วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

การเติบโตของพวกสุดกู่ ม็อบ และสงครามกลางเมือง



ความขัดแย้งคราวนี้ทำให้เราเห็นแนวโน้มบางอย่างที่อันตราย

อันหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเติบโตของความคิดสุดกู่...ทั้งซ้าย และขวา (ผมหมายถึงพวก Radicals)

ทั้งในม็อบและนอกม็อบ รวมถึงพวกเสมอนอกบน Social Networks ที่เชียร์ให้ใช้กำลังกวาดล้างตัดตอนฝ่ายหนึ่ง และเชียร์ให้ใช้ความรุนแรงตอบโต้หรือ Pre-empt เพราะกลัวว่าจะถูกกวาดล้างอีกฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอเชิงปฏิรูปประเภทถอยหลังเข้าคลองฝ่ายหนึ่ง เช่นให้ยกเลิกระบบ “One Man One Vote” หรือให้เว้นวรรคระบบประชาธิปไตย หรือให้จำกัดสิทธิบางอย่างของราษฏร ตลอดจนการคุกคามคณะทูต และปฏิบัติต่อความเห็นของรัฐบาลต่างชาติแบบหลงชาติหรือชาตินิยมสุดกู่...และอีกฝ่ายหนึ่งที่มีข้อเสนอในแบบที่คล้ายคลึงกับสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 ซึ่งฟังดูแล้ว Extreme ด้วยกันทั้งคู่

ไม่เชื่อลองมองไปรอบตัวท่าน แค่คนใกล้ตัวท่านและในแวดวงของท่านเองที่ท่านรู้จักดีหรือเคยรู้จัก จะเห็นได้ไม่ยากว่าแทบทุกคนล้วนมี National Agenda ของตัวเองสักชุดหนึ่ง

Agenda ของบางคนวางอยู่บนพื้นฐานแบบเหยียดชนชั้นที่ใช้ระดับการศึกษา ฐานะ และหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งชาติกำเนิดแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มควรมีสิทธิไม่เท่ากัน หรือของบางคนที่อยากกลับไปยึดมั่นกับระบอบเทวสิทธิราชย์ และก็มีบ้างบางคนที่หันเข้าหาอีกขั้วหนึ่งจนกล้าประกาศตัวสนับสนุนระบอบ Republic อันตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีสิทธิเสมอกัน...แต่อย่างน้อยที่สุด สำหรับคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลย ก็มักจะหันมาอ้าง "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" บ่อยครั้งกว่าเดิม

หลายคนที่สมัยก่อนเคยรักสวยรักงาม สุภาพ มีเหตุมีผล และมองโลกในแง่ดี กลายมาเป็น Social Network Activist ที่การเมืองจ๋า ก้าวร้าว ปากจัด หยาบคาย เลือกฟังหรือใช้เหตุผลด้านเดียวแบบเข้าข้างตัวเอง และสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรือไม่ก็มีแนวโน้มที่จะวางเฉยไม่ห้ามปราม หากจะมีการใช้ความรุนแรงกำจัดหรือตัดตอนฝ่ายตรงข้าม

ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราต้องกีดกันไม่ให้พวก Extremist เหล่านี้ขึ้นมามีอำนาจ เพราะจะชักจูง กำกับ หรือบังคับไปในทิศทางที่ทำให้เกิดความผิดปกติและสุดท้ายจะจบลงด้วยคราบเลือดและน้ำตา

ผมสังเกตุว่าคนในกลุ่มนี้หลายคนมีบทบาทสูงในเชิงความคิด บางคนกุมสื่อที่ทรงอิทธิพล บางคนเป็นแกนนำมวลชนคนสำคัญ บางคนเป็นนักการเมือง บางคนดำรงตำแหน่งสำคัญทางด้านตุลาการและตำแหน่งราชการอื่น

ที่น่าตกใจ คือพวก Demagogue เหล่านี้บางคน สามารถอ้างสิทธิของมวลชนไปกระทำการที่ล่อแหลมต่อความรุนแรงได้ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมามาก

จะเรียกว่าคนไทยสมัยนี้ถูกปลุกให้กลายเป็นม็อบง่ายเกินไปก็ได้

คนกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ ไปม็อบเหมือนกับไปงานอีเว้นต์ และคนต่างจังหวัดไปม็อบเหมือนกับไปทัศนาจร

แต่ม็อบก็คือม็อบ

ไม่ว่ายุคใดสมัยใด และเกิดกับคนชาติไหน ม็อบย่อมสะกดจิตคนได้ โดยแก่นแท้หรือความลับและเป้าหมายของมันก็คือการสะกดจิตคนให้ทำตามๆ กันนั่นเอง

ผมเจอผู้ใหญ่ที่น่าเคารพหลายคนในม็อบที่ผมไม่คิดว่าท่านเหล่านั้นจะแต่งตัวหรือปฏิบัติตัวหรือพูดจาหรือใช้เหตุผลแบบนั้นในเวลาปกติหรือในขณะที่ไม่ได้อยู่ในม็อบ

เยอรมนีในยุคไรซ์ที่สามภายใต้ฮิตเลอร์ ฝรั่งเศษหลัง 1789 ที่นำไปสู่การตัดพระเศียรของกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 และราชินีอังตัวเน็ต จีนสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมภายใต้เหมาเจ๋อตง ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ไทยก่อนปี 2540 หรือแม้กระทั่งฟองสบู่ทองคำ ทั้งที่เยาวราชและในตลาดโลกขณะนี้ ล้วนเกิดขึ้นจากฝีมือม็อบ ที่คนจำนวนมากพากันเฮโลสารพา แห่ทำอะไรตามๆ กันไปโดยไม่ทันยั้งคิด ไม่ทันใช้สติและเหตุผลอย่างรอบคอบ เป็นแบบพวกมากลากไป

ต่อประเด็นนี้ ผมอยากจะอ้างข้อเขียนของฝรั่งที่ศึกษาเรื่องม็อบจากหนังสือที่ถือกันว่าเป็นคลาสสิกทางด้านนี้ ไว้เผื่อให้ท่านผู้อ่านที่สนใจเป็นพิเศษจะได้ไปศึกษาเพิ่มเติมแบบลงลึกเอาเอง (โดยท่านที่ไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษอาจข้ามไปได้โดยไม่เสียความหมายของบทความโดยรวม)

Gustave Le Bon เขียนไว้ในหนังสือ The Crowd: A Study of the Popular Mind ความตอนหนึ่งว่า

"Moreover, by the mere fact that he forms part of an organized crowd, a man descends several rungs in the ladder of civilization. Isolated, he may be a cultivated individual; in a crowd, he is a barbarian---that is, a creature acting by instinct. He possesses the spontaneity, the violence, the ferocity, and also the enthusiasm and heroism of primitive beings, whom he further tends to resemble by the facility with which he allows himself to be impressed by words and images---which would be entirely without action on each of the isolated individual composing the crowd---and to be induced to commit acts contrary to his most obvious interests and his best-known habits. An individual in a crowd is a grain of sand amid other grains of sand, which the wind stirs up at will.” (อ้างจาก Chapter 1.1 หน้า 13 กดลิงก์ http://web.archive.org/web/20080918081526/http://etext.lib.virginia.edu/toc/modeng/public/BonCrow.html)


ผู้คนที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เมื่อติดตามเหตุการณ์รอบด้านและรับรู้ความคิดเห็นของคนที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายในรอบหลายปีมานี้แล้ว ย่อมหวั่นเกรงอยู่ลึกๆ ว่าอาจเกิดสงครามกลางเมืองเข้าสักวันหนึ่ง หากการเมืองยังเป็นแบบเดิม

ผมเองก็หวั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่ยังอุ่นใจว่าในกองทัพประจำการนั้น เรายังไม่เห็นพวกสุดกู่นี้อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ และกองทัพของเรายังเป็นเอกภาพ

ข้อนี้ทำให้โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองน้อยลง และถึงแม้มันจะเกิด โอกาสที่จะรุนแรงยืดเยื้อก็มีน้อย

เพราะกองทัพทั้งสามของไทยนั้นครอบครองผูกขาดอาวุธหนักทั้งหมดในสังคมไทยไว้ในมือ แถมยังมีกองกำลังที่ฝึกมาสำหรับใช้อาวุธหนักเหล่านั้นอย่างเชี่ยวชาญ ดังนั้นตราบเท่าที่ฝ่ายตรงข้ามซึ่งคิดจะก่อสงครามกลางเมือง ไม่สามารถแทรกแซงเทคโอเวอร์กองทัพบางส่วน หรือยึดเอาอาวุธหนักบางส่วนไปเป็นของตัวได้ โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองย่อมไม่มี

ยกเว้นเสียแต่ว่าฝ่ายนั้นจะเริ่มสะสมอาวุธและฝึกกองกำลังของตัวเองอย่างลับๆ แต่มันก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงและอาจไม่คุ้มเพราะเป็นการลงทุนระยะยาวและเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงหาคนลงทุนได้ยาก และโอกาสที่จะถูกปราบปรามทำลายเสียแต่ต้นมือย่อมมีสูง

ตราบเท่าที่ฝ่ายม็อบ ไม่ว่าสีใด ยังไม่ได้ครอบครองอาวุธหนัก และกองทัพยังเป็นเอกภาพ โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองยังน้อย เพราะอย่าลืมว่าสงครามกลางเมืองแบบนั้นมันจะจบเร็วมาก เนื่องจากฝ่ายหนึ่งมีอาวุธแต่อีกฝ่ายหนึ่งมือเปล่า แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายมีอาวุธสูสีกัน ความเสียหายและรุนแรงย่อมมีมาก และการต่อสู้อาจยืดเยื้อ เหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้วในรัสเซีย สเปน จีน เวียดนาม เขมร และลาว

ท่านผู้อ่านที่เคยศึกษาประวัติของสงครามกลางเมืองมาบ้าง ย่อมรู้ว่าทั้งสองฝ่ายโหดร้ายพอกัน ไม่ว่าที่ไหนๆ ทั้งฆ่า เผา ก่อการร้าย ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง ทรมานศัตรู และฆ่าหมู่

กองทัพแดงและกองทัพขาวในรัสเซียนอกจากจะโหดร้ายกับทหารฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังปล้นชิง ข่มขืนและเข่นฆ่าราษฏร หรืออย่างกองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐในสงครามกลางเมืองสเปนก็กวาดล้างคนของตัวเองอย่างโหดเหี้ยมที่คาทาโลเนีย ไม่ต่างจากกองกำลังของฝ่ายนายพลฟรังโกที่ปฏิบัติต่อศัตรูอย่างเฉียบขาด 

อีกกองทัพประชาชนของเหมาเจ๋อตง สมัยเมื่อยึดครองแมนจูเรียได้นั้น ก็กดขี่ราษฎร ยิ่งมายึดครองจีนได้ทั้งประเทศแล้ว ราษฎรยิ่งทุกข์ทรมาน ถูกจับเข้าค่ายกักกัน บังคับให้ทำงานหนัก ถูกสังหารหมู่ จนล้มตายหลายสิบล้าน ไม่ต่างจากกองทัพฝ่ายเจียงไคเช็คที่โหดเหี้ยมกับผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วงก่อนหน้านั้น 

นี่ยังไม่พูดถึงกรณีเวียดกงกับกองทัพสหรัฐฯ ในเวียดนามใต้ ซึ่งทิ้งระเบิดเพลิงแบบปูพรหมแถมยังฝนเหลืองและฆ่าหมู่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านไม่เว้นแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดง หรือกรณีเขมรแดงที่ได้กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมระดับโลก

ดังนั้น ในเชิงจริยธรรมและศีลธรรมแล้ว ทำให้ผมไม่สามารถเข้าข้างฝ่ายใดได้เลย

และผมก็เชื่อว่าท่านผู้อ่านที่รู้เรื่องเหล่านี้มาบ้าง จะคิดเหมือนกับผม และจะพยายามทุกวิถีทางเท่าที่กำลังจะมีพอและเป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในเมืองไทย

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
26 ธันวาคม 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนธันวาคม 2556

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

จัดการกับความเห็นต่างเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์



ผมเป็นแฟนคนหนึ่งของ SCANDAL โดยติดตามดูมาตั้งแต่ภาคแรกและภาคสอง ส่วนภาคที่สามที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ ยังไม่มีโอกาสได้นั่งลงดูอย่างจริงจัง

ละครดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว บทพูดก็เร็ว และใช้แสลงค่อนข้างมาก แต่พล็อตเรื่องน่าสนใจ ฉากเยี่ยม และนักแสดงหลักทุกคนเล่นได้ดี จนคนดูบางทีก็เคลิ้ม จินตนาการไปได้ว่าตัวเองมีส่วนโลดแล่นอยู่ใน Washington D.C. กันกับพวกเขาด้วย

Kerry Washington ในบท Olivia Pope เจ้าของ Consulting Firm ที่มีเพื่อนร่วมงานหนุ่มสาวทันสมัย ปูมหลังการศึกษาดี พูดจาฉลาดฉะฉาน รับงานระดับชาติอันท้าทาย และ Well Informed อย่างยิ่งนั้น ทำให้หนุ่มสาวสมัยนี้เกิดแรงบันดาลใจได้เหมือนกัน

ผมหมายถึงแรงบันดาลใจในเชิงอาชีพ ที่เมื่อดูละครเรื่องนี้แล้ว หลายคนอาจอยากจะไปประกอบอาชีพ Lobbyist แบบตัวละครหลักกันบ้าง เพราะดูเหมือนมันเป็นอาชีพที่ทันสมัย ต้องตื่นตัว ต้องรู้เรื่องราวรอบตัวทั่วโลก แถมยังได้รับรู้ข่าววงในใจกลางความลับของรัฐบาลและเรื่องส่วนตัวของคนระดับผู้นำประเทศ และอยู่ใกล้อำนาจ และยังเป็นนักวางแผนที่ต้องใช้ปัญญา ช่วยสร้างภาพลักษณ์ จัดการข่าวสารให้เกื้อกูลต่อชื่อเสียงของลูกค้า นับเป็นงานท้าทาย และออกจะรับผิดชอบเกินตัว แถมยังไม่จำเจ จบเป็นกรณีๆ ไป

นับว่าเหมาะกับคนรุ่นใหม่ประเภท The Best and The Brightest

เพราะงานชนิดนี้ต้องการความรอบรู้ เป็นลักษณะสหวิทยาการ และต้องมีทีมงานที่มีส่วนผสมลงตัว ทั้งเก่งกฎหมาย การข่าว การประชาสัมพันธ์ การเมือง และการตลาด โดยเอาตัวของลูกค้าเป็น "ผลิตภัณฑ์" ซึ่งในเชิงการตลาดสมัยใหม่เรียกว่า Transformation Marketing นั่นเอง

ผมดูละคอนเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงหนังเก่าๆ ที่ว่าด้วยอาชีพในฝันของคนอเมริกันรุ่นใหม่ ซึ่งอาชีพสำคัญๆ เหล่านี้ล้วนเป็นทัพหน้าของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Margin Call ที่ว่าด้วย Hedge Fund หรือ Wall Street และ Working Girl ที่ว่าด้วย Investment Banker, Dealer, และ Broker หรือ Pirates of Silicon Valley ที่ว่าด้วยผู้ประกอบการไฮเทค และ Something Ventured ที่ว่าด้วย Venture Capitalist



SCANDAL อาจสมมติให้ตัวตนของตัวละครหลักแต่ละตัวเกินจริงไปสักนิด แบบว่า White House Chief of Staff เป็นเกย์โดยเปิดเผย และรองประธานาธิบดีเป็นผู้หญิง โดยที่ตัวประธานาธิบดีซึ่งมาจากพรรค Republican และเป็นพวก WASP มามีกิ๊กเป็นนางเอก ซึ่งเป็นหญิงผิวสีและบังเอิญเป็นเจ้าของกิจการ Consulting Firm ที่มีทีมงานชั้นคุณภาพจากหลากหลายเชื้อชาติผสมกันอยู่อย่างกลมกลืน

มันแสดงให้เห็นความเป็นจริงของสังคมอเมริกันซึ่งผู้คนมาจากร้อยพ่อพันธุ์แม่แต่ก็ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างสันติและสามัคคีกันเพื่อสร้างสรรค์และจัดการงานให้ทรงประสิทธิภาพ

ละครเรื่องนี้ช่วยให้เราเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของการเมืองระดับสูงใน Washington D.C. และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ตลอดจนวิธีการผลักดันความคิดดีๆ และข้อเสนอเชิงผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มให้กลายเป็นข้อต่อรองในเชิงนโยบาย อีกทั้งวิธีจัดการกับเรื่องส่วนตัวที่ล่อแหลมและอาจจะส่งผลต่อชื่อเสียงของผู้นำเหล่านั้น

ที่สำคัญ มันทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของบรรดา Lobbyist และกระบวนการทำงานของพวกเขา ที่มีเป้าหมายให้กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ ตกลงต่อรองกันได้สำเร็จภายใต้กรอบของกฎหมายอเมริกัน โดยในความเป็นจริงนั้น พวกเขาอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงสารพัด และวิธีการที่ล่อแหลม หักหลังกันแบบหลายตลบ ซึ่งดูแล้วอาจขัดต่อหลักศีลธรรมจรรยา แต่มันก็ยังเป็นไปภายใต้กรอบใหญ่ของรัฐธรรมนูญอเมริกันอยู่เอง

นับเป็น Management Wisdom ที่สำคัญมากแบบหนึ่งในโลกสมัยใหม่

อย่าลืมว่า สังคมอเมริกันนั้น มีความหลากหลายมาก มีคนอพยพเข้ามาอยู่จากทั่วโลก หลากหลายเผ่าพันธุ์ หลากหลายชนชั้น หลากหลายความเชื่อ ฐานคติ โลกทัศน์ และผลประโยชน์ยึดถือ

ดังนั้นหัวใจสำคัญของการตกลงต่อรองย่อมคือ "การประนีประนอม" เพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ทุกคนรับได้ โดยจะต้องยื่นหมูยื่นแมวกันแบบไหน เป็นเรื่องที่ต้องตกลงต่อรองกันแบบสันติ

เพราะหากประนีประนอมไม่สำเร็จ การจัดการกับ "ความเห็นต่าง" ย่อมต้องหันไปใช้ "ความรุนแรง" ซึ่งคนอเมริกันรุ่นทวด ได้เคยใช้ Massive Violence จัดการกับ "ความเห็นต่าง" มาแล้วเมื่อสมัยสงครามกลางเมืองหรือ Civil War ในราวปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ ของเรา

สงครามกลางเมืองเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคมอเมริกันมาจนทุกวันนี้ และทำให้คนอเมริกันและคณะผู้นำของเขาหลังจากนั้นหลีกเลี่ยงความรุนแรง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม

ดังเราจะเห็นว่า รัฐสภาอเมริกันนั้นสามารถตกลงเรื่องสำคัญๆ ได้ทุกครั้งด้วยการต่อรองทั้งทางลับและทางเปิดเผย แม้จะเป็นเรื่องสำคัญและก้ำกึ่งอย่าง Shut Down Crisis ที่ตอนแรกทำท่าว่าจะตกลงกันไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ตกลงกันได้ทุกคราไป



กระบวนการประนีประนอมซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ นั้น สำคัญมากในสังคมอเมริกัน เพราะนอกจากจะระบุไว้เป็นกฎหมายแล้ว ยังมีกระบวนการในที่ลับซึ่งสำคัญมากพอกัน

อเมริกาเกือบจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มี Lobbyist อย่างถูกกฎหมายจำนวนมากมายทำงานอยู่ในทุกวงการ พวกเขามีเป้าหมายให้คนที่มากกว่าสองกลุ่มขึ้นไปซึ่งมีความเห็นไม่ลงรอยกัน สามารถตกลงกันได้ด้วยวิธีเจรจา ประนีประนอม ตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หรือยื่นหมูยื่นแมวกัน....ให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้โดยราบรื่นภายใต้กรอบของกฎหมาย

รัฐธรรมนูญอเมริกันก็เขียนไว้เพื่อให้คนแต่ละกลุ่มอันมีที่มาหลากหลายได้ยึดถืออ้างอิง และหวังให้เกิดกระบวนการประนีประนอมเมื่อเกิดความคิดต่าง

อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญอเมริกันที่ใช้มาแล้วกว่าสองร้อยปี เป็นกรอบโครงสำคัญที่วางพื้นฐานให้ประเทศสหรัฐฯ สามารถพัฒนาขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยจนยิ่งใหญ่ทั้งในทางทรัพย์สฤงคารและอำนาจอิทธิพล และยังคงสำคัญยิ่งต่อชีวิตและวิญญาณของชาวอเมริกันอยู่ในปัจจุบัน แม้เวลาจะล่วงเลยมานานมากแล้ว

ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับกรุงรัตนโกสินทร์ ย่อมผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาไม่น้อยกว่าเรา แต่ด้วยกรอบรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงปรับตัวและรับความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้กระบวนการประนีประนอมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันโดยสันติอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอันมีส่วนเกื้อกูลให้ประเทศของเขาได้รับความสำเร็จ

สำหรับผมแล้ว นั่นเป็น Management Wisdom อันหนึ่งที่แฝงอยู่ในระบบการการเมืองและการบริหารของพวกเขา

แน่นอน คนแต่ละชาติย่อมมีวิธีการจัดการกับความเห็นต่างและความขัดแย้งต่างกัน...แต่ละแบบ แต่ละสไตล์ เป็นแบบฉบับของตนเอง เพื่อหาข้อสรุปอย่างสันติ

อย่างญี่ปุ่นก็ใช้วิธีการของพวกเขาเอง ที่ฝรั่งเรียกว่า Absolute Consensus หรือ "มติสัมบูรณ์" คือต้องให้ทุกคนที่มีส่วนในกระบวนการตัดสินใจต่อเรื่องที่จะลงมติกันนั้นเห็นด้วยกันทั้งหมดทุกคน จึงค่อยถือว่ามตินั้นเป็นมติที่จะต้องนำไปปฏิบัติจริง ถ้ายังไม่เห็นด้วยกันทุกคนแล้ว ก็ยังไม่ยอมลงมติ

ในสมัยที่ฝรั่งส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยจะรู้ความลับเชิงการจัดการของญี่ปุ่น และถูกญี่ปุ่นแย่งความเป็นจ้าวทางเศรษฐกิจการค้าระดับโลกอยู่ในราวทศวรรษ 1970s-1980s นั้น Peter Drucker กูรูการจัดการได้เขียนบทความเรื่อง Japanese Management เปิดเผยเคล็ดลับที่ทำให้กิจการของญี่ปุ่นผงาดขึ้นมาในระดับโลกได้ โดยเขาได้ยกเอากรณี "มติสัมบูรณ์" เป็นองค์ประกอบหนึ่งด้วย



Drucker เล่าว่ากิจการของญี่ปุ่นนั้น เมื่อจะร่วมมือกับใคร พวกเขาย่อมต้องส่งคนมาดูงานก่อน และพอดูงานเสร็จ แทนที่จะตกลงทำสัญญาซื้อขายหรือร่วมธุรกิจกัน พวกเขากลับทอดเวลาออกไป สักพักก็จะส่งคณะที่สองมาดูงานซ้ำอีก และก็เงียบไป จนมีคณะที่สาม สี่ ห้า มาดูงานซ้ำเดิมอยู่อย่างนั้น จนคู่ค้าฝรั่งพากันงงและไม่เข้าใจ เพราะบางทีกระบวนการดูงานนี้ กินเวลาเป็นปีหรืออาจมากกว่านั้น

Drucker บอกว่านั่นเป็นวิธีการตกลงต่อรองกันเองของญี่ปุ่นก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจ การที่พวกเขาส่งคณะที่สองสามสี่มาดูงานซ้ำเดิม ก็เพราะว่าในองค์คณะผู้บริหารที่จะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของพวกเขายังตกลงกันไม่ได้ ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่ ผู้บริหารระดับสูงจึงต้องส่งคนที่ไม่เห็นด้วยมาดูงานให้เห็นกับตา ฯลฯ

แต่เมื่อพวกเขาตกลงกันได้แบบสัมบูรณ์ คือเห็นด้วยกันทุกคนแล้ว ทุกอย่างก็จะรวดเร็วปรู๊ดปร๊าด เพราะทุกคนในองค์กรนั้นเห็นด้วยร่วมกันแล้วว่าการร่วมมือครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับพวกเขา จนไม่มีใครขัดขวาง และโครงการก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายใต้การสนับสนุนของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ก็จะไม่มี โครงการระยะยาวก็จะราบรื่น

ดีกว่าเซ็นต์สัญญากันไปแล้ว ต้องมาล้มเลิกในระยะต่อมาเพราะเกิดความขัดแย้งที่มองข้ามไปแต่แรก หรือเกิดความขัดแย้งอันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่บางส่วนไม่เห็นด้วยหรือไม่เต็มใจ

นั่นก็เป็นความลับในเชิงการบริหารจัดการของญี่ปุ่น ที่พวกเขาใช้ในกระบวนการตัดสินใจและตกลงต่อรองและแก้ปัญหาความคิดต่างขององค์กรอย่างสันติ ตั้งแต่ระดับครอบครัว หมู่บ้าน ธุรกิจ ไปจนถึงการเมืองระดับประเทศ

นับเป็น Management Wisdom อันหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ

สังคมไทยเราก็เป็นสังคมประนีประนอม แต่เป็นการประนีประนอมเฉพาะในระดับบน ถ้าเป็นการเมืองก็ตกลงกันเองเพียงไม่กี่คนหรือไม่กี่กลุ่ม

สมัยก่อน สังคมไทยปกครองโดยคนไม่กี่ตระกูล ก็ตกลงกันในระดับหัวหน้าของตระกูลเหล่านั้น เช่น ราชวงศ์จักรี ตระกูลบุนนาค และตระกูลขุนนางสำคัญๆ อีกไม่กี่ตระกูล เป็นต้น

ต่อมา หลัง 24 มิถุนาฯ 2475 มีกลุ่มข้าราชการประจำเข้ามาขอแชร์อำนาจ ก็ต่อรองกันเองในหมู่พวกเขา
และต่อมาอีก หลัง 14 ตุลาฯ 2516 มีกลุ่มนักธุรกิจและพ่อค้าต่างจังหวัดเข้ามาขอแชร์อำนาจเพิ่มเติมเข้าไปอีก ระบบต่อรองก็ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าถึงยุคที่จะมีประชาชนคนทั่วไป ซึ่งเคยอยู่นอกสมการอำนาจ เข้ามาขอแชร์อำนาจเพิ่มขึ้นอีกพวกหนึ่ง

สังคมไทย จึงต้องแสวงหากระบวนการประนีประนอมในระดับ Mass Compromise เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เป็นไปด้วยความราบรื่น และวางรากฐานเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์สืบไปในอนาคต

วีธีการนี้ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่เราอาจเรียนรู้เอาจากสังคมอื่นที่เขาทำสำเร็จมาก่อนแล้ว ได้เช่นกัน

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
25 ธันวาคม 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนธันวาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สุเทพ เทือกสุบรรณ THE CHANGE AGENT?



อีกไม่นานคงจะมีคนเขียนชีวประวัติของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกวางจำหน่าย และผมทายว่าต้องเป็นหนังสือขายดี

ในฐานะนักเขียน ผมคิดว่าชีวิตและพัฒนาการทางความคิดของคุณสุเทพนั้นน่าสนใจมาก และชีวิตแบบนี้ต้องการนักเขียนชีวประวัติชั้นดี มาให้อรรถาธิบายอย่างลงลึก รอบด้าน และไม่ลำเอียง โดยชีวิตแบบนั้นมันน่าจะให้บทเรียนกับคนรุ่นหลังได้มาก

มันเป็นชีวิตที่กำกับโดยความคิดที่พลิกผันหันหลังกลับ และ Contradict จนคนดูอยู่วงนอกแบบผมต้อง ตะลึง!

พลิกผันหันหลังกลับชนิดร้อยแปดสิบองศา

จากนักเลือกตั้ง...สู่ผู้นำม็อบ
จากประชาธิปัตย์...สู่อนาธิปัตย์
จากนักระดมทุนหาเงินเข้าพรรค...สู่นักต่อต้านคอรัปชั่นตัวยง (โดยปาวารณาว่าจะออกกฎหมายให้ความผิดฐานฉ้อโกงไม่มีอายุความ เป็นต้น)
จากนักการเมืองอนุรักษ์...สู่นักปฏิวัติหัวก้าวหน้า
จากเลขาธิการพรรคที่กำกับการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย...สู่นักปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
ฯลฯ

ก่อนหน้านี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในสายตาของผมและเพื่อนๆ ตลอดจนผู้คนที่ผมรู้จักและสัมผัสมา (และผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็คิดเช่นเดียวกัน) เรียกว่าจัดอยู่ในประเภท “Bad Guy”

ทว่า หลังจาก "วันนั้น" เป็นต้นมา ภาพลักษณ์ของสุเทพ สำหรับผม (และสำหรับคนชั้นกลางและชั้นสูงจำนวนมาก) ได้กลายมาเป็น “Bad Guy With Some Good Qualities”

สื่อมวลชนแทบจะเลิกเรียกเขาว่า "เทพเทือก"

และในวงเหล้าหรือ Social Networks ที่เคยเรียกเขาว่า "เทพเทือก" หรือ "ไอ้เทือก" หรือแม้กระทั่ง "จรกาหน้าดำ" ก็กลายมาเป็น "ลุงกำนัน" บ้าง "ท่านกำนัน" บ้าง หรือแม้แต่ "คุณสุเทพ" ก็มีแยะ

คนจำนวนมากคิดไม่ถึงกับบทบาทของสุเทพในครั้งนี้

อย่าว่าแต่คนจำนวนมากเลย กระทั่งตัวของสุเทพเองก็อาจจะคิดไม่ถึง ว่าตัวเองมาไกลได้ถึงเพียงนี้

แกนนำผู้คร่ำหวอดบางคนแอบกระซิบว่า "คุณสุเทพแกถูกมวลชนกดดันให้ก้าวหน้า" อย่างกรณีคอรัปชั่นไม่มีอายุความนั้น หลายคนก็ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากแก

“ถ้าเป็นก่อนหน้านี้คง Impossible” เขากล่าว และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าสุเทพอยู่ในฐานะ "ตกกระไดพลอยโจน" เพราะนอกจากมวลชนจะออกมาอย่างมืดฟ้ามัวดินเกินความคาดหมายแล้ว เขายังได้รับสัญญาณบางอย่างจากผู้ใหญ่อีกด้วย

บางคนว่าเขาเป็น Accidental Hero

ถ้าใครได้ติดตามฟังคำปราศรัยและการนำทัพของสุเทพในรอบเดือนที่ผ่านมา ย่อมเห็นได้ไม่ยากว่าเขาทำได้ค่อนข้างดีใน "โหมดสู้รบ"

แต่เมื่อสถานการณ์พัฒนาไป และ Life Cycle ของม็อบสุกงอมขึ้น จนต้องการการนำที่เปลี่ยนจาก "โหมดสู้รบ" มาเป็น "โหมดใช้ปัญญา"

ในฐานะหัวหน้าขบวนการประชาชนผู้อ้างชัยชนะ สุเทพต้องเสนอ Blueprint ของการเปลี่ยนแปลงสู่สาธารณะ และจารนัยอย่างละเอียดว่าจะสถาปนาประเทศต่อไปอย่างไร

ถ้าเขาสามารถชักจูงให้ราษฎรทุกชนชั้นเห็นด้วยกับแผนการสถาปนาประเทศของเขา การปฏิรูปเพื่อความเปลี่ยนแปลงย่อมมีโอกาสสำเร็จ

เขาต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้นำม็อบมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือกำกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง ให้มุ่งไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถณาโดยปราศจากความรุนแรง

หาไม่แล้ว พลังของราษฏรที่แสดงออกย่อมสูญเปล่า หรือไม่ความขัดแย้งก็อาจบานปลายจนกลายเป็นความรุนแรงได้

นับแต่นี้ บทบาทเชิงปัญญาของสุเทพย่อมสำคัญมากกว่าบทบาทเชิงสู้รบ

และผมย่อมเอาใจช่วยให้เขาทำได้และทำสำเร็จ โดยหวังว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น จะต้องเสริมให้อำนาจให้กับราษฏร และเพิ่มช่องทางให้สามารถต่อรองกันเองอย่างสันติ ทุนผูกขาดจะถูกทำลาย เจ้าสัวที่ชอบผ่องถ่ายทรัพย์สินของสาธารณะไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวจะถูกดำเนินคดี ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจจะถูกตราไว้ในกฎหมายและมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง อุตสาหกรรมสำคัญๆ ที่คนเล็กคนน้อยเคยเข้าถึงได้ อย่างค้าปลีกค้าส่งจะถูกดึงกลับมาเป็น Social Safety Net แทนที่จะถูกผลักเข้าไปอยู่ในกำมือของบรรษัทข้ามชาติแบบทุกวันนี้ ระบบตุลาการจะทรงประสิทธิภาพขึ้น ระยะเวลาในการพิจารณาคดีต่างๆ ควรสมเหตุสมผลยิ่งกว่านี้ และสถาบันแห่งนั้นควรมี Accountability ต่อราษฏร การคอรัปชั่นจะถูกกำราบอย่างเด็ดขาด การเลือกตั้งจะต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม การใช้อำนาจของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ จะต้องถูกตรวจสอบได้ การศึกษาและสาธารณสุขจะต้องมีคุณภาพและอย่างเพียงพอ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจะถูกแก้ไขโดยมาตรการภาษี ฯลฯ

อีกไม่นาน เราก็จะได้รู้ความจริงว่าสุเทพนั้นเป็น "เจ้าเงาะถอดรูป" ที่งำประกายมาช้านานหรือ "จรกา" ดังเดิมกันแน่

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
24 ธันวาคม 2556

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อนาคตเชียงใหม่



สมัยเด็ก ผมยังทันเห็นพิธีสักยันต์แบบเก่าของทางเหนือโดยอาจารย์เงี้ยว (ไทยใหญ่) และผมกับเพื่อนๆ ยังได้ขนขวายหาบทคาถาขณะสักยันต์ มาท่องจำกันตามประสาเด็ก หวังว่าจะช่วยในเชิงคงกระพันชาตรีได้อย่างที่บรรดาผู้เฒ่าเล่าขานให้ฟัง

ผมยังจำบรรยากาศได้ดีว่ามันค่อนข้างสนุกสนาน ลักษณะงานค่อนไปในทาง Entertainment มีเด็กๆ จำนวนมากไปมุงดู มีดนตรีเล่นเป็นระยะ และผู้ใหญ่นั่งดื่มเหล้ากันเต็มไปหมด...

พอได้ที่ คนที่ต้องการจะประทับรอยสักก็ละจากวง แล้วคลานเข้าไปกราบพระและครูบาอาจารย์ ก่อนจะเข้าประจำที่ เพื่อเตรียมตัวรองรับเข็มยาวใหญ่จุ่มน้ำหมึกที่กำลังจะปักเข้ามาในเนื้อหนังอย่างเป็นศิลปะ ควบกับคาถาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งจากปากพระอาจารย์ระหว่างที่มือปักเข็มไปด้วย...พี่ๆ น้าๆ บางคนทำหน้าเฉยเมย แต่บางคนก็หน้าแดง ถมึงตา ขมวดคิ้ว กัดฟัน และใบหน้าแสดงความเจ็บปวดจากความแหลมคมของปลายเข็มอย่างเห็นได้ชัด

“....(ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก!)...ทัต ปาริ จ๋า ก๊ะ ตั๋ง ปั๋ง ละ กั๋น ตุ๊...(เพี้ยง)....(ฉึก ฉึก!)....กั๋นละหะ เนละหะ ป๋าละปาทะ คง คง คง...(ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก!)....อุ่งสั่ว ทาละทัป จั๊กจ๋าหวุติ ชาลิหวู่จิ๊...(เพี้ยง)....(ฉึก ฉึก ฉึก!)....”

นั่นเป็น Fashion ในยุคเก่าแก่ แต่เหตุการณ์ที่ผมพูดถึงนี้ ยังหลงเหลือมาให้ผมได้เห็นในช่วงกลางทศวรรษ 1970s ณ กลางเมืองเชียงใหม่

เมื่อผมเติบโตขึ้น การสักยันต์กลายเป็นเรื่อง Old Fashion

คนที่มีรอยสักตามตัว กลายเป็น "คนนอก" ของสังคมกลายๆ ไม่มีใครเต็มใจรับเข้าทำงาน และพ่อแม่ก็ไม่อยากให้คบค้าเพื่อนแบบนั้น

สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงต้นทศวรรษ 1980s เคยเรียนวิชา Personnel Management และยังจำได้แม่นว่ามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้สอบถามความเห็นของผู้จัดการฝ่ายบุคคลถึงเรื่องรอยสัก โดยผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างติดลบ คือเกือบทั้งหมดยอมรับว่าคนที่มีรอยสักมักก้าวหน้าในอาชีพการงานช้ากว่าคนที่ไม่มีรอยสัก โดยเฉพาะในตำแหน่งบริหาร และคนที่มีรอยสักมักปกปิดไม่ให้คนรู้ว่าตัวเองมีรอยสักเมื่อมาสมัครงาน เพราะโอกาสได้งานทำน้อยกว่าคนทั่วไป (สมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยี Laser ลบรอยสักเหมือนสมัยนี้) และอาชีพที่สักกันแยะมักได้แก่ทหาร เกษตรกร กรรมกร และพ่อค้าเร่



ในสมัยโบราณนั้น เราคงไม่แปลกใจที่ทหารต้องสักยันต์ เพราะทหารเป็นอาชีพที่เสี่ยงและต้องอาศัยความกล้าหาญ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาทางระงับความกลัวในใจของตัวเองลง ซึ่งรอยสักและคาถาประกอบย่อมมีวัตถุประสงค์เช่นนั้น

เช่นเดียวกับพ่อค้า ที่ต้องร่อนเร่รอนแรมไปในต่างถิ่นกับกองคาราวานวัวต่างหรือม้าต่าง ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงกว่าอาชีพอื่น

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่อาจารย์สักยันต์ดังๆ ในภาคเหนือจะเป็นพวกเงี้ยวหรือไทยใหญ่ (หรือถ้าเป็นพระสงฆ์ก็มักจะร่ำเรียนมาจากพระอาจารย์เชื้อสายเงี้ยวอีกทอดหนึ่ง) เพราะคนกลุ่มนี้เคยควบคุมเครือข่ายการค้าของเชียงใหม่อยู่ก่อนที่ชาวจีนจะอพยพเข้ามาในยุครัชกาลที่ 5 และทะลักเข้ามาอีกชุดใหญ่หลังเส้นทางรถไฟสายเหนือสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2464

โลกาสันนิวาสทำให้กลุ่มทุนเงี้ยวหมดอิทธิพลลง รัฐฉานหรือ "เมิงไต" ก็หมดอำนาจอิทธิพลลงด้วย แม้แต่พม่าเมืองแม่เองก็เอาตัวไม่รอด ถูกอังกฤษยึดครอง เช่นเดียวกับเจ้าเชียงใหม่ ที่สูญเสียอิทธิพลให้กับเจ้ากรุงเทพฯ และระบบราชการไปในที่สุด

กลุ่มทุนเชื้อสายจีนขึ้นมามีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจของเชียงใหม่ บางตระกูลก็บังเกิดอภิชาติบุตร สามารถสะสมทุนและเคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของประเทศได้ภายในสามชั่วคน แม้ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ลูกหลานของตระกูลจีนแคะตระกูลหนึ่งของเชียงใหม่ที่คนรุ่นปู่ยังพูดไทยไม่ชัดนัก ก็กำลังนั่งบัญชาการอยู่ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีพี่ชายที่เป็นมหาเศรษฐีระดับโลกบัญชาการมาจากนอกประเทศอีกชั้นหนึ่ง

แต่โลกาสันนิวาสย่อมมีพลวัตรของมันอยู่ตลอดเวลา ความไม่แน่นอนจึงแน่นอน

ปัจจุบัน กลุ่มทุนเชื้อสายจีนท้องถิ่นต้องหลีกทางให้กับกลุ่มทุนเชื้อสายจีนจากส่วนกลาง และทำท่าว่าจะมีกลุ่มทุนจากต่างประเทศเพิ่มดีกรีความคุกคามเข้ามาอีก

ลูกหลานของพ่อค้าจีนเหล่านั้น ปัจจุบันเรียกตัวเองว่านักธุรกิจ ต่างพากันเข้าสู่อำนาจ และเรียกตัวเองใหม่ว่านักการเมือง และกลายเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและทรัพยากรทางเศรษฐกิจของเชียงใหม่

ข้าราชการท้องถิ่นที่เคยยิ่งใหญ่ กลายเป็นเพียงลูกไล่ของนักการเมืองเหล่านี้

สมัยผมเด็กๆ ผมรู้สึกว่านายอำเภอฯ ผู้กำกับฯ หรือผู้ว่าฯ นั้น ยิ่งใหญ่มาก แต่ปัจจุบันคนเหล่านี้แทบไม่อยู่ในสายตาเด็กสมัยนี้ด้วยซ้ำ

การเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิศาสตร์การเมืองของเอเชียและของโลกที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ก็จะทำให้โลกาสันนิวาสของเชียงใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอีกรอบหนึ่ง

แต่มันน่าจะเป็นคุณมากกว่าเป็นโทษ

การเปลี่ยนความคิดของชาวคอมมิวนิสต์ระดับสูงของจีน ลาว เวียดนาม และคณะทหารพม่า ทำให้บ้านเมืองแถบนี้ร่มเย็นขึ้น หันมาคบค้าสมาคม ไปมาหาสู่และค้าขายกันมากและบ่อยขึ้นกว่าเดิม

ถนนหนทาง สนามบิน ทางรถไฟ สะพาน และอุโมงค์ ที่จะเชื่อมต่อระหว่างกัน ย่อมส่งผลดีต่อเชียงใหม่อย่างแน่นอน เพราะภูมิศาสตร์ของเชียงใหม่ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นเนื้อนาบุญอย่างยิ่ง

ยิ่งผู้คนในย่านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีนร่ำรวยขึ้น ในลาวเหนือร่ำรวยขึ้น และในพม่าและเมิงไตและคะฉิ่นว้าแดงร่ำรวยขึ้น เชียงใหม่ย่อมได้ประโยชน์มาก ทั้งในทางส่งออกและรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งในแง่ของการใช้พื้นที่และแรงงานเหล่านั้นเป็นฐานการผลิตราคาถูก

คนจากต่างถ่ินคงจะหลั่งไหลเข้ามาในเชียงใหม่ และคณะผู้นำหรือผู้กุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจในอนาคตของเชียงใหม่ย่อมเปลี่ยนโฉมไป มีความหลากหลายยิ่งขึ้น และอาจจะสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นด้วย...ใครจะไปรู้

ผมไม่จำเป็นต้องพูดถึงจินตนาการในเชิง Geopolitics กระแสหลัก ที่กำลังถูกใช้เป็น Theme สำคัญใน Growth Story ของเชียงใหม่ที่กำลังขายความคิดกันอยู่ในขณะนี้ เพราะท่านผู้อ่านคงทราบดีอยู่แล้ว...การขึ้นมาของจีน รถไฟความเร็วสูง การเปิดประเทศของพม่า การเชื่อมทางหลวงผ่านพม่าไปสู่อินเดีย การเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างเชียงใหม่กับเมืองสำคัญในเอเชียและในโลก หรือแม้กระทั่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมที่อาศัยทักษะสูง และการให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ...ฯลฯ

แต่ผมจะยำ้ว่าโลกาสันนิวาสมันมีพลวัตร ดังนั้น "ความไม่แน่นอน" จึงเป็น "ความแน่นอน"

"เงี้ยว" หรือ "ลื้อ" หรือ "ลัวะ" ที่เคยหมดความสำคัญต่อเชียงใหม่ไปนานแล้ว อาจกลับมามีความสำคัญอีก แต่ไม่ใช่ในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มอิทธิพล แต่ในฐานะ "ตลาด" หรือ Market คือทั้งในพม่า ลาวเหนือ และยูนนาน

เพราะ (ย้ำ!) โลกาสันนิวาสเป็นเรื่องของพลวัตรและการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ดูเหมือนมั่นคงกลับล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา และสิ่งที่ดูเหมือนล่มสลายหรือสูญหายไปแล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาและเติบโตได้อย่างมั่นคง

ดังวัฒนธรรมการสักเป็นพยานอยู่ เพราะในเมื่อผมนำท่านผู้อ่านเข้าท่องจินตนาการของผมต่อเชียงใหม่ผ่านประตูบานเล็กๆ ที่เรียกว่าการสัก ผมควรนำท่านผ่านประตูบานนี้กลับไปสู่โลกอนาคตเช่นกัน โดยหวังว่าท่านจะได้จินตนาการหรือมุมมองที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นหลังจากที่ท่านอ่านบทความนี้จบลง

อย่าลืมว่า การสักเพิ่งจะกลับมานิยมอีกครั้งในรอบสิบปีหลังมานี้เอง ทว่ารอบนี้มันไม่ได้มาในนามของความคงกระพันชาตรี แต่มาในนาม "Body Art” หรือศิลปะบนเรือนร่าง

ผมเข้าใจว่าที่มันกลับมาฮิตอย่างรวดเร็วรอบหลังนี้ เพราะคนดังๆ เช่นบรรดาดาราฮอลิวู๊ดอย่าง แองเจลินา โจลี และอีกหลายคน รวมถึงนักฟุตบอลระดับซูปเปอร์สตาร์อย่าง เดวิด เบคแฮม หันมานิยมสัก เลยกลายเป็นแฟชั่นที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว และการมีเทคโนโลยีลบรอยสักที่ค่อนข้างได้ผล ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจง่ายขึ้น

ทว่า ศูนย์กลางการสักได้ย้ายออกจากวัดหรือสำนักอาจารย์ผู้คงกระพันไปอยู่ตามย่านท่องเที่ยวหรือย่านงานฝีมือ เช่น สวนจตุจักร ถนนข้าวสาร เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย และพัทยา เป็นต้น

ถึงกระนั้นก็ตาม ในวงการระดับสูง การมีรอยสักอยู่ตามตัวยังคงเป็นเรื่องไม่ค่อยเหมาะสมและมิพึงปรารถณาอยู่ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เองที่ Caroline Kennedy ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีเคนเนดี้ผู้ล่วงลับ ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโอบามาให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงโตเกียว โดยเธอผู้นั้นได้พยายามหาทางลบรอยสักรูปผีเสื้อกระพือปีกที่ใต้ท่อนแขน แถมยังต้องหาชุดที่สามารถปกปิดตรงนั้นไว้ในบางโอกาสอีกด้วย

แม้การวาดและสักบนเรือนร่างจะเป็นศิลปะดึกดำบรรพ์ คงจะก่อนที่มนุษย์จะรู้จักวาดรูปลงบนผนังถ้ำด้วยซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องเปรียบกับแผ่นปาปิรุส แผ่นหิน Mosaic ดินเผา Terracotta แผ่นไม้ และผืนผ้าใบหรือ Canvas ที่เริ่มมาได้อย่างมากก็สักหาพันปีมานี้เอง

เพราะมนุษย์คงต้องการความสวยงามและดึงดูดเพศตรงข้าม นอกเหนือไปจากเป้าหมายในเชิงศิลปะคือมุ่งหาความงาม (พูดแบบภาษาสมัยใหม่ได้ว่า Fine Art) และเป้าหมายในเชิงสังคมคือการเข้าพวกให้รู้ว่าสักแบบนี้แล้วเป็นพวกเดียวกัน (ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า Fashion Art) 

มนุษย์จึงพัฒนาศิลปะบนเรือนร่างแบบการสักหรือวาดลงไปบนผิวหนังตรงๆ ให้ต่อยอดมาสู่เครื่องสำอางและเครื่องประเทืองผิวตลอดจนปรับปรุงเสริมแต่งอวัยวะหลายส่วนของร่างกาย และมาสู่เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับอัญมณี กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โตในทุกๆ ทาง จนปัจจุบัน สลับซับซ้อนก้าวหน้าไปถึงขั้น Cosmetic Surgery, High Fashion และ Brand Name อย่างโอ่อ่า อลังการณ์ และสูงมูลค่า

ถ้าปุจฉา วิสัจฉนา ความข้อนี้แตก จนเห็นทะลุปรุโปร่งแล้วไซร้ ก็จะเห็นอนาคตของเชียงใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
14 พฤศจิกายน 2556
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน พ.ย. 2556
ภาพโดย ฐิติวุฒิ บางขาม และภาพคนสัก จาก Facebook ของ Thanarak Suwannakij



วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

YGWYS


ในสมัยโน้น "พระสังข์" ต้องอาศัยการอธิษฐานถึงเบื้องบนให้ช่วยร่ายมนต์เพื่อดลใจสาวเจ้า "รจนา" จนเกิดสภาวะตาทิพย์่ และสามารถมองทะลุทะลวงเกราะกำบังรูปชั่วน่าชิงชังของ "เจ้าเงาะ" จนเห็นเนื้อในที่เป็นเจ้าชายรูปงามผิวทองเหลืองอร่ามโดยลำพัง ในขณะที่คนอื่นๆ ซึ่งนั่งและยืนอยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น มองไม่เห็น

ถ้าเป็นสมัยนี้ "พระสังข์" คงไม่จำเป็นต้องอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพราะสามารถกระทำการได้ด้วยตัวเอง โดยการส่ง Private Message ไปตาม Line หรือ Instagram หรือ Facebook ให้กับ "รจนา" โดยตรง เพราะมันจะสะดวกกว่า และสามารถตอบโต้กันได้ตลอดเวลาโดยที่คนอื่นไม่สามารถล่วงรู้ได้เช่นกัน

ข้อแตกต่างระหว่างสมัยโน้นกับสมัยนี้ อยู่ที่ตอนถอดเงาะ เพราะเมื่อพระสังข์เผยตัวตนที่แท้จริง คนที่ได้เห็นรวมทั้งรจนาล้วนพอใจ ดังคำกลอนตอนที่นางมณฑาชื่นชมลูกเขยและรจนาเมื่อได้เห็นเจ้าเงาะถอดรูปว่า:

คิดคิดขึ้นมาน่าหัวเราะ เอารูปเงาะสวมใส่ทำใบ้บ้า
อัปยศอดอายขายหน้าตา เจ้าแกล้งแปลงมาแม่ไม่รู้
รจนายาจิตเจ้าคิดถูก หมายมั่นพันผูกก็ควรอยู่
ทีนี้แหละลอยแก้วแล้วลูกกู โฉมตรูแย้มยิ้มกระหยิ่มใจ

แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ อาจจะมีอะไรให้ Surprise! มากกว่า "รูปทอง" ก็เป็นได้

เพราะสมัยนี้เป็นสมัยของกล้องดิจิทัล เป็นสมัยของมุมกล้อง เป็นสมัยของคลิป เป็นสมัยของแอ๊พผิวขาว แอ๊พผิวเนียน แอ๊พตาคม และแอ๊พแต่งภาพ ลบส่วนที่ไม่พึงปรารถนา หรือบิดเบือนภาพสารพัดชนิด 

แถมยังเป็นสมัยของการสร้าง Story สร้างเรื่องสร้างราวบน Facebook และ Twitter และ Instagram ให้คนติดตาม พร้อมภาพ คลิป และกราฟฟิกเก๋ๆ ที่จูงใจหรือหลอกให้คนหลงเชื่อได้ง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่เราจะสามารถเนรมิตพระสังข์ใน Social Media ได้ง่ายๆ โดยที่ตัวจริงอาจเป็นคนละคน และเรื่องราวของตัวจริงนอกจอก็อาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยก็ได้...แบบว่า Another Stories เลยอ่ะ

สมัยนี้ผู้คนจึงถูกหลอกกันแยะ เพียงเพราะดูรูปและติดตามเรื่องราวจาก Social Media แต่เวลาเจอตัวจริง กลับไม่ใช่ "พระสังข์ถอดรูป" อย่างที่จินตนาการไว้

ไม่ต่างจากสินค้าและบริการที่ถ้าดูใน Facebook แล้ว   เริ่ดมาก! แต่พอเห็นของจริงหรือสถานที่จริงแล้วน่าผิดหวัง

ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเหล้า ร้านสปา ร้านหนังสือ หรือแม้แต่คอนโดฯ จำนวนมากในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ที่โปรโมทโดยใช้กลยุทธ์ Social Media เสียเริ่ดหรู เลือกแต่มุมกล้องที่สวยและคึกคักด้วยผู้คน แต่พอไปใช้บริการจริง กลับเงียบเหงาและทรุดโทรม

เหมือนกับบ้านตัวอย่างสมัยก่อนที่เจ้าของชอบหลอกต้มคนซื้อ แบบว่าเมื่อสร้างเสร็จและส่งมอบแล้วกลายเป็นคนละหลังไปเลย

แบบนี้ ภาษาการตลาดเขาเรียกว่า “Delivery Discrepancy”

ปัญหานี้ มักเป็นภัยต่อชื่อเสียงและทำให้แบรนด์มัวหมอง หากเราเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร เราต้องคอยสอดส่อง ระมัดระวังมิให้เกิดปัญหาดังว่านี้กับสินค้าและบริการของเรา

ต้องหมั่นสำรวจ Perception ของลูกค้าและผู้ที่มีศักยภาพจะเป็นลูกค้าอยู่เสมอ

เพราะถ้าปัญหาเกิดขึ้นในใจของลูกค้าแล้ว กระบวนการแก้กลับจะยากมาก

ตัวอย่างของ Bad Perception ที่เกิดจาก Delivery Discrepancy ซึ่งเรามักเห็นเป็นประจำคือ "นักการเมือง" เพราะนักการเมืองจำนวนมาก พูดแล้วทำไม่ได้ และมักไม่ทำตามที่พูดหาเสียงโฆษณาไว้แต่แรก นักการเมืองจึงเป็นอาชีพที่คนเหม็นเบื่อและเอือมกันมาก

ในยุค Social Media แบบปัจจุบัน แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องอาศัยมันในเชิงการตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังปัญหาที่กล่าวมาด้วย 

เพราะมันเป็น Side Effect หรือผลข้างเคียงของ Social Media Marketing

ดีไม่ดี ในอนาคต นักการตลาดและนักกลยุทธ์ อาจจะต้องระบุห้อยท้ายไปด้วยว่า YGWYS

“You Get What You See”

คงเก๋ไม่เบา

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 พฤศจิกายน 2556