที่จะประมวลความคิดรวบยอด แล้วเสนอเป็น Observation ของตัวเอง ทว่า จนแล้วจนรอด ผมก็ยังคิดไม่ออก และไม่สามารถจรดนิ้วลงบนแป้นคอมพิวเตอร์ได้เสียที ล่าช้าเสียจนล่อแหลมว่าหนังสือฉบับนี้อาจ “ตกเดือน” ได้

กระทั่งเช้ามืดวันหนึ่ง ผมเห็นแม่บ้านกำลังทำงาน ปัด กวาด เช็ด ถู และเก็บของเล่นจำนวนมากที่ลูกทั้งสามของผมทิ้งไว้อย่างรกรุงรังตั้งแต่เมื่อคืน พร้อมกับเตรียมอาหารเช้าให้เด็กไปด้วย แม่บ้านคนนี้อยู่กับครอบครัวผมมานาน เป็นคนทำงานดีมาก และเนื่องจากเธอเป็นคนต่างชาติ ผมจึงถามเธอว่า อุตส่าห์จากบ้านมาไกล เพื่อมาทำงานแบบนี้ ไม่เบื่อบ้างหรือ ไม่คิดอยากกลับบ้านเลยหรือไง เธอว่าเธอ Happy และชอบงานนี้ แบบว่ามันท้าทาย ที่ต้องตื่นมาเจอสภาพรกรุงรังทุกเช้า หน้าที่เธอคือต้องทำให้มันเรียบร้อย สะอาด และดูงาม ก่อนที่ทุกคนจะตื่น เธอว่าเธอหาวิธีใหม่ๆ อยู่เสมอ เธอจัด Schedule และ Priority เพื่อจะได้มีเวลาว่างไปดูทีวีที่เธอชอบ โดยที่ภรรยาผมจะไม่เขม่นเอาได้

ผมฟังแล้วเลยคิดได้ว่า อันที่จริง “ความคิดสร้างสรรค์” มันมีอยู่แล้วในตัวพวกเราทุกคน พูดแบบฝรั่งก็ว่า เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ God ซึ่งเป็นที่สุดของความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม ความรัก ความสมบูรณ์แบบ และเป็น “นักสร้าง” “ผู้สร้าง” หรือ “ต้นแบบ” ของสรรพสิ่งทั้งปวง ดังนั้นในฐานะที่มนุษย์ก็เป็นประดิฐกรรมหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จึงประทาน “พรสวรรค์” (ส่วนหนึ่งของ God) ให้เราติดตัวมาตั้งแต่เกิดด้วย

ทว่า “พร” ที่ให้มานั้น ก็ไม่ได้ให้มาเท่ากัน เพราะเมื่อหันไปมองชีวิตของคนอย่าง Leonardo da Vinci (แม้จะนิสัยเสีย ทำงานไม่เคยเสร็จ) Isaac Newton (ขี้อิจฉา และโมโหร้าย) หรือ Mozart (หยิ่ง ชอบยกตนข่มท่าน) ก็สามารถฟันธงลงไปได้เลยว่า คนพวกนี้ต้องมี “Gift” หรือได้รับ “พร” มาจาก God มากกว่าคนอื่นอย่างแน่นอน

แต่ Gift ก็ไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด เพราะมันยังต้องถูกฟูมฟัก และพัฒนาอย่างถูกทาง ต้องประกอบกับ ฉันทะ ความเพียร ความขยัน ตลอดจนความใส่ใจ ถึงขั้น “ลุ่มหลง” ในสิ่งที่ทำและสนใจ (ลุ่มหลงชนิดใจจดใจจ่อ คิดแต่เรื่องนั้นๆ ตลอดเวลา เช่น Adam Smith ชอบถือไม้เท้าเดินคิด และขี้ตกใจมาก จนแม่ค้าชอบหลอกให้ตกใจแล้วเผลอพูดผรุสวาทออกมาเป็นชุดอย่างไม่รู้ตัว เป็นที่ครื้นเครงเสมอ, Newton ใจลอยอย่างรุนแรง แม้ตอนจูงม้าแล้วม้าหลุดไปเหลือเพียงเชือก ก็ยังลากเชือกกลับบ้านโดยไม่รู้ว่าม้าหลุดไปแล้ว, Hemingway พกหนังสือตลอดเวลา เมื่อสะดวกก็เอาออกมาอ่าน แม้แต่ตอนเดิน บางทีก็อ่าน....อ่านไปด้วย เงยหน้าดูทางไปด้วย, Bach พกกระดาษเขียนโน้ตเพื่อแต่งและเกลาเพลงตลอดเวลา ตลอดชีวิตเขานิพนธ์ผลงานเพลงกว่า 1600 ชิ้น, นายพล Washington เก็บเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง ให้นายทหารดูแลอย่างดี และนำติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง แม้ในสนามรบ, Churchill ก็เก็บเอกสารที่เกี่ยวกับตัวเองทุกชิ้น เข้าหมวดหมู่ไว้อย่างดีเยี่ยมตลอดช่วงสงคราม จนต่อมาเอามาประกอบการเขียนอัตชีวประวัติได้ถึง 6 เล่ม, Alexander และ Napolean บ้าอ่านแผนที่ ไปตีที่ไหนได้ต้องให้คนยึดแผนที่ชั้นดีมาสะสมเสมอ)



ร้อยทั้งร้อยของนักสร้างสรรค์ ล้วนเป็นพวกที่หาความรู้ด้วยตัวเอง แม้บางคนจะได้รับการศึกษามาในระบบหรือมีครูบาอาจารย์ชั้นเลิศ แต่ความรู้ ความชำนาญ ส่วนใหญ่ของพวกเขา ล้วนได้มาจากการแสวงหาด้วยตัวเอง ทั้งแบบ “ครูพักลักจำ” ทั้งแบบ “อ่านเขียนเอง” “ตรึกตรองเอง” และ “ทดลองเอง” พวกเขาล้วนเป็น Autodidact (ประธานาธิบดี Lincoln ไม่ได้เข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเลย แต่เขียนและกล่าวสุนทรพจน์ได้งดงามมาก, Picasso ก็เรียนน้อย แต่เมื่อเจอเศษกระดาษ เป็นต้องหยิบมา Sketch สิ่งที่เห็นทันที ทั้งมือตัวเอง หรือหัวของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม วัดแสง วัดเงา ตลอดเวลา, Miles Davis กับ Thelonious Monk ลาออกจาก Juilliard กลางคันเพื่อตระเวนเล่นตาม Jazz Club ทั่วนิวยอร์กแล้วก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินวงการเพลง Jazz ได้, เช่นเดียวกับ Bill Gates ที่ทิ้ง Harvard ไปอย่างไร้เยื่อไย)

นอกนั้นพวกเขายังเป็นคนมุ่งมั่น ทำงานจริงจัง แม้บางคนจะมีภาพลักษณ์เหลวไหล ขี้เมา ไร้ระเบียบ สุรุ่ยสุร่าย และชอบไถเงินคน แต่เมื่อศึกษาชีวิตพวกเขาอย่างละเอียด จะเห็นว่าพวกเขาทำงานอย่างมีวินัยและมุ่งมั่น ไม่มักง่าย ไม่ขอไปที (ลองดูตัวอย่าง Van Gogh (เหลวไหล ขี้เมา) กับ Wagner (สุรุ่ยสุร่าย ชอบไถเงินคน), และผมว่าที่ Leonardo ทำงานไม่ค่อยเสร็จจนผู้ว่าจ้างพากันเอือมระอา ก็เพราะว่าเขาทำงานประณีตมาก งานน้อยชิ้นที่สำเร็จออกมาจึง “เป็นเลิศ”) พวกเขายังมีลักษณะที่สามารถทำอะไรซ้ำๆ แบบซ้ำแล้วซ้ำอีก (Repetition) ได้โดยไม่เบื่อ แม้จะดูเป็นงานที่ธรรมดาสามัญก็ตาม (อันนี้ว่ารวมถึงพวกนักข่าวแบบ Pulitzer หรือแบบคนจุดโคมในนิทาน “เจ้าชายน้อย” ของ Saint-Exupere)

ก่อนยุค Renaissance พวกฝรั่งมักสร้างสรรค์งานด้วย “ความศรัทธา” (Bach เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด) และผลงานที่ทำถวายพระผู้เป็นเจ้านั้น ต้องสมบูรณ์ ต้องสุดยอด ต้องเป็นที่สุด แก้แล้วแก้อีก เกลาแล้วเกลาอีก ลองแล้วลองอีก จนไม่มีที่ติ และ Pious


นับเป็นการ “คั้น” เอาจากสมอง จิตใจ วิญญาณ และจากประสบการณ์เท่าที่มนุษย์จะพึงให้ออกไปได้

ทว่า สำหรับหมู่คนที่ปฏิเสธ God มักบอกว่า Gift เป็นปฏิกิริยาเคมีที่ฝังอยู่ใน Gene ของมนุษย์อยู่แล้ว ไม่ได้มีใคร “ประทาน” มาให้แต่อย่างใด แต่ก็ยังเชื่อว่า Gift มีจริงและเป็นผลจากบรรพบุรุษของคนๆ นั้น (เช่นคนบางกลุ่มเชื่อว่าพวกยิวมียีนอัจฉริยะ หรือพวกนาซีเชื่อว่าชนเผ่าอารยันเหนือกว่าเผ่าอื่น ต้องเกิดมาเป็นปกครองเท่านั้น หรือแม้แต่พวก Anglo-Saxon หรือพวก WASP ในอเมริกาปัจจุบัน เป็นต้น) หรือเป็นผลมาจากการกระทำของคนๆ นั้นเอง (เชื่อหลักกรรมเหมือนกับชาวพุทธ) พระพุทธเจ้าเอง ก็ยังเคยตรัสว่าความสามารถและศักยภาพของมนุษย์แต่ละคนไม่เท่ากัน (เรื่องบัวสี่เหล่า)

คนกลุ่มนี้ไม่เน้นเรื่องศรัทธา ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ของคนกลุ่มนี้มักมีที่มาจาก “ความอยาก” “ความเบื่อ” “ความกลัว” และ “ความทุกข์” ทางใดทางหนึ่ง หรือหลายทางพร้อมๆ กัน

ว่ากันว่า พระพุทธเจ้า (ซึ่งผมถือว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มี Creativity สูงมากๆ สามารถเสนอ Creative Solutions ที่ลึกซึ้งและครอบคลุมที่สุด แม้จะดู Simple ซึ่งมนุษย์จำนวนมากยังคงยึดถือเป็นประทีปนำทางชีวิตมาจนทุกวันนี้ โดยยากที่นักคิดรุ่นหลังที่ได้ลองคิดตามแล้ว จะล้มล้างหรือไปพ้นความคิดของพระองค์ได้) ตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ก็เพราะความเบื่อ และความทุกข์ นั่นเอง

แม้พระพุทธองค์จะทรงเรียนรู้จากพราหมณ์ชั้นยอดในยุคนั้นมาก่อน (อย่าลืมว่าพระองค์เป็น Prince) แต่พระองค์ก็อาศัยกระบวนการ Self-taught อย่างหนักหน่วงถึง 6 ปี กว่าจะบรรลุโสดาบัน (หรือ “คิดออก”) ในรอบ 6 ปีนั้น เราไม่รู้ว่าพระองค์ต่อสู้ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะกับ ความกลัว ความทุกข์ ความเบื่อ ความโกรธ และความอยาก มาหนักหน่วงเพียงใด (ลองอ่าน “เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา” ของ ท่านพุทธทาส ดู ก็จะรู้ว่าการนั่งคนเดียวในป่า ท่ามกลางความมืด และเสียงแปลกๆ นั้น มันว้าเหว่ ปวดเมื่อย และน่าสะพรึงกลัวเพียงใด)

ในกรณีนี้ Creativity ย่อมได้มาจากการฝึกฝน เพียรพยายาม กัดติด ทดลอง ตรึกตรอง จดจำ และ Observe ความคิดและจิตใจตัวเองอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง หรือ บางที การระงับ อดกลั้น หรือ ปล่อยวาง ก็อาจมีส่วนในกระบวนการคิดสร้างสรรค์นั้นด้วย ไม่มากก็น้อย



ใครๆ ก็ทราบดีว่า Beethoven ตอนรู้แน่ว่าตัวเองต้องหูหนวกนั้น เขาทุกข์ทรมานเพียงใด และ Struggling อันนั้น ก็น่าจะเป็นที่มาของผลงานชั้นยอดของเขา ผมเองชอบฟัง Song-cycle ของ Mahler เพลง Das Lied von der Erde (Song of the Earth) โดยเฉพาะท่อน Der Abschied (The Farewell) นั้น บางครั้งถึงกับน้ำตาซึม เมื่อศึกษาจึงรู้ว่าเขาประพันธ์เพลงนี้ตอนเศร้าโศกและตระหนักดีว่าตัวเองอาจต้องตายในไม่ช้า บทร้องที่แปลมาจากบทกวีของ “หลี่ไป๋” นั้น ช่วยบรรยายถึงความงามของพื้นโลก จากสายตาสุดอาลัยของคนที่รู้ว่าตัวต้องจากไปในเร็ววัน จะไม่มีโอกาสได้กลับมายลความงามนี้อีกแล้ว ยิ่ง version ที่ Kathleen Ferrier ร้องกับ Vienna Philharmonic Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของ Bruno Walter นั้น ยิ่ง “อิน” มาก เพราะตัวเธอเองตอนนั้น ก็เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ว่ากันว่า เมื่อบรรเลงจบ แม้แต่ Conductor (ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งของ Mahler และนำเพลงนี้มาบรรเลงเป็นคนแรก) และนักดนตรีบางคนถึงกับหลั่งน้ำตา

พวกเราที่เป็นคนเขียนหนังสือย่อมรู้ดี ผมเองเวลาจะเริ่มเขียนอะไร เมื่อเปิด Template ของ Microsoft Word ขึ้นมาเป็นหน้าว่างๆ เหมือนมีกระดาษเปล่าวางอยู่ตรงหน้า ก็เกิดความกลัวทุกทีไป กลัวว่าจะไม่สามารถเขียนได้ กลัวเขียนแล้วไม่ดี...กลัวสารพัด บางทีต้องปล่อยหรือวางทิ้งไว้เป็นวันๆ กว่าจะเริ่มจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ได้

ผมว่าการระงับความกลัวอย่างเป็นระบบ หรือการหาทางออกจากความกลัวอันนั้นนั่นแหละ ที่เป็นที่มาของกระบวนการ Creativity ของตัวผมเอง นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมมักรู้สึก “เบาๆ” “โหวงๆ” หรือ “ว่างเปล่า” เสมอ เมื่อเขียนหนังสือเสร็จ

หลายปีมาแล้ว ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งผมถือว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก แม้นิสัยบางอย่างจะแปลกประหลาด แต่หลายเรื่องที่ท่านคิดมีลักษณะเป็น Innovation และ Originality โดยนายกรัฐมนตรีหลายคนในอดีตก็เคยใช้บริการความคิดท่านมา ท่านว่านโยบายปฏิรูปการศึกษาบ้านเราเพื่อให้เกิด Creativity ต้องอาศัย “ไม้เรียว” ฟังแล้วก็น่าคิดไม่น้อย




เป็นธรรมดาที่บรรดานักสร้างสรรค์จะเป็นคนมีนิสัยประหลาด และก็ไม่แน่ว่าจะต้องเป็นนิสัยที่ดีเสมอไป บางที “ความเกลียดแบบสุดๆ” ก็เป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นกัน Marx เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น โมโหร้าย และชอบความรุนแรง เขาเกลียด “นายทุน” “เจ้า” และ “ระบบทุนนิยม” แบบเข้าไส้ โดยเฉพาะ “ระบบทุนนิยม” นั้น เขาเกลียดมาก ตลอดชีวิตเขา เขาจึง Observe ว่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาตินั้นเป็นประวัติศาสตร์ของการกดขี่ และเขาก็ใช้ Intellectual Energy ของเขาทั้งหมดไปกับการวางแผนล้มล้างระบอบนี้

Frederick Engels เพื่อนสนิทที่สุดของ Marx ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ หลุมศพของ Marx ที่ Highgate Cemetary ไว้เมื่อวันฝังศพตอนหนึ่งว่า "For Marx was before all else a revolutionist.  His real mission in life was to contribute, in one way or another, to the overthrow of capitalist society and of the state institutions which it has brought into being,....."

Picasso ก็เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ความเห็นแก่ตัวของเขายิ่งทำให้เขาเพิ่ม Focus กับความคิด ความเชื่อ การกระทำ และผลประโยชน์ของตัวเอง จนทำให้เขาผลิตงานที่แตกต่างและ “ทะลุกลางปล้อง” โดยไม่สนคำวิจารณ์ได้ในที่สุด คนเหล่านี้มักปฏิบัติต่อคนรอบข้างอย่างเลวร้ายมาก ทั้งที่เป็นเพื่อนและครอบครัว

นี่อาจจะเป็นบทบรรณาธิการที่ยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมา แต่ผมก็ว่ามันคุ้มค่า เพราะตลอดช่วง 10 ปีมานี้ ผม “อยาก” เขียนเรื่องทำนองนี้มาโดยตลอด

และอันที่จริง ที่ผมยังคงเขียนหนังสืออยู่ได้ ก็เพราะต้องการสนอง “ความอยากรู้” ของตัวเอง นั่นแหละ

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
17 พฤษภาคม 2551
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2551

จินตนาการ



ผมรู้สึกมาได้สักระยะหนึ่งแล้วว่า คนไทยส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ (โดยเฉพาะชนชั้นผู้นำ หรือชนชั้นปกครอง) ขาด “จินตนาการ” กันมากอย่างน่าใจหาย

เราให้คุณค่ากับ “เหตุผล” “ความสำเร็จ” “ความสมเหตุสมผล” “ความเป็นวิทยาศาสตร์” “ใช้งานได้” “ความง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้และดัดแปลง” “ประโยชน์ระยะสั้น” “ประโยชน์ที่เห็นได้” “เห็นชัด” “จับต้องได้” “เห็นจริงเห็นจัง” “ทันท่วงที” “เดี๋ยวนี้เลย” และ “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” “เป็นเงินเป็นทอง” “ได้ไม่ได้” “ได้เท่าไหร่” “ได้ยังไง” “คุ้มไหม” ฯลฯ และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังดูแคลน “จินตนาการ” อีกด้วย

หลายสิบปีมาแล้ว ที่เราขาดแคลนบทกวี วรรณกรรม จิตรกรรม ปติมากรรม สถาปัตยกรรม และบทเพลง ที่งดงาม ลึกซึ้ง กินใจ กระตุ้นจินตนาการ และ Sublime
อาจมีข้อยกเว้นบ้าง ก็เพียงน้อยนิด นับว่าน่าเสียดาย และน่าเสียใจ สำหรับคนรุ่นนี้ (ที่พูดนี้รวมถึงตัวผมเองด้วย)

คนมีความรู้สมัยนี้ ส่วนใหญ่รู้ด้านเดียว เน้นไปในเรื่อง “ทำมาหากิน” และวิธีแสวงหา “โภคทรัพย์” เป็นหลักใหญ่

เดี๋ยวนี้ แม้แต่ด็อกเตอร์ ก็ยังอ่านภาษาไทยไม่แตก น้อยคนจะอ่านศรีปราชญ์ได้ อ่านเจ้าฟ้ากุ้งได้ อ่านพระลอได้ อ่านโองการแช่งน้ำได้ อ่านมหาชาติได้ อ่านยวนพ่ายได้ อ่านไตรภูมิได้ อ่านศิลาหลักหนึ่ง หลักสอง หลักสาม...ได้ อ่านเพลงยาวต่างๆ ได้ แม้แต่ กฎหมายตราสามดวง หรือจินดามณี ก็อ่านกันไม่แตกเสียแล้ว

แต่ก็เห็นอ้างความเป็นไทย และเรียกร้องให้กลับไปหารากเหง้าความเป็นไทย กันมาก

ผมเคย Recruit คนจบปริญญาตรี ปริญญาโท มามาก ทั้งจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง ก็พบว่าส่วนใหญ่ อ่านและเขียนภาษาไทยได้จำกัด ซ้ำร้าย ความรู้ภาษาต่างประเทศ ก็ใช่ว่าจะดี

เป็นแบบ “หัวมังกุด ท้ายมังกร” ไทยก็ไม่ได้ อังกฤษก็ไม่ดี จีนก็ไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่มีเลือดจีนอยู่ในตัว ชัดเจน

ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้ ขาดแคลน “จินตนาการ” อย่างน่าใจหาย


จินตนาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ นั้นเกี่ยวโยงถึงกัน เมื่ออันหนึ่งขาด ก็ยากที่อีกอันจะงอกงามได้ (ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ ผมหมายให้กินความกว้างกว่า เรื่องของชิ้นงานโฆษณา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการดีไซน์สินค้า ที่มักคุ้นเคยกันในเวลานี้ นะครับ)

ผมไม่เชื่อว่า เด็กไทยจะไร้จินตนาการ แต่ผมคิดว่า ระบบการศึกษาบ้านเรา ทำลายจินตนาการในวัยเด็กของพวกเขาไปเสียจนเกือบหมด (หรือหมดเลยสำหรับบางคน)

สังคมไทยในตอนนี้ ต้องการและถวิลหา “ความคิดใหม่” อย่างยิ่งยวด และความคิดใหม่หรือ New Idea จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจากจินตนาการ

รัฐธรรมนูญอเมริกัน ที่เป็นพื้นฐาน เอื้ออำนวยให้สังคมอเมริกันสะสมความมั่งคั่ง และยิ่งใหญ่มาได้จนทุกวันนี้ เป็นผลผลิตของบรรดา Founding Fathers ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ ถึงสังคมที่ดีและพึงปรารถนา ในแบบของพวกเขา

จินตนาการ อาจหาไม่ได้ในห้องเรียนหรือตำราเรียน แต่อาจหาได้ในป่าเขา ท่ามกลางพรรณไม้และสิงสาราสัตว์ ท้องทุ่ง ท่ามกลางความร้อนระอุและแมลง ขุนเขา แม่น้ำ ลำธาร ตรอกซอกซอย ตลาดสด สลัม ห้องสมุด หรือท่ามกลางซากปรักหักพังของอยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย ลพบุรี นครศรีธรรมราช หรือจากวรรณกรรม บทกวี งานศิลปะ สิ่งปลูกสร้างที่สวยงาม วัด ปราสาท นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน ตำนานพื้นบ้าน ประเพณีพื้นถิ่น เรื่องเล่า แหล่ ร่าย ลิลิต ฉันท์ ดอกสร้อย สักวา เพลงยาว เสภา นิราศ กลอนสวด ขับไม้ ตลอดจนความเชื่อผีสาง และเทวา อารักษ์ ที่มีอยู่มากมาย ให้ยึดถือกันทั้งเจ้าและไพร่
สิ่งเหล่านี้ มีอยู่แล้วในสังคมไทย ไม่จำเป็นต้องไปหาถึง Harvard, Stanford, Oxford, หรือ Cambridge

คำตอบของสังคมไทยในอนาคต อาจไม่ได้อยู่ในห้องเรียน มหาวิทยาลัย รัฐสภา หรือบนท้องถนนราชดำเนิน หรือขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนรุ่นต่อไป เป็นสำคัญ

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 มิถุนายน 2551
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551
(รูปพระนารายณ์ข้างบนวาดโดยอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต)

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

คอลัมนิสต์ที่ดี



ใครจะปฏิเสธบ้างว่า การได้อ่านผลงานของคอลัมนิสต์ชั้นดี ที่เขียนออกมาด้วยความประณีตบรรจง ตรงประเด็น ให้ความรู้ ผสมผสานด้วยความเห็นและประสบการณ์ชั้นยอด และใช้ภาษาสละสลวย นับเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งของชีวิต


การเขียนคอลัมน์ แม้จะสั้น แต่ก็เป็น Art Form แบบหนึ่ง ทั้งการเลือกประเด็น วาง Plot การใช้ข้อมูลสนับสนุน หรือบางทีอาจต้องหาตัวละคร และบทสนทนา ตลอดจนคำ วลี ประโยค ที่เลือกมาใช้ ย่อมต้องให้ประหยัด ทว่ากินความกว้างขวาง และมีพลังอำนาจในการโน้มน้าว จูงใจ ผู้อ่าน


สมัยที่ผมเริ่มสอนตัวเองเขียนหนังสือใหม่ๆ ผมก็อาศัยฝึกจากการเขียนบทความประเภทนี้แหละ แน่นอนว่าบทความส่วนใหญ่เหล่านั้น ไม่ได้ตีพิมพ์ที่ไหน ทว่า ผมก็ได้รับความเพลิดเพลินและได้เรียนรู้อะไรมาก ในกระบวนการทำแบบนั้น

นักเขียนใหญ่ของโลกและของไทย ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย ล้วนเคยเขียนงานประเภทนี้มาแล้วทั้งสิ้น อย่างของฝรั่งที่ถือเป็นแบบฉบับ โดยผมเองมักนำผลงานเก่าแก่ของพวกท่านมาอ่านซ้ำเสมอๆ ก็มีอย่าง Francis Bacon นักเขียนสมัยพระนเรศวร ที่เขียนในสไตล์ Essay เลียนแบบวิธีเขียนของ Michel De Montaigne ผู้บุกเบิกงานเขียนประเภทนี้



ประเด็นที่ทั้งคู่เลือกมาเขียน ล้วนเป็นเรื่องน่าสนใจ ใกล้ตัว และอยู่ในความสนใจของผู้คนในยุคสมัยของพวกเขา เช่น Of Truth, Of Death, Of Friendship, Of Innovations, Of Empire, Of Ambition, Of Riches, Of Fortune, Of Nature in Men, Of Beauty, Of Liars, Of Fear, Of Sadness, Of Books, Of Drunkenness, Of the Education of Children, Of War-Horses, Of Glory, Of Custom, Of Presumption, Of Thumbs, Of Vanity, Of Experience, Of Coaches, Of Repentance, Of Physiognomy, Of the Force of Imagination,..ฯลฯ

ประเด็นเหล่านี้ ยังคงเป็นประเด็นที่นักคิด นักเขียน ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ ตลอดจนคอลัมนิสต์ ยุคหลัง นำมาเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังเขียนกันอยู่ และผมว่า มันก็จะเป็นที่นิยมต่อไปตราบเท่าที่มนุษย์ยังนิยมอ่านหนังสือเพื่อแสวงหาความเห็นจากคนอื่น และตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเอง ตลอดจนสังคมที่พึงปรารถนา ว่าควรเป็นเช่นไร

ตัวผมเอง เมื่อมีเรื่องให้ต้องเขียนความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ผมมักจะกลับไป Check ดูว่า สองคนนี้เคยคิดยังไง ต่อประเด็นนั้น มาแล้วบ้าง


นอกนั้นแล้ว ผมยังชอบ Walter Bagehot อดีตบรรณาธิการคนสำคัญของ The Economist ที่เขียนได้น่าสนใจทุกเรื่อง ตั้งแต่ บทวิจารณ์วรรณกรรม บทกวี การเมือง ไปจนถึงเรื่องการวิเคราะห์เศรษฐกิจ การเงิน และหุ้น งานรวมเล่มเกี่ยวกับหุ้นของเขา Lombard Street ถือเป็นงานระดับ Classic ที่นักการเงินทั่วโลกต้องศึกษา และ The English Constitution ของเขา ก็กลายเป็นคู่มือสำหรับกษัตริย์และราชินีของอังกฤษทุกพระองค์นับแต่มันได้รับการตีพิมพ์

ทางฝั่งอเมริกา ผมว่า H.L. Mencken เด่นมากกว่าใครเพื่อน ผมเองมีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง คือการเก็บสะสมนิตยสาร The American Mercury ในยุคที่เขาเป็นหัวเรือใหญ่ และก็ได้เคยใช้มันเป็นแนวทางในการจัดทำนิตยสารในเครือที่ผมเป็นบรรณาธิการ อยู่หลายกรรมหลายวาระด้วยกัน

Ralph Waldo Emerson ก็เด่นในยุคของเขา และงานของเขาก็อ่านง่าย นำมาอ่านเล่นในยุคนี้ก็เพลิดเพลินและให้ความรู้เกี่ยวกับ “ความรู้สึก-นึก-คิด” ของคนอเมริกันและชาติอเมริกาสมัยที่กำลังสร้างตัว ได้ดีมาก

ของไทยเรา ผมก็เคยกลับไป Observe หนังสือพิมพ์ยุคแรกอย่าง Court ข่าวราชการ ที่พระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูงในสมัย รัชกาลที่ ๕ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเขียน ก็เห็นว่าเป็นการเขียนแบบการเสนอข่าวเป็นหลัก มิได้เป็นแบบอย่างคอลัมนิสต์ หรืออย่างบทความที่เด่นๆ ใน วชิรญาณ หรือ วชิรญาณวิเศษ ก็เป็นการเขียนแบบเรื่องสั้น หลายเรื่องเป็นเรื่องสั้นที่มีชื่อเสียง เช่น “เรื่องสนุกนิ์นึก” (โดยกรมหลวงพิชิตปรีชากร) “อิล่อยป้อยแอ” “ตาบอดสอดตาเห็น” “ยังไงอิฉันจึงได้เป็นสาวทึนทึก” (ทั้งสามทรงพระนิพนธ์โดย กรมหมึ่นนราธิปประพันธ์พงศ์) และ “ปลาดถุ่ยถุ่ย” (โดยกรมหลวงดำรงราชานุภาพ—พระยศขณะนั้น) เป็นต้น



ผู้ที่นับได้ว่าเป็นคอลัมนิสต์ของไทยยุคแรก น่าจะเป็น เทียนวรรณ (ต,ว,ส, วัณณาโภ) และ ก.ศ.ร. กุหลาบ ตลอดจนบรรดาปัญญาชนรอบข้างรัชกาลที่ ๖ อย่าง ครูเทพ (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส (น.ม.ส.) พระสารประเสริฐ (นาคะประทีป) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เอง ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์โดยใช้พระนามแฝงนับสิบ โดยที่เด่นที่สุด เห็นจะเป็น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ Editor คนสำคัญพระองค์หนึ่งของอุตสาหรรมหนังสือไทย

หลังจากนั้น ก็ข้ามมายังยุคที่หนังสือพิมพ์ไทยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ที่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาลัย ชูพินิจ โชติ แพร่พันธุ์ ส่ง เทพาสิต ชิต บูรทัต อารีย์ ลีวีระ อิสรา อมันตกุล สุภา สิริมานนท์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฯลฯ แล้วก็มาถึงรุ่นที่มี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นหัวเรือใหญ่

คนเหล่านี้ ยึดกุมความเห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารสำคัญๆ เป็นเวลานาน จนสังคมไทยพัฒนาเข้าสู่ยุคใหม่ที่เศรษฐกิจผูกพันกับระบบโลกอย่างแน่นแฟ้น เราจึงมีคอลัมนิสต์ประเภททันสมัยที่ส่วนใหญ่ผ่านการฝึกฝนโดยระบบการศึกษาตะวันตกอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล สุทธิชัย หยุ่น ชัยอนันต์ สมุทวณิช รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ และนิธิ เอียวศรีวงษ์ ฯลฯ เดี๋ยวนี้ เราก็ยังมีหนังสือพิมพ์ของคอลัมนิสต์ หรือหนังสือพิมพ์ที่อาศัยข้อเขียนจากคอลัมนิสต์เป็นหลัก ให้ได้พึ่งพาในด้านความเห็นต่อประเด็นสำคัญๆ รอบด้าน เช่น มติชนสุดสัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์ และสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เป็นต้น



ผมรู้สึกมาสักระยะหนึ่งแล้วว่า อุตสาหกรรมหนังสือไทย กำลังขาดแคลนคอลัมนิสต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะคอลัมนิสต์ทางด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมือง การต่างประเทศ และประเภทสรรพวิชา เพราะสังเกตุจากบรรดาคอลัมนิสต์หลายท่านที่กล่าวถึงข้างต้นและถือเป็นคนรุ่น Baby Boomer Generation ซึ่งล้วนล่วงพ้นวัยเกษียณกันแล้ว ทว่าก็ยังคง Active อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารฉบับสำคัญๆ ของไทยอยู่ งานของพวกท่านยังคงเป็นส่วนสำคัญของหนังสือเหล่านั้นอยู่ (ที่พูดนี้ ไม่ได้ดูถูกงานของพวกท่าน หรือไม่อยากเห็นพวกท่านทำงานทางความคิดต่อไป น่ะครับ อย่าเข้าใจผมผิด เพราะตัวผมเองก็ได้อาศัยงานของท่านเหล่านั้นเป็นครูมาช้านาน)

งานของคอลัมนิสต์รุ่นใหม่ ถึงแม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยต่อเนื่อง และที่จะทำให้ดีลึกซึ้งได้เท่าคนเก่าหรือดีกว่าที่คนเก่าได้ทำไว้ ก็มีจำนวนน้อยมาก นั่นอาจส่งผลทางอ้อมให้คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือน้อยลง เพราะพวกเขาถือว่าความเห็นบนหน้าหนังสือเหล่านั้น ไม่ได้สะท้อนความเห็นของคนรุ่นเขา พวกเขาจึงหันไปบริโภคความเห็นจาก Website ต่างๆ จำนวนมาก ที่แม้จะมีคนร่วมลงความเห็นเป็นจำนวนร้อยจำนวนพันต่อท้ายข่าวหรือข้อเขียนแต่ละชิ้น แต่ก็หาความลุ่มลึกได้ยากยิ่ง

พูดได้เหมือนกันว่า Website เหล่านั้น ได้ร่วมผลิตคอลัมนิสต์ยุคใหม่จำนวนมาก เพราะทุกแห่งล้วนอนุญาตให้คนอ่านร่วมโพสต์ความเห็นต่อท้ายบทความแทบทุกบทความ ผมเองก็ชอบอ่านความเห็นเหล่านั้น เพราะบางทีก็ได้อะไรดีๆ เหมือนกัน แต่เนื่องจาก ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องลงชื่อจริง ข้อเขียนส่วนใหญ่จึงเอาจริงเอาจังด้วยไม่ได้ เพราะผู้เขียนไม่มีความจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อข้อความที่ตัวเองโพสต์ลงไป



ไม่เหมือนหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่คนอ่านต้องควักเงินซื้อ พวกเขาย่อม Demand คุณภาพ และต้องการรู้จักกับตัวตนของคอลัมนิสต์ เพราะพวกเขาและหนังสือที่เขาอ่าน มักมีสัมพันธ์ทางใจหรือมีเยื่อไยกันทางใดทางหนึ่ง เป็นความสัมพันธ์ในแบบที่ฝรั่งเรียกว่า Love-hate relationship นั่นแหละ ผมเองเคยเห็นกับตาตอนคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล หยิบนิตยสารในเครือของท่านสมัยที่ท่านยังรุ่งเรืองสุดขีด มาพลิกดู แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีอารมณ์ แล้วก็โยนลงถังขยะไป

นั่นทำให้คอลัมนิสต์และนักเขียนย่อมต้องพิถีพิถัน และรับผิดชอบต่อความเห็นของตัวเอง

โลกเรานั้นเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายต่างๆ นาๆ มนุษย์ส่วนมากมักเผชิญอยู่กับความทุกข์ยากในขณะที่มนุษย์ส่วนน้อยเท่านั้นที่ชีวิตมีแต่ความสุข แม้ตัวเรา ถ้าดูจริงๆ ก็มีความทุกข์เกิดกับตัวเองแยะ ดังนั้นคอลัมนิสต์ที่เด่นดังและแสบสันต์ส่วนใหญ่มักเชี่ยวชาญการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเลวร้ายต่างๆ นาๆ เช่นเล่นงานผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจ นายทุนผู้เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ขูดรีด นโยบายและคนของรัฐบาล ตลอดจนอภิสิทธิ์ต่างๆ

แต่ก็อย่าลืมว่า โลกเรายังมีมิติที่งาม มีคนที่น่าสนใจ จริงใจ ไม่เสแสร้ง มีเรื่องราวที่ทำให้อิ่มเอมใจ และมีอุดมการณ์ที่สูงส่ง น่า Observe อีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้แหละ ที่คอลัมนิสต์รุ่นใหม่ควรต้องใส่ใจ

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 กรกฎาคม 2551
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2551
-----------------------

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ว่าด้วย BLUE NOTE

ค่ำคืนนั้นที่ Village Vanguard ผมไม่แปลกใจเลยที่เจอชาวแจ๊สญี่ปุ่นจำนวนมาก เพราะคนญี่ปุ่นคลั่งแจ๊สมานานแล้ว และความคลั่งแจ๊สของคนญี่ปุ่นนี้เอง ที่เป็นเชื้อปะทุให้ตลาดเพลงแจ๊สโลกกลับมาเฟื่องฟูอีกครา

ค่ายเพลงแจ๊สที่สลบไสลไปแล้ว กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง และได้นำมาสเตอร์เทปเก่ามา Reissue อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพื่อสนองความต้องการของตลาดญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น BLUE NOTE, PRESTIGE, RIVERSIDE, BETHLEHEM, ATLANTIC, COLUMBIA, SAVOY, PACIFIC JAZZ และ IMPAULSE แล้วเลยลุกลามออกไปจำหน่ายกันนอกตลาดญี่ปุ่นด้วย

ทว่า หลังจาก Churchill Port หมดไปคนละสองสามแก้ว และยังไม่มีวี่แววของนักดนตรีบนเวที พวกเราก็คุยกันรื่น คราวนี้ ผมกลับแปลกใจมาก ที่พวกเขาเหล่านั้นบอกว่า ตั้งใจมานิวยอร์กกันเพื่อ “แจ๊ส” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นให้ไขว้เขวเลยแม้แต่น้อย

ผมฟังดูแล้ว พวกเขาจริงจังกันมาก เสมือนหนึ่งว่า มา “จาริก แสวงบุญ” กัน อย่างนั้นแหละ Village Vanguard เป็นเพียงจุดหมายหนึ่งในหลายสิบสถานที่ ที่พวกเขาจำต้องแวะไปสักการะให้ครบ หญิงสาวคนหนึ่งให้ผมดูอัลบั้มภาพในหน่วยความจำดิจิตอลของเธอ พร้อมกับอธิบายถึงความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ด้วยความภูมิใจ

ผมจำได้ไม่หมดหรอก จำได้เฉพาะชื่อที่คุ้นหูอย่างเช่น Milton’s Playhouse, Hickory House, Apollo Theater, 52nd Street, Five Spot, Basin Street, Birdland, Café Bohemia, บ้านเดิมของ Charlie Parker ที่ 151 Avenue B และบ้านเดิมของ Miles David ที่ Central Park South Side ตลอดจนหลุมฝังศพของท่านผู้นั้น, สะพาน Williamsburg ที่ซึ่ง Sonny Rollins เคยปลีกวิเวกไปซ้อมอยู่เกือบสองปี, Louis Armstrong House and Archives ที่ Queen College, และ Jazz Record Center เป็นต้น

ณ ห้วงความคิดนั้น ผมอดไม่ได้ที่จะแวบไปเปรียบถึง “ศรัทธา” ของบรรดาพุทธมามะกะที่มักแสดงออกด้วยการเดินทางไปอินเดีย เพื่อแสวงบุญกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง ลุมพินีสถาน และอุรุเวฬา หรืออิสลามิกชนที่ต้องไป “เมกกะ” กันทุกปี

ผมแปลกใจยิ่งกว่านั้น เมื่อทราบว่าบรรดาสำนักงานเก่าของ Blue Note ก็เป็นแหล่งแสวงบุญในยุคแจ๊สยานุวัตร (Globalization of Jazz) ของบรรดาคอแจ๊สคณะนี้ด้วยเหมือนกัน ตั้งแต่เลขที่ 235 บนถนน 7th Avenue (at 23rd Street), 10 West 47th Street, และ 767 Lexington Avenue ตลอดจน 47 West 63rd Street อันโด่งดังบน Label แผ่นเสียง Blue Note ที่นิยมสะสมกันมากในปัจจุบัน

ผมทึ่งในความบ้าของคนญี่ปุ่นจริงๆ !

แต่ก่อนจะพูดอะไรกันต่อ ก็พอดีท่อนเปิดของเพลง Cool Struttin ของ Sonny Clark กระหึ่มขึ้น พร้อมๆ กับเสียงปรบมือของแฟนเพลง จึงได้รู้ว่าค่ำคืนนั้น เป็นคืนไว้อาลัยแด่ Jackie McLean ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งของวงการแจ๊สโลก ที่เพิ่งอำลาสังขารไปก่อนหน้านั้นไม่นานนัก

คืนนั้น เป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมยากจะข่มตาให้หลับได้…. ผมครุ่นคิดกลับไปกลับมา จน “คิดออก” ว่า “กิเลส” (Passion) แบบนี้นี่เอง ที่เป็นตัวผลักดันให้ระดับราคาแผ่นเสียงของ BLUE NOTE ชนิด “พิมพ์เดิม” (Original) ในตลาดโลก สูงขึ้นไปอยู่ในแดนที่คนธรรมดายากจะแตะต้องได้

ดังนั้น ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของค่าย BLUE NOTE และอัลบั้มเพลงของศิลปินคนสำคัญๆ ในแต่ละยุค ตลอดจนบุคลิกลักษณะ และตำหนิสำคัญของแผ่นเสียง BLUE NOTE ในแต่ละยุค ผมจึงใคร่ขอเกริ่นนำด้วยบทความแรกนี้ ที่จะว่าด้วยเหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือ Economic Side ของราคาแผ่นเสียง BLUE NOTE กันเป็นเบื้องแรก ซึ่งน่าจะสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมนักสะสมจึงนิยมสะสมแผ่นเสียงของค่ายนี้ ทั้งๆ ที่ระดับราคาของมันก็ไม่น้อยเลย และพร้อมกันนี้ ผมยังจะกล่าวถึงอัลบั้มเพลง 5 อันดับแรก ที่นิยมสะสมกันมากในบรรดาแฟนๆ ของ BLUE NOTE

The Political Economy of BLUE NOTE

ความนิยมแผ่นเสียงเพลง Jazz ที่หวนกลับมาในยุคนี้ ทำให้ค่ายเพลงในต่างประเทศที่ถือลิขสิทธิ์แทบทุกค่าย นำเทปมาสเตอร์มาปัดฝุ่น เพื่อเป็นต้นแบบในการปั๊มแผ่นเสียงใหม่ออกวางตลาดกันหนาตาขึ้น ราคาแผ่นเสียงใหม่จึงเริ่มลดต่ำลง ในขณะที่ราคาแผ่นเสียงเก่าซึ่งเป็น “ของแท้” ในตลาดของสะสมเริ่มถีบตัวสูงขึ้นสวนทางกัน

ยิ่ง Reissue กันถี่ขึ้น คนก็ยิ่งถวิลหาของ Original กันมากขึ้น เป็นธรรมดา

เดี๋ยวนี้ ใครมี Miles Davis, John Coltrane, หรือ Sonny Rollins ต้นฉบับสมัยโน้นเก็บไว้ นอกจากจะ “เท่” มากแล้ว ยังกลายเป็นเศรษฐีไปโดยปริยายอีกด้วย

มีเรื่องเล่าในทำนองนี้มากมาย ว่ามักจะมีนักฟังเพลงวัยใกล้เกษียณที่บังเอิญไม่ได้ขายแผ่นเสียงแผ่นสำคัญๆ ทิ้งไปตอนที่ซีดีก่อกำเนิดและได้รับความนิยมจนแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงหายไปจากตลาด พวกเขาเก็บแผ่นไว้เฉยๆ อย่างนั้นเรื่อยมา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็หันมาฟังซีดี เพราะสะดวกสบายกว่าการเล่นแผ่นเสียงแยะ จนมาถึงตอนนี้เลยรู้ว่าตัวเองโชคดีมาก สิ่งที่เก็บไว้นั้นกลับมีค่าขึ้นมามหาศาล เหมือนกันคนที่ซื้อทองไว้ตั้งแต่บาทละ 400 นั่นแหละ

หรือเรื่องที่มีดีเจบางคนสามารถทำเงินได้มากในรอบสองสามปีนี้ ด้วยการทยอยขายแผ่นเสียงที่เคยได้รับแจกจ่ายจากค่ายเพลงต่างๆ ในสมัยก่อนออกมานั้น ก็เป็นเรื่องจริง

ความนิยมแผ่นเสียงเพลงแจ๊สและเพลงคลาสสิกแบบ Original เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้งในรอบสิบกว่าปีมานี้ นำโดยนักสะสมญี่ปุ่น แล้วก็ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน แล้วก็จีน ประเทศ “เศรษฐีใหม่” เหล่านี้ได้กว้านซื้อแผ่นเสียงเก่าอย่างรีบเร่งและจริงจัง

การก่อกำเนิดของ eBay ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาแผ่นเสียงเก่าถีบตัวขึ้น นายหน้าในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ก็พากันเข้าไปประมูลซื้อแผ่นกันเพื่อนำไปขายในประเทศตน ทำให้เกิดราคาอ้างอิง และทำให้ระดับราคาแผ่นเสียงนอก eBay แพงไปด้วย

ปัจจุบัน eBay ก็เลยกลายเป็นตลาดอ้างอิงราคาแผ่นเสียงเก่า ดังที่ Chicago Board of Trade หรือ Chicago Mercantile Exchange เป็นตลาดอ้างอิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดดูใบ หรือ เทรนต์ เป็นตลาดอ้างอิงราคาน้ำมันดิบ ที่ผู้ซื้อผู้ขายต้องนำมาอ้างอิงทุกวัน

แม้กระทั่ง Goldmine Jazz Album Price Guide ซึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงราคาแผ่นเสียงเก่าที่นักสะสม ตลอดจนพ่อค้าแผ่นเสียงเก่า ให้ความเชื่อถือ ก็ยังต้องอาศัย eBay เป็นแหล่ง Update ข้อมูลของตัวทุกครั้งที่มีการจัดพิมพ์รอบใหม่

เหตุการณ์ทำนองนี้ ไม่ได้เกิดกับแผ่นเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ได้เกิดขึ้นกับวงการเครื่องเสียงทั้งวงการ เครื่องเสียงรุ่นเก่าและหายากที่เรียกกันแบบรวมๆ ว่า Vintage Hifi อย่างของ McIntosh, Marantz, Quad, Altec, Tannoy, Bozak, JBL, Garrard, Thorens, SME, Ortofon, Western Electric ล้วนถีบตัวสูงขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน เรื่องเล่าที่ชอบเล่ากันว่า ที่คลองถมสมัยก่อน สามารถหาซื้อ Garrard 301 หรือ Thorens TD124 ได้ในราคาไม่กี่พันบาท หรือซื้อ MC275 ได้ในราคาไม่กี่หมึ่นบาทนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นตำนานที่นำมาเล่าปลอบใจกันเองในหมู่นักสะสมไปเสียแล้ว

ตราบใดที่ยังมี “เศรษฐีใหม่” เกิดขึ้นในโลก ตราบนั้นความต้องการสิ่งของเหล่านี้จะไม่มีวันหมดไป ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยดันราคาของหายากเหล่านี้ให้สูงขึ้น นั่นเป็นเพราะ “เศรษฐีใหม่” (ที่ต้องการข้ามพ้นความเป็นเศรษฐีใหม่ของตน) ต้องการความแตกต่างในการบริโภคที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

สิ่งของเหล่านี้ เป็นของหายาก มีจำนวนจำกัด บางอย่างมีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก ที่ไม่ใช่ว่าใครมีเงินแล้วจะหามาครอบครองได้ การได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึง “พลัง” บางอย่างของผู้ครอบครอง ที่นอกเหนือไปจากมิติของเงินทอง

การสะสมของเหล่านี้ จึงนับเป็น “กิเลส” แบบหนึ่ง ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นเศรษฐีใหม่

การเพิ่มมูลค่าของแผ่นเสียงในลักษณะนี้เอง ที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสะสม “แผ่นแท้” หรือ แผ่น Original กันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นเพลง Jazz และเพลง Classic ที่ราคานับวันมีแต่จะถีบตัวสูงขึ้น เพราะเพลง Jazz กับเพลง Classic นั้น ฟังได้ตลอดทุกยุคทุกสมัย ฟังกันตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน ไม่ใช่เพลง Pop ที่ชื่อก็บอกแล้วว่าเมื่อเลิกฮิตแล้ว ก็เลิกกัน

ถ้าจะว่าถึงราคาแผ่น Original ในตลาดสะสมแผ่นเสียงเพลง Jazz ในโลกเดี๋ยวนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีค่ายไหนกิน BLUE NOTE ลง ราคาแผ่น BLUE NOTE พิมพ์เดิม สภาพดีบางแผ่น ที่หายากมากๆ และเป็นที่นิยมสะสมในอันดับต้นๆ อย่าง Jutta Hipp with Zoot Sims (หมายเลข BLP 1530), Afro-Cuban/Kenny Dorham (BLP 1535), Lee Morgan Vol.3 (BLP 1557), Hank Mobley (BLP 1568), True Blue/Tina Brooks (BLP 4041), Cool Struttin/Sonny Clark (BLP 1588), Open Sesame/Freddy Hubbard (BLP 4040), หรือแผ่นยุคแรกบางแผ่นของ Johnny Griffin, Lee Morgan, Jackie McLean, Hank Mobley, Sonny Clark, และ Donald Byrd เหล่านี้ล้วนมีราคาค่างวดอยู่ระหว่าง 1,000-4,000 เหรียญสหรัฐฯ บางแผ่นที่ “สภาพดีมาก” ก็อาจขึ้นไปถึง 5,000 เหรียญฯ หรือกว่านั้น

เท่าที่เห็นจากการประมูลซื้อขายกันบนเว็บไซต์ eBay และราคาป้ายตามร้านขายแผ่นเสียงสะสม ในโตเกียวก็ดี หรือในนิวยอร์กก็ดี ผมคิดว่า แผ่นที่มีการซื้อขายกันในราคาสูงที่สุดของ BLUE NOTE เห็นจะเป็นแผ่นหมายเลข BLP 1530 ของ Jutta Hipp ที่ซื้อขายกันผ่าน eBay เมื่อวันที่ 14 เดือนมีนาคม พ.ศ.2548 ด้วยราคา 5,205 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยในช่วงนั้น กว่าสองแสนบาท

แม้จะมีแผ่น Jazz จากค่ายอื่นบางแผ่น ที่ซื้อขายกันสูงกว่าแผ่น BLUE NOTE (เช่นแผ่น Jackie McLean ชุด New Tradition ของค่าย AD LIB) แต่เมื่อดูโดยภาพรวมแล้ว ราคาเฉลี่ยของแผ่น Blue Note Original ก็ยังสูงกว่าของค่ายอื่น เอาเป็นว่า ราคาต่อแผ่นรุ่นแรกๆ นั้น ต้องมี “หมึ่นขึ้น” ใครคิดจะเก็บแผ่น BLUE NOTE ให้ครบ ก็ต้องใช้เงินหลายล้านบาท เอาแค่เฉพาะแผ่น 12 นิ้ว Series 1500 ที่นิยมเก็บกันมากที่สุด จำนวน 98 แผ่น (ตั้งแต่ BLP 1501-BLP 1600 เว้น BLP 1592 ที่ไม่ได้ทำแผ่นเสียงออกขายในยุคนั้น และหมายเลข 1553 ที่ไม่ได้นำมาใช้กับศิลปินคนไหนเลย) ก็บานตะไทแล้ว ยังไม่นับ Series 4000 อีกกว่า 400 แผ่น และแผ่น 10 นิ้วรุ่นแรกอีกเกือบ 100 แผ่น อีกทั้งแผ่นญี่ปุ่นบางแผ่นที่นำเอา Un-issued Tape สมัย Alfred Lion มาทำเป็นแผ่นขายในยุคหลังอีกจำนวนหนึ่ง (ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนจะขอกล่าวโดยละเอียดในตอนต่อๆ ไป)

ลองคำนวณเอาเองก็แล้วกันครับว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ถ้าต้องซื้อครบชุด (สมมติว่ามันมีให้ซื้อได้ด้วยนะครับ)

ผมเคยสงสัยและพยายามค้นคว้าหาข้อมูลและสอบถามจากนักสะสม BLUE NOTE ที่สะสมมานานว่า มันมีเหตุผลอะไรรองรับราคาที่แพงในระดับนั้น หรือมันเป็นเพียงภาวะ “ฟองสบู่” ที่ปั่นกันขึ้นไปโดยไม่มี “พื้นฐาน” รองรับ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับรอเวลา “ฟองสบู่แตก” เหมือนกับราคาหุ้นหรือที่ดินในช่วงเศรษฐกิจบ้าเลือด ที่มักจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในโลกทุนนิยมใบนี้

จากการค้นคว้า สอบถาม และทดลองฟัง ผมพบว่าในบรรดาแผ่นเสียงที่อัดในยุคทศวรรษที่ 1950 และ 1960 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีแผ่นประเภทปรุงแต่ง ที่เราเรียกกันภายหลังว่าแผ่น Audiophile นั้น ก็ต้องนับว่าแผ่น Blue Note โดยเฉลี่ยนั้น บันทึกเสียงได้ดีกว่าค่ายเพลง Jazz อื่นในยุคเดียวกัน โดยเฉพาะแผ่นใน Series 1500 และ Series 4000 ที่อัดโดย Rudy Van Gelder (RVG) วิศวกรประจำห้องอัดที่เป็นตำนานในสายเพลง Jazz และที่ปั๊มในโรงงานรุ่นแรกของบริษัท Plastylite ซึ่งใช้วัสดุชั้นดี จะมีเครื่องหมาย “P” ปั๊มไว้ที่ Dead Wax ของทั้งสองหน้า (เครื่องหมายตัว P นี้ เป็นตัวเขียนในแนวนอน ดูไปแล้วก็คล้ายรูปใบหู ดังนั้น ในหมู่นักสะสมแผ่น BLUE NOTE จึงเรียกเครื่องหมายนี้ว่า Ear)

การจัดวางตำแหน่งของนักดนตรีและไมโครโฟนนั้น ถือเป็นความลับที่ RVG ไม่เคยเปิดเผยเลยตลอดชีวิตของเขา ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ที่เขาเคยให้ไว้เพียงครั้งเดียวว่า ยุคที่เขาบันทึกเสียงให้กับ BLUE NOTE และ PRESTIGE นั้น เขาต้องสร้าง Amplifier เองทั้งหมด เขาเล่าว่า เขาต้องฟังความเห็นของ Alfred Lion และนักดนตรีที่มาอัด ด้วยว่าพวกเขาต้องการให้เสียงปลายทางออกมาแบบไหน แล้วเขาก็พยายามทำออกมาแบบนั้น

นั่นจึงทำให้แผ่นเสียงของ BLUE NOTE ให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้คนรุ่นหลังอย่างเรา สามารถแยกแยะ “น้ำเสียง” หรือ “สำเนียง” ของศิลปินแต่ละคนได้อย่างชัดเจน แม้จะเล่นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกัน ดังนั้น Miles Davis กับ Donald Byrd กับ Lee Morgan กับ Clifford Brown ย่อมมีสำเนียงทรับเป็ตที่ต่างกัน เหมือนกับเสียงพูดของเพื่อนแต่ละคนที่หากเราได้ยิน ก็สามารถบอกได้ว่าเป็นใคร แม้จะยังไม่เห็นหน้าก็ตาม

อันนี้ นับว่าต่างกับแผ่นเสียง Audiophile ยุคหลัง ที่มักจะให้เสียงเครื่องดนตรีชนิดเดียวกัน ด้วยสำเนียงที่คล้ายกันจนแยกไม่ออก ดังนั้น หากเป็นศิลปินที่มีสไตล์ใกล้เคียงกันแล้ว เรามักจะแยกยาก ว่าใครเป็นใคร

ว่ากันว่า Alfred Lion เจ้าของค่าย BLUE NOTE จะนัดนักดนตรีทุกคนมาเล่นพร้อมกันในห้องอัดที่ RVG ออกแบบและจัดวางไว้แล้วเป็นอย่างดี โดยจะออกเงินค่าจ้างให้ซ้อมก่อนบันทึกเสียงจริงสองวัน ดังนั้นเมื่อฟังแผ่น BLUE NOTE แล้ว เราจะได้ “บรรยากาศ” ของดนตรีแบบเต็มๆ ไม่มีการปรุงแต่งเหมือนสมัยหลัง ที่นักดนตรีต่างคนต่างอัด แล้วค่อยนำมา Mix ทีหลัง และการซ้อมก่อนเพียงสองวัน ก็มีข้อดีที่ทำให้เกิดความลงตัวของดนตรี ไม่อิสระแบบต่างคนต่างเล่นกันสดๆ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นแบบแผนเสียจนเกินไป

ข้อนี้นับว่าต่างกับค่าย PRESTIGE คู่แข่งสำคัญของ BLUE NOTE ที่นิยมให้อัดกันสดๆ โดยไม่ต้องซ้อมกันมาก่อน และในขณะอัดเสียงนั้น Alfred Lion เจ้าของค่าย BLUE NOTE จะต้องมาดูแลด้วยตัวเองทุกครั้ง และเนื่องจากเขาเป็นคนเข้มข้นในเรื่องคุณภาพ เขาจะขอให้นักดนตรีเล่นอีก Take เสมอ ถ้าการเล่นครั้งแรก ไม่เป็นที่น่าพอใจ แล้วเขาก็จะเลือกเอา Take ที่ดีที่สุดมาทำเป็นแผ่นเสียงขาย

เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบ Master Tape จำนวนมากที่ถูก Lion คัดทิ้ง และค่าย BLUE NOTE ปัจจุบัน (ซึ่งเป็นของ EMI) ก็ได้เอามาอัดลงซีดีขาย โดยเพิ่ม Alternative Take เข้าไป เพื่อเป็นกำนัลผู้ฟัง เราจึงได้รู้ว่า ท่อน Solo หรือ “ท่อนแยก” ของแต่ละ Take นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะเป็นเพลงๆ เดียวกันก็ตาม

นั่นแหละ คือธรรมชาติของเพลง Jazz ที่แม้จะเล่นโดยคนๆ เดียวกัน แต่เพลงที่ออกมาแต่ละครั้งก็จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของศิลปินในช่วงนั้นจะพาให้พวกเขา “ด้น” (Improvise) ไปทางใด

ขอแนะนำให้ลองฟังแผ่นซีดีชุด BLUE TRAIN ของ John Coltrane ซึ่ง Rudy Van Gelder เป็นคนเอามาสเตอร์ที่ตัวเองเคยอัดสมัยโน้นมา Re-master ใหม่ เพื่อเปรียบเทียบเพลง Blue Train ของเก่าที่เราเคยคุ้นหูมานาน กับ Take ที่เพิ่งค้นพบ เราจะพบว่ามันต่างกันมากในรายละเอียด ทว่า นักดนตรีทุกคนก็ผลัดกัน Solo ได้ดีมากๆ ในทั้งสอง Take ไม่ว่าจะเป็น Lee Morgan, Curtis Fuller, Kenny Drew, Paul Chamber, Philly Joe Jones, และตัว John Coltrane เอง

นักวิจารณ์จำนวนมาก ยกย่องว่า วันที่บันทึกเสียงวันนั้นพวกเขาสามารถเล่นดนตรีกันได้ในระดับดีเลิศ ดีถึงขนาดสูงสุดที่ฝีมือมนุษย์จะอนุญาตให้ทำได้ภายใต้เครื่องดนตรีที่แต่ละคนใช้ ผมจึงไม่แปลกใจที่มีคนเขียนประวัติ BLUE NOTE แล้วบันทึกไว้ว่า Alfred Lion ชื่นชมแผ่นเสียงชุดนี้มาก แม้ตอนตาย ก็ให้วางไว้ที่หลุมศพด้วย และแผ่นนี้ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ 1 ใน 3 ของตัว John Coltrane เอง ที่แม้จะฝากผลงานในฐานะผู้เล่นนำ (Leader) ไว้ให้ค่าย BLUE NOTE แค่เพียงชุดเดียว แต่ก็ถือเป็น “เพชรน้ำเอก” ของวงการ Jazz ตลอดกาล

เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้แผ่น BLUE NOTE มีราคาแพงนอกจากเอกลักษณ์ของเสียง ก็คือตัว “ดนตรี” ที่อัดอยู่ในร่องเสียงเหล่านั้น

นักดนตรีของ BLUE NOTE สมัยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นนักดนตรีชั้นเยี่ยมของโลก หลายคนได้มีส่วนสร้างคุณูปการสำคัญต่อวงการ Jazz ของโลก แผ่นเสียงหลายแผ่นของ BLUE NOTE มีส่วนหันเหทิศทางของดนตรี Jazz ในช่วงนั้นๆ

ในยุค Hard Bob และ Free Jazz นั้น นอกจากค่าย PRESTIGE แล้ว ก็ต้องถือว่า BLUE NOTE มีคุณูปการมากที่สุด คือได้อัดแผ่นเสียงไว้มากกว่า 500 ชุด ซึ่งหลายชุดในจำนวนนั้น ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น “หมุดหมาย” หรือ Milestone สำคัญที่มีส่วนหักเหประวัติศาสตร์วงการ Jazz โลก ถึงแม้ว่า BLUE NOTE จะเป็นค่ายเพลงอิสระ เล็กๆ ก็ตาม ทว่า นักดนตรีที่เคยบันทึกเสียงกับ BLUE NOTE สมัยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นนักดนตรีที่ได้รับยกย่องในเวลาต่อมาว่ามีฝีมืออยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ชื่อชั้นของพวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรี Jazz ไม่ว่าจะเป็น Thelonious Monk, Bud Powell, Horace Silver, Sonny Rollins, John Coltrane, Elmo Hope, Art Blakey, Miles Davis, Lee Morgan, Hank Mobley, Jackie McLean, Donald Byrd, Kenny Drew, Joe Henderson, Freddy Hubbard, Kenny Burrell, Grant Green, Jimmy Smith, Thad Jones, Ornette Coleman, Kenny Dorham, Herbie Hancock, หรือ Clifford Brown



ข้อนี้นับว่าต่างจากแผ่นเสียงประเภท Audiophile ในยุคหลังที่บันทึกเสียงได้ดีมาก แต่เกิดมาไม่ทันยุคที่ Jazz กำลังรุ่งเรือง ก็เลยไม่มีโอกาสได้บันทึกเสียงของนักบุกเบิกผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการ Jazz ที่กล่าวมานั้น จะมีก็เพียงผลงานของนักดนตรีในยุคหลัง ที่นำเอาเพลงของศิลปินรุ่นก่อนมาบันทึกเสียงใหม่ เสียเป็นส่วนใหญ่

เหตุผลข้อนี้แหละ ที่สามารถใช้อธิบายได้ว่า เหตุใดราคาแผ่น BLUE NOTE ฉบับดั้งเดิม จึงแพงกว่าแผ่น Audiophile ทั้งๆ ที่แผ่นกลุ่มหลังนี้บันทึกเสียงได้ทันสมัยกว่า

เพราะ ถ้าเกิดอยากจะฟังเพลงของ Monk สักเพลงหนึ่ง คนส่วนใหญ่ก็คงอยากจะฟังที่ Monk บรรเลงเอง มากกว่าที่ศิลปินยุคหลังนำมาเล่น ไม่ว่าเพลงนั้นจะบันทึกเสียงได้ดีกว่าสักเพียงใดก็ตาม

อีกข้อหนึ่ง นอกจากดนตรีและคุณภาพเสียงแล้ว องค์ประกอบเชิงศิลปะก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ทำให้แผ่น BLUE NOTE เป็นที่ต้องการ การออกแบบปก และการเลือกภาพปกแผ่นเสียงของ BLUE NOTE นับว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และทำได้อย่างมี Class มาก ถึงแม้ว่าจะเอา “คนดำ” ซึ่งสมัยนั้นยังถือว่าเป็นชนชั้นล่าง มาขึ้นปกก็ตามที

เบญจภาคี BLUE NOTE

จากการสังเกตและสอบถามนักสะสมหลายชาติ ผมพอจะประมวลได้ว่าแผ่น BLUE NOTE พิมพ์เดิมซึ่งเป็นที่นิยมและหายากมากๆ ในอันดับต้นๆ นั้น น่าจะไม่พ้นแผ่นโมโน 5 แผ่นต่อไปนี้

1. COOL STRUTTIN’

COOL STRUTTIN’ เป็นอัลบั้มเพลงของค่าย BLUE NOTE ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดชุดหนึ่ง และเป็นอัลบั้มที่มีการนำมาทำใหม่ หรือ Reissue อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแผ่นเสียง เทป และซีดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่นนั้น COOL STRUTTIN’ ได้รับการนำมาทำใหม่อย่างถี่ยิบ และถือกันว่าเป็น TOP 3 ของดนตรี Hard Bob ตลอดกาล

COOL STRUTIN’ ใช้หมายเลข 1588 ประจำแค็ตตาล็อกของ BLUE NOTE (โดยแผ่นโมโนใช้ BLP 1588 และแผ่นสเตอริโอใช้ BST 1588) บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 5 เดือนมกราคม พ.ศ. 2501 มีทั้งหมด 4 เพลง คือ Cool Strutin’, Blue Minor, Sippin’ At Bells, และ Deep Night แบ่งเป็นหน้าละสองเพลงตามลำดับ

ดนตรีของ COOL STRUTTIN’ นั้น ฟังแล้วสมชื่อ โดยเฉพาะเพลงแรกซึ่งใช้จังหวะ Blue 24 ห้อง (12/12) ฟังแล้วก็ให้จินตนาการถึงจังหวะก้าวของสาวสวยที่เดินอย่างทระนง ทุกเพลงในชุดนี้ ฟังง่าย ไม่ซับซ้อน ศิลปินทุกคนเล่นได้ดีอย่างเข้าขา ทั้ง Sonny Clark (เปียโน) Art Farmer (ทรัมเป็ต) Jackie McLean (อัลโตแซ็กโซโฟน) Paul Chambers (เบส) และ Philly Joe Jones (กลอง)

แม้ว่า เมื่อบันทึกเสียงในครั้งนั้น ทุกคนจะยังไม่โด่งดังมาก ทว่า มาถึงวันนี้ พวกเขาเหล่านั้น ต่างก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินเอกชั้นแนวหน้าของโลก ที่ได้มีส่วนกำหนดและหันเหทิศทางของดนตรีแจ๊ส ตัว Sonny Clark เอง แม้จะอายุสั้น เพราะเสียชีวิตจากการเสพยาเมื่ออายุได้เพียง 31 ปี แต่ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเปียโนแจ๊สรุ่นหลังเป็นจำนวนมาก

Fred Cohen แห่ง Jazz Record Center อันโด่งดังในหมู่นักสะสมเพลงแจ๊ส เล่าให้ผมฟังในช่วงบ่ายของวันหนึ่งว่า ในรอบสิบกว่าปีมานี้ นักสะสมแผ่นเสียงจากญี่ปุ่น ได้กว้านซื้อแผ่นเสียงชุด COOL STRUTTIN’ ยุคแรก ไปเป็นจำนวนมาก (เขาใช้คำว่า Corner Market) จนทำให้ราคาแผ่น “พิมพ์เดิม” หรือ “แผ่นออริจินัล” (Original first pressing) พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งนักสะสมฝรั่ง หันกลับมาซื้อแข่งในระยะหลังด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ระดับราคาเขยิบขึ้นไปอยู่ในระดับที่ยากแก่คนทั่วไปจะเอื้อมถึง

“แผ่นพิมพ์เดิมที่สภาพดี เคยขายกันเมื่อเร็วๆ นี้ กว่า 3,600 เหรียญฯ” เขากล่าว

ลักษณะหนึ่งของแผ่นพิมพ์เดิมที่เขาหมายถึงนั้น ก็คือต้องพิมพ์บ้านเลขที่ 767 Lexington Avenue NYC (ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานยุคแรกๆ ของ BLUE NOTE) ไว้บนตราแผ่นเสียงทั้งสองข้างนั่นแหละ (นอกจากบ้านเลขที่แล้ว นักสะสมยังต้องดูตำหนิอื่นประกอบอีกหลายอย่าง เช่นร่องลึกรูปวงแหวนบนตราทั้งสองด้าน ริมแผ่นเสียงเป็นแบบริมเรียบ หรือ Flat Edge ตลอดจนเครื่องหมาย P และ RVG ที่ Dead Wax ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย ที่ผมจะกล่าวถึงในบทความต่อๆ ไป)

เห็นหรือยังครับว่า ทำไมคอแจ๊สญี่ปุ่นถึงต้องพากันไปแสวงบุญที่ 767 Lexington กันในปัจจุบัน

อันที่จริงในการบันทึกเสียงวันนั้น ศิลปินทั้งสี่ยังได้บรรเลงไว้อีก 2 เพลง คือ Royal Flush และ Lover ซึ่งตอนแรกกะว่าจะนำไปรวมกับอีก 3 เพลง ที่ Sonny Clark ได้บันทึกเสียงไว้ก่อนหน้านั้น (กับ Cliff Jordan มือเทนเนอร์แซ็กโซโฟน, Kenny Burrell มือกีตาร์, Paul Chamber มือเบส, และมือกลอง Pete LaRoca) แล้วออกเป็นแผ่นหมายเลข BLP 1592 แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด แผ่นเสียงแผ่นนี้จึงไม่ได้ทำออกขาย จนกระทั่งปี 2529 ที่ Toshiba-EMI นำมาทำออกขายในญี่ปุ่น โดยใช้หมายเลขแผ่น LNJ-70093 ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแผ่นหายาก และเป็นเป้าหมายของนักสะสม BLUE NOTE เช่นกัน

LNJ-70093 มีทั้งหมด 5 เพลงคือ หน้าแรก Minor Meeting, Eastern Incident, Little Sonny และหน้าสอง Royal Flush และ Lover

2. JUTTA HIPP WITH ZOOT SIMS

ที่จริงแล้ว Jutta Hipp (ออกเสียงเป็น “อุตตา ฮิบ”) เป็นนักเปียโนแจ๊สหญิง เชื้อสายเยอรมัน เธอเกิดในเยอรมนีตะวันออก แต่ข้ามฟากมาอยู่นิวยอร์กโดยความช่วยเหลือของ Leonard Feather นักเขียนและนักวิจารณ์ดนตรีแจ๊สชื่อดัง เพื่อให้เธอมาเปิดการแสดงที่คลับชื่อ Hickory House ในช่วง พ.ศ. 2499 ซึ่งบางส่วนของการแสดงครั้งประวัติศาสตร์นั้น BLUE NOTE ก็ได้บันทึกเสียงไว้ และทำเป็นแผ่นเสียงออกจำหน่ายในชื่อชุดว่า JUTTA HIPP AT THE HICKORY HOUSE VOL.1 (หมายเลข BLP 1515) และ JUTTA HIPP AT THE HICKORY HOUSE VOL. 2 (หมายเลข BLP 1516) ซึ่งปัจจุบันก็ได้กลายเป็นแผ่นหายากและมีราคาแพงเช่นเดียวกัน (ผมเคยเห็นร้านขายแผ่นเสียงมือสองที่โตเกียวตั้งราคาขายกว่าหกหมึ่นบาทสำหรับ BLP 1515 และกว่าแปดหมึ่นบาทสำหรับ BLP 1516) ครั้งนั้นเธอจับคู่กับ Peter Ind มือเบส และ Ed Thigpen มือกลอง โดยที่ต่อมา Ahmed Abdul-Malik มือเบสฝีมือพระกาฬคนหนึ่งของวงการแจ๊ส ได้เข้ามาแทนที่ Ind

สำหรับอัลบั้มชุด JUTTA HIPP WITH ZOOT SIMS (BLP 1530) นั้น ถือกันว่าเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของเธอ ทั้งนี้เพราะเธอได้ร่วมเล่นกับ Zoot Zims และเล่นกันได้อย่างลงตัวมาก Zoot Zims เป็นศิลปิน Tenor Saxophone ผิวขาว ที่ชื่อชั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าศิลปินผิวหมึกชั้นแนวหน้าอย่าง Sonny Rollins, John Coltrane, Coleman Hawkins, Dexter Gordon, Lester Young, หรือ Hank Mobley สำเนียงของ Zoot Zims เป็นสำเนียงสนุกสนานเฉพาะตัวแบบสวิง โดยที่อัลบั้มชุดนี้ นับเป็นการบันทึกเสียงเพียงครั้งเดียวที่ Zoot Zims ทำให้กับ BLUE NOTE

อัลบั้มชุดนี้ บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2499 โดย Jutta Hipp เล่นเปียโน, Jerry Lloyd ทรัมเป็ต, Zoot Sims เทนเนอร์แซ็กโซโฟน, Ahmed Abdul Malik เบส, และ Ed Thigpen กลอง มีทั้งหมด 6 เพลงคือ Just Blues, Violets For Your Furs, Down Home, Almost Like Being In Love, Wee-Dot, และ Too Close For Comfort

ก่อนหน้านั้น Jutta Hipp เคยออกอัลบั้มกับ BLUE NOTE มาแล้วชื่อ NEW FACES – NEW SOUNDS FROM GERMANY/THE JUTTA HIPP QUINTET (เป็นแผ่นขนาด 10 นิ้ว หมายเลข BLP 5056) ซึ่งบันทึกเสียงที่เมือง Frankfurt ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ. 2497

ว่ากันว่า หลังจากออกอัลบั้ม JUTTA HIPP WITH ZOOT ZIMS ได้ไม่นาน เธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับ แม้แต่คนของ BLUE NOTE ก็ตามหาเธอไม่พบ เมื่อพวกเขาต้องการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้กับเธอ เพิ่งมารู้ภายหลังว่า เธอตัดสินใจเลิกเล่นดนตรี หันมาวาดรูป และภายหลังกลายมาเป็นช่างตัดเสื้อ

คนของ BLUE NOTE เพิ่งจะหาตัวเธอพบที่บรู้กลินเมื่อปี 2543 นี้เอง และได้มอบเงินค่าสิทธิ์เพลงย้อนหลังให้กับเธอถึง 40,000 เหรียญฯ โดยหลังจากนั้นเพียง 3 ปี เธอก็เสียชีวิต สิริอายุได้ 78 ปี

สรุปแล้ว เธอมีผลงานกับ BLUE NOTE เพียง 4 ชุด ทุกชุดได้กลายเป็นของล้ำค่าที่นักสะสม BLUE NOTE ต่างแสวงหา แผ่น Original ทั้ง 4 นี้ ล้วนต้องลงบ้านเลขที่ 767 LEXINGTON AVENUE NYC ไว้บน Label ทั้งสองด้าน และมีตำหนิอื่นเช่นเดียวกันกับ COOL STRUTIN’ ที่ได้กล่าวมาแล้ว

คิดดูอีกทีก็แปลก ผลงานศิลปะดีๆ มักไม่ค่อยได้รับความสนใจตอนที่ตัวศิลปินผู้สร้างงานยังมีชีวิตอยู่

เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบ Master Tape ของการบันทึกเสียงครั้งนั้นที่ถูกคัดทิ้ง เราจึงได้รู้ว่า ยังมีเพลงเพราะๆ ของ JUTTA HIPP กับ ZOOT ZIMS อีก 2 เพลง ที่คนยุคก่อนไม่มีโอกาสได้ผ่านหู คือเพลง Those Foolish Things และ Z’s Wonderful

ผู้สนใจ หาฟังได้จากชุด THE OTHER SIDE OF BLUE NOTE 1500 SERIES โดย Toshiba EMI ที่ออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น (หมายเลข BNJ 61009)

3. HANK MOBLEY

เป็นที่รับรู้กันในหมู่นักสะสม BLUE NOTE ว่าแผ่นของ Hank Mobley เบอร์ BLP 1568 นี้ เป็นแผ่นที่หายากมาก มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ สำหรับนักสะสม ราคาไม่ต้องพูดถึง เคยประมูลกันบน eBay มาแล้วกว่า 5,000 เหรียญฯ เช่นกัน

Hank Mobley เป็นนักเป่า Tenor Saxophone ที่มีสำเนียงเสียงเป็นกลางๆ กลมๆ อยู่กึ่งกลางระหว่าง Sonny Rollins และ John Coltrane สำเนียงเสียงของ Hank นั้นไพเราะ นิ่มนวล และกลมกลืนกับสำเนียงของเครื่องดนตรีชนิดอื่นที่บรรเลงร่วมกัน ไม่เหมือนกับสำเนียงเสียงของ Sonny Rollins ที่โดดออกมาอย่างเด่นชัด กลืนกินสำเนียงเสียงของเพื่อนร่วมวงเสียสิ้น สำเนียงเสียง Tenor Saxophone ของ Sonny Rollins นั้น ถ้าเปรียบเป็นพระเอก ก็เป็นแบบ “ข้ามาคนเดียว” ส่วนของ Hank Mobley นั้น เป็นพระเอกแบบที่ต้องอาศัย Teamwork หรืออาศัยเพื่อนร่วมวงหนุนส่งและในขณะเดียวกันก็หนุนส่งเพื่อนร่วมวงในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นสำเนียงเสียงของ John Coltrane ก็ต้องเปรียบว่าเป็น “พระเอกหนังคาวบอย” ดุดัน ห้วน และเด็ดขาด ไม่อิดออด อิดเอื้อน แม้แต่น้อย

Hank Mobley ถูกรัศมีของทั้ง Rollins และ Coltrane บดบังอยู่ตลอดสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ แม้เขาจะเคยเล่นกับนักดนตรีระดับพระกาฬจำนวนมาก เคยเล่นประจำกับวงของ Miles Davis ด้วย แต่ก็ไม่ดังเท่าที่ควร เขามาโด่งดังเอาตอนบั้นปลายของชีวิต นักฟังญี่ปุ่นเริ่มค้นพบความสามารถในการแต่งเพลงของเขาและความไพเราะของสำเนียงแบบ Hank จึงได้กว้านซื้อแผ่นเสียงของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ราคาแผ่นของเขา โดยเฉพาะที่ออกโดยค่าย Blue Note, Prestige, และ Savoy พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ พ.ศ. 2529 สมัยที่ Toshiba-EMI เริ่มฟื้นฟู Blue Note ขึ้นมาอีกครั้ง โดยจัดคอนเสิตร์ Mount Fuji Jazz Festival with Blue Note ขึ้นเป็นครั้งแรกที่เชิงเขาฟูจิ ประเทศญี่ปุ่นนั้น Alfred Lion กลับมาปรากฏตัวเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึงนักดนตรีคนสำคัญของ Blue Note ในอดีตที่ยังมีชีวิตอยู่ในช่วงนั้น ล้วนแบกสังขารมาบรรเลงเพื่อเป็นเกียรติ์กับเขา ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Michael Cuscuna ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นคืนชีพของ Blue Note พบว่า Hank Mobley อยากมาร่วมเล่นกับพรรคพวกสมัยก่อนมาก แต่สุดท้ายเขาก็มาไม่ได้ เพราะสังขารไม่อำนวย และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เสียชีวิตลง ไล่ๆ กับ Alfred Lion ผู้ปั้นเขาขึ้นมา หลังจากเขาตายลง ชื่อเสียงของเขายิ่งขจรขจายในฐานะนักดนตรี Jazz ผู้ยิ่งใหญ่ เขายิ่งดังกว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ดูว่าแผ่นเสียงของเขาแต่ละแผ่นมีค่ายิ่งกว่าทองหรือแม้กระทั่งเพชรด้วยซ้ำไป

นักวิจารณ์หลายคน ลงความเห็นว่าแผ่น BLP 1568 นี้ เป็นผลงานชิ้นสำคัญมากของ Blue Note เพราะนอกจากจะรวมนักดนตรี Hard Bob ชั้นแนวหน้าอย่าง Hank Mobley, Sonny Clark, Paul Chamber, และ Art Tayler ไว้ด้วยกันแล้ว ยังได้ Curtis Porter มาเป่า Alto Saxophone และได้ Bill Hardman มาเล่นทรัมเป็ต อัลบั้มนี้มีเพลงเพราะๆ ที่มีเสียงแซ็กโซโฟนสองตัวบรรเลงด้วยกัน ทั้งหมด 5 เพลง คือ Might Moe and Joe (แต่เพื่อเป็นเกียรติ์กับมือเบส Ollie Mohammed และมือเทนเนอร์แซ็กโซโฟน Joe Alexander), News, Bags’ Groove, Double Exposure, และ Falling in Love with Love บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2500

แผ่น BLP 1568 ล็อตแรกจะลงบ้านเลขที่ไม่เหมือนกันบน Label ทั้งสองด้าน ว่ากันว่า ตอนที่พิมพ์แผ่น BLP 1568 รอบแรกจากตัวแม่พิมพ์นั้น มีจำนวนเพียง 500 แผ่นเท่านั้นเอง โดยที่ 200 แผ่นแรก จะมี New York 23 ต่อท้ายบ้านเลขที่บน Label ของหน้า 2 (Side 2) แต่หน้า 1 (Side 1) นั้น คงเป็น 47 West 63rd NYC ตามปกติ ส่วน 300 แผ่นหลังในการพิมพ์รอบแรกเดียวกันนั้น จะมี Label เหมือนกันทั้งสองด้าน โดยไม่มี New York 23 ต่อท้าย และที่น่าสนใจก็คือ แผ่นเบอร์นี้ ไม่เคยปั๊มเป็นแบบ “ขอบเรียบ” หรือ Flat Edge เลย หรืออย่างน้อยในหมู่นักสะสมทั่วโลกก็ยังไม่เคยมีใครพบว่ามีเวอร์ชั่นที่เป็น Flat Edge มาก่อน

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีข่าวลือขึ้นในหมู่นักสะสมทั่วโลกว่า มีคนค้นพบแผ่น BLP 1568 ที่มี New York 23 ต่อท้ายบ้านเลขที่บน Label ทั้งสองด้านเหมือนกัน โดยที่แผ่นดังกล่าวเป็นแผ่นที่เรียกว่า Review Copy” หรือแผ่นทดสอบที่ Blue Note ส่งให้กับ DJ สถานีวิทยุก่อนที่จะออกขายจริง แต่ทว่า ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่าข่าวลือดังกล่าวเป็นความจริง

กรณีของแผ่นเบอร์ BLP 1568 นี้ นับเป็นข้อยกเว้นข้อหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักสะสม เพราะกลายเป็นว่า แผ่นที่ติด Label ทั้งสองด้านต่างกัน กลับมีราคาแพงกว่าแผ่นที่มี Label เหมือนกันทั้งสองด้าน แต่เนื่องจากแผ่นนี้เป็นแผ่นหายาก เพลงไพเราะ และบันทึกเสียงดี ราคาจึงต่างกันไม่มากนัก สำหรับแผ่นล็อตแรกดังกล่าว

4. LEE MORGAN VOLUME 3

ใครๆ ก็รู้ว่า Miles Davis นั้น เป็นคน “ปากเสีย” แต่ไมล์เคยกล่าวยกย่องนักทรัมเป็ตแจ๊สรุ่นหลังไว้บ้างบางคน Clifford Brown กับ Lee Morgan คือสองคนที่ไมล์ชื่นชม ทั้งสองคนนั้นโด่งดังเมื่ออายุยังน้อย และตายเมื่ออายุยังน้อยเช่นเดียวกัน

Lee Morgan เริ่มบันทึกเสียงในฐานะหัวหน้าวง (Leader) เมื่ออายุเพียง 18 ปีเท่านั้น อัลบั้มยุคแรกของเขาทั้งที่สังกัด BLUE NOTE และ SAVOY ล้วนมีค่ามหาศาลในสายตานักสะสมปัจจุบัน ในช่วงปลายปี 2499 จนถึงต้นปี 2501 นั้น เขาได้บันทึกเสียงกับ BLUE NOTE ในฐานะหัวหน้าวงถึง 6 ครั้งด้วยกัน นั่นแสดงให้เห็นว่า Alfred Lion เชื่อมั่นในตัวเด็กอายุ 18 คนนี้มาก

แผ่นเสียง “พิมพ์เดิม” ยุคแรกของหกอัลบั้มดังว่า ที่ยังคงสภาพดี เคยซื้อขายกันกว่า 1,000 เหรียญฯ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Indeed! (Blue Note 1538), Lee Morgan Vol.2 (Blue Note 1541), Lee Morgan Vol.3 (Blue Note 1577), City Lights (Blue Note 1575), The Cooker (Blue Note 1578), และ Candy (Blue Note 1590)

Lee Morgan Vol.3 (BLP 1577) ดูเหมือนจะเป็นเพชรกลางมงกุฎในบรรดาเพชรทั้งปวง แผ่นล็อตแรกของอัลบั้มชุดนี้ ออกขายเฉพาะเวอร์ชั่นโมโน บน Label ทั้งสองข้าง ต้องลงบ้านเลขที่ 47 West 63rd และต้องมี New York 23 ต่อท้ายด้วย อัลบั้มนี้ บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2500 มีทั้งหมด 5 เพลงคือ Hasaan’s Dream, I Remember Clifford, Mesabi Chant, Tip-Toeing, และ Domingo ร่วมบรรเลงโดย Gigi Gryce (อัลโตแซ็กโซโฟนและฟรุ้ต), Wynton Kelly (เปียโน), Paul Chambers (เบส), Charlie Persip (กลอง), และ Benny Golson (เท็นเนอร์แซ็กโซโฟน) ซึ่งเป็นคนแต่งและเรียบเรียงเพลงทั้งหมดในชุดนี้ด้วย

สำเนียงทรัมเป็ตของ Lee Morgan ในอัลบั้มชุดนี้ต่อเนื่อง หลายเฟสยาวๆ ฟังแล้วจะขาดใจ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยไปที่ไหนสักแห่งบนก้อนเมฆ สำเนียงของเขาไม่โดดเดี่ยวหรือเจ็บปวด ไม่ดัง ไม่ค่อย พอดีๆ ฟังสบายๆ คล้ายๆ กับที่เขาเคยโซโลให้กับ John Coltrane ในอัลบั้ม BLUE TRAIN (Blue Note 1577) นั่นแหละ

เพลง I Remember Clifford ที่แต่งกันขึ้นเพื่อรำลึกถึง Clifford Brown ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน และตอนหลังมีศิลปินหลายคนนำไปบรรเลงอย่างแพร่หลายนั้น ปรากฏเป็นครั้งแรกใน BLP 1577 นี้เอง

Lee Morgan เสียชีวิตเพราะถูกภรรยาตัวเองยิงที่คลับแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เมื่อ พ.ศ. 2515 สิริอายุได้เพียง 33 ปี กระนั้นก็ตาม ในช่วงชีวิตของเขา เขาก็ได้บันทึกเสียงในฐานะผู้นำวงไว้กับค่าย BLUE NOTE ถึง 25 อัลบั้ม

5. TRUE BLUE

Tina Brooks หรือชื่อจริง Harold Floyd Brooks เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่อาภัพในเรื่องชื่อเสียง ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งๆ เขามีความสามารถมาก ทั้งในเชิงของการแต่งเพลง เรียบเรียงเสียงประสาน และปฏิบัติเครื่องดนตรี สำเนียงเทนเนอร์แซ็กของเขา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป่าได้เหมือนน้ำไหล เพลงของเขาแทบทุกเพลง ฟังง่าย เพลิน เพราะ แต่ซับซ้อนในเชิงเทคนิค

TRUE BLUE (Blue Note หมายเลข 4041) เป็นเพียงอัลบั้มเดียวของเขาที่มีโอกาสได้ออกจำหน่าย แต่ยอดขายก็ไม่ดี ทำให้อัลบั้มต่อมา BACK TO THE TRACK (Blue Note 4052) ถูกระงับ ถึงแม้จะบันทึกเสียงกันไว้ และบรรจุลงในแค็ตตาล็อกของ BLUE NOTE แล้ว

เขาต้องรอจนถึงปี 2528 หลังจากเสียชีวิตอย่างไร้ชื่อถึง 11 ปี กว่าที่ Michael Cuscuna แห่ง MOSAIC RECORDS จะนำเอาผลงานทั้งหมดของเขา มารวมออกจำหน่ายในชุด THE COMPLETE BLUE NOTE RECORDINGS OF THE TINA BROOKS QUINTETS และก็ได้รับความนิยมสูงมาก แบบที่ Cuscuna เอง ก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน หลังจากนั้น นักสะสมรุ่นใหม่ก็เริ่มตามเก็บผลงานของเขาอย่างไม่ลดละ และก็แน่นอน ที่เป็นตัวผลักดันราคาแผ่น Original อีกตามเคย แผ่นเสียงแผ่นนี้เคยซื้อขายกันกว่า 5,000 เหรียญฯ มาแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักสะสม BLUE NOTE และคอแจ๊สในเชิงลึกแล้ว อัลบั้ม TRUE BLUE เป็นอัลบั้มในดวงใจของพวกเขามาตลอด Robert Palmer ยกย่องอัลบั้มนี้ว่าเป็นผลงานชั้นแนวหน้าของ BLUE NOTE ที่ลงตัวในทุกด้าน โดยเฉพาะเสียงประสานระหว่างทรัมเป็ตของ Freddie Hubbard และเสียงแซ็กของ Brooks เอง ใครที่ชอบอัลบั้มชุด OPEN SESAME (Blue Note 4040) ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกในชีวิตของ Hubbard และได้รับการยกย่องอย่างมาก ย่อมชอบ TRUE BLUE เช่นกัน เพราะ Brooks ช่วยแต่งเพลงให้ Hubbard ในชุดนั้นถึง 3 เพลง และก็ร่วมบันทึกเสียงด้วยกัน

นอกจากนั้น TRUE BLUE ยังได้ Duke Jordan มือเปียโนเก่าของ Charlie Parker และ Sam Jones มือเบส ตลอดจน Art Taylor มือกลอง มาร่วมงานอีกด้วย อัลบั้มนี้ บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2503 มีทั้งหมด 6 เพลงคือ Miss Hazel, Good Old Soul, Nothing Ever Changes My Love For You, True Blue, Up Tight’s Creek, และ Theme For Doris

แผ่นเสียงล็อตแรกของแผ่นนี้จะต้องลงบ้านเลขที่ 47 West 63rd Street บน Label ทั้งสองข้าง และเป็นแผ่นโมโนเท่านั้น คือใช้รหัส BLP 4041

Epilogue

อันที่จริง ยังมีอัลบั้มอื่นอีกหลายอัลบั้มที่นักสะสมนิยมเก็บกันมาก การที่ผมเลือกมาเพียง 5 อัลบั้ม นั้นเป็นการเลือกของผมเอง แต่ถ้าถามนักสะสมหลายๆ คน อาจมีความเห็นต่างไป ทว่า อย่างไรก็ตาม หากถามความเห็นพวกเขาว่าให้ลองเลือก BLUE NOTE TOP 10 มาให้เราดู ผมก็เชื่อว่า 5 อัลบั้ม ที่ผมเลือกมานั้น ติดอยู่ในโผของแต่ละคนด้วยอย่างแน่นอน

เรื่องราวของการสะสมแผ่นเสียง BLUE NOTE นั้น มีมากและซับซ้อน ผมจึงใคร่ขอเริ่มต้นด้วยการปูความเข้าใจในแนวทางนี้ก่อนที่จะเริ่มกล่าวถึงแผ่นเสียงในแต่ละยุค และตำหนิของแผ่นแต่ละยุค ตลอดจนประวัติของการบันทึกเสียงและนักดนตรี ที่นักสะสมจำเป็นต้องรู้

พบกันใหม่ฉบับหน้า

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
16 พฤศจิกายน 2549
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Audiophile ฉบับเดือน ธันวาคม พ.ศ.2549