วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

“คลื่นแห่งทศวรรษ" เทรนใหม่ที่ต้องเผชิญ




นานๆ ที สังคมของเราก็เกิด "คลื่นลูกใหญ่" ที่จะวางแนวทางและกำหนดกฎเกณฑ์ความเป็นไปของสังคมตลอดจนกรอบพฤติกรรมของผู้คนในสังคมว่าจะทำอะไรได้ไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนด "คลื่นลูกกลาง" และ "ระรอกคลื่นลูกเล็กๆ" หรือแม้แต่​ "รอยกระเพื่อมวิบๆ วับๆ" นับแต่นั้นไปอีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง

บางช่วงก็นาน บางช่วงก็ไม่นานนัก

แล้วก็จะเกิดมี "คลื่นลูกใหม่" มาหักล้างเปลี่ยนแปลงหันเหและวางพื้นหรือชักนำกำหนดให้เกิดแนวโน้มใหม่ ที่อาจจะแปรเปลี่ยนหันเหเฉไฉไปจากเดิมบ้าง หรือกระทั่งหักกลบลบของเก่าและหันหลังกลับแบบ 180 องศาเลยก็เป็นได้

นักปราชญ์ นักปกครอง นักกฎหมาย นักการทหาร นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักการตลาด นักการเงิน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ที่ฉลาด รอบคอบ มองการณ์ไกล และลึกซึ้ง มักเข้าใจประเด็นนี้

ผมขอเรียกมันว่า "คลื่นแห่งทศวรรษ" ในกรณีที่มันจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มระยะสั้นและระยะกลาง และเรียกว่า "คลื่นแห่งศตวรรษ" ในกรณีที่มันจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มระยะยาว

ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์ เราจะพบคลื่นเหล่านี้เต็มไปหมด

การเปลี่ยนแปลงของแนวคิดหรือมุมมองที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติและต่อมนุษย์ด้วยกัน พัฒนาการของวิทยาศาสตร์และการทหาร การเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ หรือฉับพลันของภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศยักษ์ใหญ่ หรือการเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจจากจนเป็นรวยและจากรวยเป็นจนอันเนื่องมาแต่วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศสำคัญๆ สงครามครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคหรือความนิยมที่มีต่อสินค้าและบริการ ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด (และยังคงจะทำให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต) "คลื่นแห่งศตวรรษ" และ "คลื่นแห่งทศวรรษ"

ตัวอย่างของคลื่นลูกใหญ่ที่เรากำลังเห็นอยู่ในขณะนี้ก็มีเช่น การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์และการก่อเกิดของระบบโลกานุวัตร พัฒนาการอย่างต่อเนื่องแบบยิ่งมายิ่งเข้มข้นรุนแรงของดิจิตัลเทคโนโลยีและการสื่อสารทั้งมวล การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของประชากรโลกและช่องว่างการเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างขึ้นเรื่อยๆ การรื้อฟื้นความเชื่อแบบสุดกู่ของศาสนาบางศาสนาอันเป็นที่มาของลัทธิและพฤติกรรมการก่อการร้าย และการเสื่อมสลายของระบบนิเวศในอัตราเร่ง...เป็นต้น

คลื่นเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มย่อยๆ อีกทอดหนึ่งเช่น ราคาโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและต่ำลงอันเนื่องมาแต่ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจจีน การเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้หันเหไปสู่จีนทั้งในแง่การค้า การลงทุน และการเมืองระหว่างประเทศ โดยรวมถึงการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อไปรอเชื่อมต่อกับจีนด้วยเงินภาษีของพลเมืองของตนเอง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยไปสู่ออนไลน์และการเติบโตของ E-commerce การเติบโตของสินค้าและบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการเติบโตของพรรคการเมืองและกฎหมายที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม...เป็นต้น

แน่นอน ผู้ที่มีญานทัศนะและวิสัยทัศน์ สามารถมองเทรนขาด หรือแม้แต่สามารถ sense ได้บ้าง ย่อมจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบการสิ่งไร

ที่พูดมานี้ เพราะจะชี้ให้เห็นว่าบ้านเมืองของเรากำลังจะเปลี่ยนเทรนและอาจจะเป็นเทรนขนาดกลางที่ผมเรียกว่า "คลื่นแห่งทศวรรษ" ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเกมส์ใหม่ให้กับสังคมการเมือง และอาจจะรวมถึงเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้

ดังนั้น แนวทางการลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด ของภาคธุรกิจเอกชน ย่อมต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับ "คลื่นแห่งทศวรรษ" ใหม่นี้ด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์และปฏิบัติการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและธุรกิจในเครือข่าย น่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากกว่าเพื่อน

อย่าลืมว่าคณะปกครองชั่วคราวของเรากำลังดำเนินการออกแบบระบบเศรษฐกิจการเมืองและสังคมใหม่อย่างขมักเขม้น

ขณะนี้เรายังไม่รู้แน่ว่าหน้าตาโครงสร้างของกฎกติกาใหม่จะเป็นอย่างไร ทว่าเราก็เริ่มได้ยินคำว่า "สังคมนิยมเสรี" ซึ่งนัยว่าเป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นให้เกิดความเท่าเทียมกันของคนในชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ ทำลายอำนาจผูกขาด เน้นการเข้าถึงทรัพยากรโดยเท่าเทียมกัน และหันเหจากทุนนิยมสามานย์...ทว่า บทบาทของรัฐต่อเศรษฐกิจก็น่าจะมากขึ้นและแรงขึ้น

นัยว่าจะหันเหมาให้ความสำคัญกับแนวทาง Corporatism และ Social Engineering มากขึ้น เพราะนอกจากรัฐจะเพิ่มบทบาทในเชิงการจัดระเบียบเศรษฐกิจแล้ว เราก็ยังจะมีหน้าที่พลเมืองและคุณธรรม 12 ประการเป็นธงนำทางด้านการจัดระเบียบสังคม และออกแบบเป้าหมายเชิงจริยธรรมซึ่งพลเมืองในอนาคตพึงมีต่อผู้อื่นและต่อประเทศชาติ

ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการออกแบบเทรนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในแวดวงการเมือง ทั้งในเชิงของการเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าสู่อำนาจ หน้าตาของพรรคการเมืองและนักการเมือง บทบาทของสถาบันทางการเมือง ขอบเขตอำนาจที่ทำได้ทำไม่ได้ และระบบการถ่วงดุลอำนาจตลอดจนองค์กรผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเป็นมือไม้ของการถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอย่างกว้างขวาง โดยอาศัยพลังของกลุ่มต่างๆ ตามแนวคิดพหุสังคม ฯลฯ

ฟังดูแล้วเหมือนจะเปลี่ยนแปลงหน้าตาไปแยะ แต่ก็ยังไม่แน่ว่า ในทางปฏิบัติมันจะลงเอยยังไง อาจจะ "ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่...” หรืออาจจะสำเร็จก็ได้ ใครจะไปรู้

แต่ที่รู้แน่ๆ คือว่าในยุคของ "คลื่นแห่งทศวรรษ" ลูกใหม่นี้ พรรคการเมืองจะมีอำนาจน้อยลง ข้าราชการจะมีอำนาจมากขึ้น โดยในบรรดานี้ข้าราชการทหารจะมีอำนาจมากที่สุด สูสีกับข้าราชการฝ่ายตุลาการซึ่งต่อไปอำนาจจากภายนอกจะเข้าไปแตะต้องลำบากมาก ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคณะปกครองชั่วคราวนี้ ถ้าไม่ปรับตัวเข้ามาเป็นพวก ก็อาจจะปลาสนาการไป และองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เช่น อบจ. อบต. จะลดบทบาทลงมาก ดังนั้นตำรวจจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น องค์กรพัฒนาเอกชนและตัวแทนชุมชนจะถูกเพิ่มบทบาททางการเมือง และจะมีบทบาทต่อ (หรืออาจจะเป็นตัวตัดสินหลักต่อ) การลงทุนของโครงการสำคัญๆ ทั้งโครงการของรัฐและของบริษัทเอกชนมากยิ่งขึ้น ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การตลาดการเมืองแบบเดิม ที่อาศัยเงินหว่านเพื่อซื้อเสียงจะใช้ได้ผลน้อยลง

การตลาดการเมืองแบบใหม่ อาจต้องอาศัยเงินบริจากหรือต้องอาศัยกลยุทธ์การร่วมเป็นพันธมิตรกับทหาร เป็นตัวชูโรง

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
13 พ.ย. 57
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2557

ภาพประกอบ: งานมงคลสมรสของลูกสาวธนินท์ เจียรวนนท์ โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ซึ่งแสดงการปรับตัวของหัวขบวนผู้ประกอบการไทยให้สอดรับกับเทรนใหม่ทางอำนาจที่กำลังก่อตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี...ภาพจาก Jakawin Photography

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องกินเรื่องใหญ่ (ว่าด้วย Slow Food)



คนรุ่นใหม่สมัยนี้ ถือเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่

ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะกิน แต่เพราะจะกินอะไรเข้าไปแต่ละคำ ต้องมีเรื่องให้ครุ่นคิดกันมาก

นอกจากต้องระวังเรื่องสุขภาพ ถึงกับบางคนต้องพกตารางคำนวนแคลรอรี่ด้วยแล้ว หลายคนยังเกรงว่าการกินการดื่มของตนแต่ละมื้อนั้น จะไปเบียดเบียนธรรมชาติ เป็นการไปซ้ำเติมภาวะโลกร้อนให้หนักหนาขึ้นไปอีก

จะกินเนื้อวัว หรือผลิตภัณฑ์จากวัว เช่น ชีส เนย นม ก็กลัวจะไปซ้ำเติมภาวะเรือนกระจกเข้าให้อีก เพราะวัวมันต้องปล่อยก๊าซมีเทนออกมาจากกระเพาะเรื่อยๆ เมื่อมันเคี้ยวเอื้อง (ปล่อยออกทั้งข้างหน้าและข้างหลัง)

ไหนจะต้องถางป่าเพื่อเอาที่ดินไปปลูกหญ้าให้มันกินอีกละ

ดังนั้น ถ้าทุกคนหันมากินก๊วยเตี๋ยวเนื้อหรือสเต๊กกันมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น ชั้นบรรยากาศของโลกจะมิแย่ลงไปกว่านี้เหรอ เพราะปัจจุบันจำนวนประชากรโลกก็ปาเข้าไปกว่า 7,000 ล้านคนแล้ว แถมยังเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 70-80 ล้านคนทุกปี

โอ้ว! แต่ละปี มนุษย์เราเพิ่มจำนวนขึ้นยิ่งกว่าคนทั้งหมดในประเทศไทยเลยหรือนี่?

แล้วจะเอาหญ้าที่ไหนมาให้วัวกิน ถ้าไม่ถางป่าแล้วเอาที่ดินมาปลูกหญ้ากันหน่ะ

ครั้นจะหันไปกินปลาแทน ก็เหมือนหนีเสือปะจะเข้

ปลาจำนวนมากสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะการทำประมงแบบอวนลากแถมตาข่ายรูเล็ก ที่กวาดเอาลูกเล็กเด็กแดงมาจากก้นมหาสมุทรจนเกลี้ยง และเมื่อไม่มีปลาเล็กปลาน้อยบางชนิด มันย่อมส่งผลต่อปลาใหญ่ที่กินปลาน้อยเป็นอาหาร เดือดร้อนต้องโยกย้ายถิ่นฐาน และกลายเป็นปัญหาต่อเจ้าถิ่นเดิม ไม่จบไม่สิ้น

เดี๋ยวนี้เราจึงมีปัญหาปลาเอเลี่ยนเยอะแยะไปหมด

มันเป็นต้นเหตุของปัญหา Biodiversity แบบหนึ่ง นอกเหนือไปจากปัญหาภาวะมหาสมุทรเป็นกรด ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน

แม้จะหันไปกินปลาเลี้ยง ก็ยังหนีไม่พ้นวงจร เพราะยังไงอาหารปลาก็ยังต้องใช้ปลาป่นเป็นพื้นฐานอยู่ดี และปลาชนิดที่นิยมนำมาทำปลาป่นก็ต้องจับโดยวิธีลากอวนอยู่ดี

ยังไงก็ต้องมีการจับปลามากขึ้น

หมู ไก่ กุ้ง ก็ไว้ใจไม่ได้ เพราะกระบวนการเลี้ยงให้โตต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุง ยาฆ่าเชื้อ และฮอร์โมนเร่งการเติบโตต่างๆ ที่นอกจากจะเป็นภัยต่อสุขภาพในระยะยาวแล้ว มันยังก่อให้เกิดการปนเปื้อนในธรรมชาติ เพราะสุดท้ายมันจะถูกชะลงแหล่งน้ำและทะเลและมหาสมุทรในที่สุด

และถ้าเป็นการเลี้ยงโดยบริษัทที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจทำให้สัตว์เกิดความเครียด โดยคนกินก็คิดมากเพราะมันอาจผิดจรรยาบรรณ ที่ฝรั่งเรียกว่า Animal Welfare

แต่ถ้าหันไปกินไก่ที่เลี้ยงโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็จะเกิดปัญหาน่ากลัวอีกแบบหนึ่ง คือพันธุ์ไก่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีพีนำไปให้เกษตรกรเลี้ยงตามสัญญา Contract Farming นั้น ได้ฝัง DNA บางประเภทไว้ในยีนของไก่เหล่านั้นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรนำไปเพราะพันธุ์เอง เพราะไก่ในเจนเนอเรชั่นต่อไปจะกลายเป็นไก่ไม่สมประกอบทันที

นับเป็นการใช้ Genetic Engineering เพื่อผูกขาดตัดตอนและผูกพันแรงงานไว้ โดยไม่ให้พวกเขาพัฒนาตัวเองได้ คล้ายๆ กับโมเดลเศรษฐกิจในยุคศักดินาของยุโรปสมัยกลางนั่นเอง

แต่สำหรับผู้บริโภค เมื่อเราได้รับ DNA ประเภทนั้นเข้าไปในร่างกาย ก็ยังไม่มีใครตอบได้ชัดๆ ว่ามันจะไม่ทำให้เกิดพิษภัยในระยะยาว

มันเหมือนกับฝังระเบิดเวลาเอาไว้" ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าว

ดังนั้น คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงหันไปกินไก่บ้าน หมูบ้าน เพราะเขาเหล่านั้นไม่เชื่อว่า ลูกหลานของเจ้าสัวจะกล้ากินผลิตภัณฑ์ไก่และหมูของตัวเอง ในชีวิตประจำวัน

ที่พูดมานี้ มิใช่เฉพาะโปรตีนเท่านั้นที่ทำให้เกิดปัญหา คาร์โบไฮเดรตก็น่าปวดหัวเช่นกัน

การปลูกธัญพืชให้ได้ผลผลิตดี พอเลี้ยงพลเมืองโลกได้นั้น ต้องอาศัยปุ๋ย ซึ่งเป็นการนำไนโตรเจนเข้าไปสู่ดิน แต่เมื่อมันถูกชะล้างออก ไนโตรอ๊อกไซด์ย่อมปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่ยังไม่นับว่าต้องใช้ยาฆ่าแมลงด้วย

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งในแง่การปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดิน และภาวะมหาสมุทรเป็นกรด ที่เรียกว่า Ocean Acidity

ยังมีสถิติที่น่ากลัวอีกมาก

Jeffrey Sachs นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพิ่งจะเปิดคอร์สออนไลน์ผ่าน Coursera เรื่อง The Age of Sustainable Development ไปเมื่อไม่นานมานี้ ในเนื้อหาล้วนว่าด้วยเรื่องที่น่าเป็นห่วง ไม่ใช่ว่าพฤติกรรมการกินของเราจะทำให้โลกร้อนเท่านั้น แต่ภาวะโลกร้อนก็ย้อนกลับมาทำลายวงจรการเกษตรของเราอีกทอดหนึ่งอีกด้วยเช่นกัน มันเป็นปัญหาแบบสองทาง

และที่น่าตกใจคือ แม้สมัยปัจจุบันที่เราคิดว่าวิทยาการทุกอย่างก้าวหน้าแล้ว ยังปรากฏว่ามีคนในโลกที่เป็นโรคขาดอาหารอยู่ถึง 800-1,000 ล้านคน

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และการไม่ได้รับสารอาหารหรือวิตามินเพียงพอหรือไม่ครบถ้วน ย่อมทำให้พัฒนาการไม่สมบูรณ์ หรือไม่ก็เกิดโรคตามมา แกรนบ้าง ตาลขโมยบ้าง หัวโตพุงโลก้นปอดบ้าง ถ้ารุนแรงหน่อยก็อาจกลายเป็นคนปัญญาอ่อน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนอยู่อีกประมาณ 1,000 ล้านคน ที่แม้จะไม่เป็นโรคขาดอาหารโดยตรงแต่ก็เป็นประเภท "แอบแฝง" คือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือไม่ครบถ้วนเช่นกัน แต่เป็นครั้งคราว ดังนั้น ถ้านับว่าพลเมืองโลกกว่า 1,800 ล้านคนยังอยู่ในภาวะหิวโหย (Undernourished) ก็น่าตกใจมากทีเดียว

ที่น่าเจ็บใจคือมีคนเกือบ 1,000 ล้านอีกเช่นกันที่เป็นพวกมีอันจะกินและอยู่ในภาวะ "กินเกิน" โดยวัดจากการมีน้ำหนักเกิน (Overweight-วัดจากดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index)

และในจำนวนนี้ มีสูงถึง 800 ล้านคน เป็น "โรคอ้วน" (Obesity) ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่จะก่อปัญหาสุขภาพตามมา ทั้งเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนแต่เป็นปัญหาอันเนื่องมาแต่ "การกิน"

พูดได้ว่า เดี๋ยวนี้ ทั้งคนรวยและคนจน ล้วนต้องถือว่า "เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่" ด้วยกันทั้งคู่

สมัยนี้ มีรายการอาหารทางทีวีจำนวนมาก นิตยสารทางด้านอาหารและรสนิยมการกินดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีฐานะก็มีอยู่ไม่น้อย ยิ่ง Cookbook ด้วยแล้ว นับเป็นเซ็กชั่นสำคัญของร้านหนังสือทุกร้าน

สังเกตุว่าอาชีพกุ๊กสมัยนี้ เป็นที่นับหน้าถือตาและทำรายได้ทีละมากๆ ไม่น้อยหน้า นายธนาคาร วิศวกร หรือหมอ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนโน้น อาชีพกุ๊กเป็นอาชีพหนึ่งที่พ่อแม่มักไม่อยากให้ลูกไปทำกัน

สมัยนี้มีลูกหลานเศรษฐีมาเรียนทำอาหารและออกไปเป็นเชฟกันไม่น้อย บางทีพวกเขาก็เรียกตัวเองให้ดูเก๋ว่า Food Designer”

ฝรั่งชั้นนำ ถึงกับเรียกร้องให้ผู้คนของเขาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเปลี่ยนไลฟสไตล์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

ปรัชญาการบริโภคสมัยใหม่ที่ฝรั่งรุ่นใหม่หันมานิยมและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกันมากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่เรียกร้องให้ปฏิวัติวิถีบริโภคเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Macrobiotic, Food Pyramid, หรือแม้แต่ Slow Food

ถ้ามองให้ลึกลงไปอีก จะพบว่าปรัชญาแนวใหม่นี้เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงถึงขั้นรากฐานของระบบจริยธรรมเลยด้วยซ้ำ

คือที่เคยมองว่าธรรมชาติมีไว้เพื่อถูกพิชิต มนุษย์ต้องพิชิตธรรมชาติและเอาธรรมชาติมารับใช้ตน ความรู้ทั้งหมดของมนุษย์ต้องเป็นไปเพื่อการณ์นั้น กลับตารปัตรมาสู่การมองโลกและธรรมชาติอย่างเป็นมิตร อย่างเป็นองค์รวม อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ที่ไม่ได้แยกจากชีวิตมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่เคารพธรรมชาติ มนุษย์นั่นแหละที่จะพินาศ

ทว่า ปัญหามักเกิดในเชิงปฏิบัติ

การจะเปลี่ยน Life Style มาบริโภคตามหนทางสายใหม่ ท่ามกลางความสะดวกสบายที่กระบวนการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมรอบตัวเรามอบให้ภายใต้วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ย่อมต้องอาศัยความเพียร ความอดทน และต้นทุนที่แพงขึ้น

ไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองหันมากินพืชผักผลไม้แบบปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน หรือผักที่ปลูกโดยชาวบ้าน ธัญพืชแบบ Whole Grain และขนมปังแบบ Whole Wheat เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยชาวบ้าน ปรุงอาหารโดยน้ำมันพืชแบบหีบเย็นหรือ Olive Oil และหาความเมาจาก Craft Beer ดูสักเดือนหนึ่ง

ท่านก็คงจะเห็นด้วยกับผม

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
24 กรกฎาคม 2557
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนสิงหาคม 2557

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อหังการของ ถวัลย์ ดัชนี



มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ผลิตศิลปินให้กับสังคมไทยจำนวนมาก ทว่ามีน้อยคนเท่านั้นที่สามารถ "บิน" ไปได้

ถวัลย์ ดัชนี เป็นหนึ่่งในจำนวนน้อยคนนั้น

เขาเป็นศิลปินที่ "บิน" ไปได้

ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จากผลงานชิ้นสำคัญๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูปุ๊บก็รู้ว่าภาพแบบนี้เป็นของถวัลย์ ดัชนี

ภาพวาดของเขาแปลกแต่ทรงพลัง ลึกลับ และงดงาม โดยเฉพาะภาพวาดในระยะแรกที่เป็นรูปขาวดำ

ภาพเขียนของเขาถือเป็นงานที่ต้องมีอยู่ใน Collection หากคนผู้นั้นคิดจะสร้างชื่อในวงการนักสะสมศิลปะ เพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมเบอร์สำคัญๆ ล้วนมีภาพของเขาอยู่ในครอบครองไม่มากก็น้อย

ถึงแม้ว่าภาพของเขาจะราคาแพง แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมกระเป๋าหนัก ทั้งนักธุรกิจคนสำคัญและ Banker ที่ชอบสะสมภาพ ภาพของเขาบางภาพราคาไต่ขึ้นไปกว่า 20 ล้านบาทแล้ว

ถวัลย์มีความสามารถหลายด้าน เขาเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาตั้งแต่เด็ก เขาเรียนประถมและมัธยมที่จังหวังพะเยาและเชียงราย (สมัยก่อนพะเยายังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย) แล้วมาเข้าเพาะช่างและต่อศิลปากร ซึ่งทั้งหมดนั้นเขาสอบได้ในอันดับต้นๆ จนศิลป์ พีระศรี เห็นแววในตัวเขา จึงสนับสนุนให้ได้ทุนเรียนต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จนจบปริญญาเอก

เขาเรียนทางด้านจิตกรรมฝาผนัง อภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ และได้ตระเวนสร้างงานให้กับนักสะสมในยุโรประยะหนึ่งก่อนจะกลับมาหากินเมืองไทย

ผลงานที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือการได้ไปวาดรูปในปราสาทกอททอร์ฟในเยอรมนี ซึ่งเขาใช้เวลาถึง 3 ปีและได้ค่าตอบแทนมาเป็นเช็คเปล่าใบหนึ่ง เพื่อให้เขากรอกตัวเลขลงไปเอง ดังเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ ไทยรัฐ เมื่อไม่นานมานี้ว่า "ผมไปเขียนรูปให้ใครต่อใครมาทั่วโลก เมื่อ 35 ปีก่อน ได้ ไปเขียนรูปให้เฮอร์มาน กราฟฮาทซ์เฟลดท์ เจ้าของปราสาทกอททอร์ฟ อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ของประเทศเยอรมนี เจ้าของปราสาทชื่นชมยินดีมาก เขารู้ว่าผมเป็นช่างวาดรูปตัวเก่งของเมืองไทย แต่ไม่รู้ว่าค่าตัวผมเท่าไหร่ เขาจึงให้เช็คเปล่าๆ ผมมาใบหนึ่ง แล้วบอกว่า คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ ก็กรอกตัวเลขเอาเอง!! ผมใช้เวลาเขียนอยู่นาน 3 ปี และฝากผลงานศิลปะไทยจิตวิญญาณตะวันออกไว้ตามมุมต่างๆของปราสาท ซึ่งมีห้องถึง 500 ห้อง น่าเสียดายที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เปิดให้ใครเข้าชมแล้ว เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้มีหยดน้ำเกาะบนกำแพง และสร้างความเสียหายให้ภาพ"

นับแต่นั้นมาเขาได้ใช้จุดขายอันนี้เป็นตัวสร้างชื่อให้ตัวเอง จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "ศิลปินเช็คไม่กรอกตัวเลข"

ถวัลย์เป็นนักการตลาดที่เก่งคนหนึ่ง เขารู้จักวิธีให้สัมภาษณ์ รู้จักสร้างและเล่า Story ให้น่าสนใจกับสื่อมวลชนและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เขาพูดเก่ง เล่าสนุก รู้เยอะ รู้จักสรรหาคำพูดที่งดงามและกินความถึงนามธรรมที่เข้าใจง่าย พูดเรื่องยากให้ดูง่าย และมีอารมณ์ขัน ที่สำคัญ เขารู้จักสร้าง Differentiation ให้กับตัวเอง ทั้งในเชิงการพูดจา และในเชิงสัญญลักษณ์ เช่นเขาจะปรากฏตัวด้วยชุดม่อฮ่อม มีเขี้ยวเล็บและกระดูกสัตว์ป่าเป็นเครื่องประดับห้อยคอ และตกแต่งบ้านที่เชียงราย (บ้านดำ) ด้วยสีดำ เต็มไปด้วยโครงกระดูกสัตว์ กระโหลกสัตว์ และหนังสัตว์ เป็นต้น

จึงไม่แปลกที่เขาจะรวย เขาเคยพูดว่าเงินที่เขามีนั้น ถ้าเอามาวางซ้อนกันก็สูงเท่าภูเขาทอง

แต่ถวัลย์ก็เหมือนกับศิลปินใหญ่ๆ ทั้งหลายที่มีอัตตาแรง

"...ความอหังการเป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษยชาติ โดยเฉพาะคนที่สร้างงานศิลปะ ถ้าไม่มีความอหังการในตัวเอง ก็อย่าทำงานศิลปะ!! เพราะจะทำให้งานศิลปะขาดพลัง ไม่มีจิตวิญญาณ ไร้ซึ่งสัญชาตญาณ ศิลปินต้องแสดงความเป็นปัจเจกภาพของจิตวิญญาณออกมาให้ชัดแจ้ง ใครที่เป็นความหวานแพร้วเพริศ ใครเป็นเปลวเพลิง ใครเป็นกระแสธารน้ำตก ใครเป็นยาพิษ เป็นความขมขื่น..." เขาเคยกล่าวไว้

เขาคงคาดไม่ถึงว่าความอหังการของเขานั่นเองที่ทำให้เขาต้องพบกับจุดจบอย่างไม่คาดคิด

เขาไม่เคยคิดที่จะดูแลตัวเองอย่างจริงจัง แม้จะรู้มานานแล้วว่าตัวเองป่วยและอาการมันจะรื้อฟื้นและลุกลามได้ เขาไม่ยอมไปตรวจร่างกาย ซ้ำร้ายยังดูถูกหมอ ถึงขั้นพูดกับคนใกล้ชิดว่า "พวกหมอมันโง่จะตายไป"

แต่สุดท้ายเมื่อเขาพบว่าทุกอย่างมันสายเสียแล้ว เขาก็สำนึกเสียใจ ถึงกับเอ่ยปากกับคู่ชีวิตคนล่าสุดว่าขอโทษ ที่ปล่อยปะละเลยจนโรคร้ายลุกลามจนเกินเยียวยา

เขาเป็นศิลปินจนวาระสุดท้าย



ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกันยายน 2557
ภาพประกอบ เป็นผลงานของศิลปินเอก Watchara Klakhakhai
จากเว็บไซต์ www.number1gallery.com

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เดือนในหมู่ดาว




ครม. "ประยุทธ์ 1” เป็น Macho Cabinet

สมาชิก 31 จาก 33 คนเป็นผู้ชาย ในจำนวนนั้น 11 คนเป็นทหาร อีก 1 คนเป็นตำรวจ ที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการพลเรือน โดยตำแหน่งสำคัญที่อาจเรียกว่า Inner Cabinet ล้วนถูกคุมโดยทหาร และเป็นผู้ชายทั้งหมด

หากเทียบว่าในสมัยที่ทักษิณเป็นใหญ่ การประชุม ครม. มักอุดมไปด้วยศัพท์แสงทางบริหารธุรกิจและการจัดการ พูดไทยคำอังกฤษคำ เช่น ซีอีโอ, บาลานซ์สกอร์คาร์ด, คอมเพททิทีพแอดแวนเทจ, รีทิ้งกิ้งไทยแลนด์, แบรนดิ้ง, สตาร์ติจี้, กลยุทธ์ โน่น นี่ นั่น, โพซิชั่นนิ่ง, โฟคัส, ดิฟเฟอเรนชิเอท, แวลูแอด, แวลูครีเอชั่น, มาร์จิ้น, แพลนนิ่ง, โคออร์ดิเนต, เม็กกะโปร์เจ็ก, พอร์ตโฟลิโอ, มาร์เก็ตติ้งออฟเนชั่น,....ฯลฯ

ดีไม่ดี การประชุม ครม. นับแต่นี้ อาจเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางทหาร เช่น นขต. (หน่วยขึ้นตรง), วัน ว. เวลา น., 10 โมง ล้อหมุน, คำสั่ง บ.., การประชุมครั้งต่อไปที่ พิกัด เท่านั้นเท่านี้, เข้าตี, รุก, ตีโอบ, ส่งกำลังบำรุง, ฐานที่มั่น, ปจว., วินัย, งานมวลชน (ทหารมักใช้คำว่าปฏิบัติการจิตวิทยา แทนคำว่าพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์), หรือ ยุทธศาสตร์ โน่น นี่ นั่น,....ฯลฯ

และรัฐบาลนี้ คงมีพฤติกรรมประเภท "ประดาบก็เลือดเดือด" ตามนิสัยเด็ดขาดแบบทหาร หากดูตาม Majority ของกลุ่มที่กำลังจะขึ้นมากุมอำนาจ และดีกรีความเบ็ดเสร็จของอำนาจที่อยู่ในมือของพวกท่าน

ทั้งหมดนี้เป็น Background หรือ Chemistry ที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร จะต้องเข้ามาร่วมงานและคลุกคลีด้วย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ว่าไปแล้ว Background ของกอบกาญจน์ แตกต่างจากสมาชิกส่วนใหญ่ของ ครม.นี้อย่างสิ้นเชิง

เธอเป็นหญิง เป็นนักธุรกิจ ในชีวิตไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับราชการ ไม่เคยมีอำนาจใน State Apparatus และคงไม่ประสีประสากับ Protocol ของทหาร ที่สำคัญคือเธอไม่เคยสัมผัสงานด้านกีฬาและการท่องเที่ยวมาก่อนอย่างจริงๆ จังๆ เลย

จุดแข็งของเธอในสายตาทหารและผู้มีอำนาจที่เลือกเธอมาร่วมงานด้วยมีอยู่ข้อเดียวคือ "เธอเป็นคนของญี่ปุ่น" และ "ญี่ปุ่นส่งประกวด"

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่เราต้องมีตัวแทนของญี่ปุ่นอยู่ใน ครม. เพราะในรอบสามสิบปีมานี้ ผลประโยชน์ของญี่ปุ่นมีมากในเมืองไทย จึงดีกว่า ถ้าจะให้มี Power Broker นั่งรับทราบนโยบายอยู่ในรัฐบาลด้วย และถ้ามีอะไรจะฝากถึงกัน ก็ให้มีคนที่ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้สอยได้โดยตรง เช่นสมัยก่อนก็มีคนของพรรคชาติไทย สมัยทักษิณก็มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นต้น

ที่ผ่านมา ชีวิตทางธุรกิจของเธอเติบโตมาในฐานะนายหน้าของโตชิบาในเมืองไทย กิจการที่แม่ของเธอสร้างเอาไว้ให้ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะประเมินความสามารถที่แท้จริงของเธอ ทั้งในเชิงของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเป็นผู้มีจิตใจแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และความสามารถในการบริหารจัดการ

การรับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความท้าทายมากสำหรับเธอ เพราะงานทางด้านท่องเที่ยว ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สูง และงานทางด้านกีฬาก็ต้องเผชิญกับ เสือ สิงห์ กระทิง แรด ซึ่งมี Background ต่างกับเธอแบบฟ้ากับดิน

กอบกาญจน์ เกิดมาในตระกูลเศรษฐี ถูกเลี้ยงดูมาในฐานะอภิสิทธิ์ชน แบบว่า "ไฮโซ" ของจริงโดยกำเนิดเลยทีเดียวหล่ะ พ่อของเธอเป็นทหารและเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนแม่ของเธอก็เป็นลูกสาวเศรษฐีคือ มา บุญกุล พ่อค้าข้าวที่ร่ำรวยขึ้นมาได้ภายใต้ปีกของเผด็จการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม และกลุ่มราชครู

เธอได้รับการศึกษาชั้นดีแบบ "คุณหนู" มาแต่เล็ก เรียนวัฒนาแล้วไปจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยทางด้าน Liberal Arts ชั้นยอดของอเมริกา Wellesley College ที่เดียวกับ Hillary Clinton และปริญญาโททางด้านสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นโรงเรียนศิลปะชั้นแนวหน้าของโลกที่เด็กรุ่นใหม่ใฝ่ฝันจะไปเรียนให้ได้

ดูตามประวัติแล้ว เธอไม่ขี้เหร่เลย

แต่เธอจะทำอะไรได้ แค่ไหน ต้องติดตามในอีก 3 เดือนข้างหน้า เพราะงานด้านท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงเกือบจะเรียกว่าวิกฤตินั้นรอไ่ม่ได้ และผลงานจะเป็นตัวฟ้องอย่างรวดเร็ว

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกันยายน 2557
ภาพประกอบจาก "ประชาชาติธุรกิจ"


วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

ผู้หญิง



ถ้า X = ผู้หญิง
และ Y = ผู้ชาย
ครม. "ประยุทธ์ 1" ย่อมเขียนเป็นสมการได้ว่า: X+Y = 33
โดย X = 2, และ Y = 31

ดังนั้น ใน ครม. ชุดนี้ X < Y แยะเลยหล่ะ

ทั้งๆ ที่ข้อมูลล่าสุดของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้คาดการณ์จำนวนประชากรไทยทั้งสิ้นไว้เมื่อ 1 .. 2557 ว่าประกอบด้วย:
X = 33,329,000
Y = 31,542,000

ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่า สังคมไทยยุค คสช. ผู้หญิงยังหาได้เท่าเทียมกับผู้ชายในเชิงของการครองอำนาจและการบริหาร ถึงแม้ในเชิงเศรษฐกิจ ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายนานแล้วก็ตาม

เงินเดือนของผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายนานมาแล้ว ทั้งภาคราชการและเอกชน อีกทั้งโอกาสในการประกอบการ ก็เท่าเทียมกัน เดี๋ยวนี้เรามีผู้หญิงเป็นเจ้าของกิจการจำนวนมาก เป็นผู้บริหารระดับสูงก็ไม่น้อย กระทั่งติดอันดับมหาเศรษฐีของไทยก็มี

เร็วๆ นี้ ห้างสยามพารากอน จัดแคมเปญแถมบัตรจอดรถฟรี 1 ปี แต่มีเงื่อนไขต้องช็อปวันละ 9 แสนบาทขึ้นไป ก็ปรากฏว่าได้ลูกค้าเฉลี่ย 20 คนแทบทุกวัน โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าผู้หญิง

เศรษฐกิจผู้หญิงจึงใหญ่โตมโหฬาร เพราะเดี๋ยวนี้ นอกจากผู้หญิงจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องอาหารการกินของครอบครัวแล้ว ผู้หญิงยังตัดสินใจในเรื่องสำคัญอื่นๆ ของครอบครัวอีกด้วย ทั้งเรื่องการซื้อ หรือสร้าง และตกแต่งบ้านที่อยู่อาศัย การศึกษาของลูกๆ การรักษาพยาบาล รวมถึงทริปท่องเที่ยวของสมาชิกในครอบครัว และสันทนาการอื่นๆ

นี่ยังไม่นับกำลังซื้อเดิมในเรื่องความสวยความงามและแฟชั่นของตัวเอง

ธุรกิจสมัยใหม่จึงต้อง Target ไปที่ผู้หญิง แม้กระทั่งกีฬาซึ่งสมัยก่อนเป็นอาณาจักรของผู้ชาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว 

เพราะแม้กระทั่งฟุตบอลซึ่ง "ผู้ช้าย ผู้ชาย" ยังต้องหันมาใช้กลยุทธ์ต่างๆ นาๆ เพื่อดึงความสนใจของผู้หญิง

ทุกครั้งที่นักฟุตบอลระดับโลกมาเมืองไทย เรามักเจอแฟนบอลผู้หญิงติดตามขอลายเซนต์เป็นพรวน ตั้งแต่ลงเครื่องบินกันเลยทีเดียวแหละ

อย่าลืมว่าจำนวนผู้หญิงในโลกนี้มีมากกว่าครึ่ง ดังนั้น ถ้าฟุตบอลฮิตในหมู่ผู้หญิงได้ โฆษณาสินค้าผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อมีการถ่ายทอดสด นี่ยังไม่นับสินค้าพรีเมี่ยมและของที่ระลึกอีกเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น การที่ คสช. แต่งตั้งผู้หญิงให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องถือว่าไม่ตกกระแส

ถึงอย่างไร โดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงย่อมเท่าเทียมกับผู้ชาย

เพราะถ้าดูจากสมการของโครโมโซมยามที่เราปฏิสนธิ
ผู้ชายคือ XY และผู้หญิงคือ XX
เขียนเป็นสมการยามปฏิสนธิได้ว่า: XY=XX
ดังนั้น Y = XX/X
Y = X
...

เห็นมั้ยละ ว่าผู้หญิงกับผู้ชายมันเท่ากันมาตั้งแต่ปฏิสนธิโน่นแล้ว

แต่ถ้าจะมาว่ากันถึงก่อนปฏิสนธิ ผมก็คงต้องขอยกเอาบทเสภา "ขุนช้างขุนแผนฉบับอ่านใหม่" สำนวนครูแจ้งวัดระฆังมาอ้างซะหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสั่งสอนลูกสาว ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังของสังคมชนชั้นกลางและชั้นล่างสมัยก่อน ต่อบทบาทของผู้หญิงไว้ดังนี้:

ครั้นเมื่อยามดึกกำดัดสงัดหลับ คนระงับนอนนิ่งทั้งเรือนใหญ่
ท่านยายปลอบลูกน้อยกลอยใจ แม่จะไปนิทรากับสามี
งามปลื้มแม่อย่าลืมคำสอนสั่ง อุตสาห์ฟังจำไว้ให้ถ้วนถี่
อันการปรนนิบัติของสตรี ถ้าทำดีแล้วชายไม่หน่ายใจ
สู้ถ่อมตัวปรนนิบัติคอยจัดแจง เมื่อเขาแข็งแล้วอย่าขัดอัชฌาสัย
รู้จิตผัวว่าสมัครรักท่าไร ก็ยักย้ายส่ายให้ถูกใจกัน

และยังบอกตำราทำกับข้าวให้ผัว (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นยาโป้วทั้งสิ้น) ไว้ยาวเฟื้อย แต่ขอคัดมาบางส่วนว่า:

อุตส่าห์จำทำให้ผัวกินลอง ล้วนแต่ของมีกำลังทั้งสามสิ่ง
ทำให้กินเนืองเนืองเปรื่องขึ้นจริง ทุกสิ่งของแท้เป็นแน่นอน
ทำให้กินทุกวันหมั่นสำเหนียก แม้อ่อนเปียกก็จะแข็งเป็นไม้ท่อน
พอตกค่ำขึ้นท้ายไม่หลับนอน พายเรือคอนเหยาะเหยาะจนเคาะระฆัง

(อ้างจาก “คึกฤทธิ์วิจารณ์นักเขียน” ของทองแถม นาถจำนง สำนักพิมพ์แม่คำผาง, 1 .. 2554)

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
4 กันยายน 2557
พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกันยายน 2557