วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทเรียนจากพิพิธภัณฑ์ไกสอน พมวิหาน


ลาวเฮานี่มีทั้งหมด 49 ซนเผ่า และแยกออกไปอีกกว่า 160 ย่อยๆ แล้วใน 49 ซนเผ่า เพิ้นได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสาย มีลาว-ไต มอน-ขแม ม้ง-เมี่ยน และ จีน-ทิเบต ต๋ามข้อต๊กลงของสภาแห่งซาด เมื่อวันที่สาวสี่ เดือนซิบสอง ปี๋สองพันแปด"

มัคคุเทศน์หนุ่มน้อยแห่งพิพิธภัณฑ์ไกสอน พมวิหาน บอกให้พวกเราฟังเป็นเบื้องแรก ก่อนที่จะนำเราเข้าสู่เรื่องราวการปฏิวัติและการก่อร่างสร้างสาธารณรัฐจนรุ่งโรจน์รุ่งเรือง ควบคู่ขนานไปกับประวัติและบทบาทอันสูงเด่นของท่านไกสอน พมวิหาร บิดาแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

แทนที่จะขึ้นต้นว่า "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...” เฉกเช่นการเล่าเรื่องราวหรือตำนานทั่วไป 

ที่ต้องขึ้นต้นแบบนี้ในการเล่า Story ของลาว ก็เพราะบทบาทสำคัญที่สุดอันหนึ่งของท่านไกสอนและพรรคคอมมิวนิสต์หรือที่เรียกว่า "พรรคประชาชนปฏิวัติลาว" (Lao People's Revolutionary Party) ก็คือการสร้างความสามัคคีกลมเกลียวให้เกิดขึ้นในหมู่ราษฎรลาวซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆ นั่นเอง

ก่อนหน้านั้น ชนเผ่าต่างๆ ในลาวต่างคนต่างอยู่ และไม่ค่อยไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีลักษณะพรรคพวกนิยมและท้องถิ่นนิยมสูง โดยเฉพาะพวกลาวเทิง และลาวสูง (ซึ่งมีจำนวนประมาณ23% และ 9% ของประชากรลาวตามลำดับ) ล้วนรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าพวกลาวลุ่ม (ชนเผ่าไต-ลาว ซึ่งเป็นคนหมู่มากและมีบทบาทสูงทางการปกครอง) เอาเปรียบและดูถูกตัว

ยิ่งสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองในฐานะเจ้าอาณานิคมด้วยแล้ว พวกเขาใช้วิธี "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ให้ชนเผ่าต่างๆ ระแวงและคานอำนาจกันเอง แถมยังเอาชาวเวียดนามเข้ามากินตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการ และสนับสนุนชาวจีนให้เป็น Player สำคัญทางเศรษฐกิจ

นับเป็นการซ้ำเติมปัญหา

แม้ท่านไกสอนจะมีพ่อเป็นคนเวียดนามและพรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็เป็น Derivative ของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนที่มีเวียดนามเป็นพี่เอื้อย อีกทั้งผู้นำคนสำคัญๆ สมัยก่อตั้งพรรคก็ล้วนเกี่ยวข้องในระดับแนบแน่นกับเวียดมินห์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นท่านหนูฮัก พูมสะหวัน หรือ เจ้าสุพานุวง ซึ่งล้วนมีภรรยาเป็นชาวเวียดนาม ทว่า นโยบายของพรรคฯ ตั้งแต่แรกคือการเป็นศูนย์รวมใจของลาวทุกชนเผ่าและโดยเท่าเทียมกัน

ดังจะเห็นว่าพรรคฯ มีตัวแทนของชนกลุ่มน้อยเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของกองทัพประชาชนและศูนย์การนำมาตั้งแต่แรก

ทั้ง สีทน กมมะดำ และ ไฟด่าง ลอเบลียเยา ศูนย์กลางการนำพรรคฯ ยุคก่อตั้งล้วนเป็นตัวแทนของชนเผ่าลาวเทิงและลาวสูง (ม้ง)

Martin Stuart-Fox นักวิชาการผู้ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ลาวที่สุดในโลก เคยเขียนไว้ในหนังสือ History of Laos ว่า "….สิ่งที่ขบวนการปะเทดลาวทำคือ การให้โอกาสผู้ปฏิบัติงานที่เป็นชนชาติส่วนน้อยมีบทบาทในเวีการเมืองระดับชาติ โดยการสนับสนุนการต่อสู้เพื่อการปฏิวัติและเลื่อนตำแหน่งขึ้นสูงทั้งในกองทัพและ/หรือในพรรค ขบวนการปะเทดลาวให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การก่อกบฏของเหล่าบรรดาชนกลุ่มน้อยเพื่อนำมาวางโครงสร้างการปฏิวัติชาตินิยมที่รวมลักษณะแบบแผนของการปฏิวัติแบบลัทธิชาตินิยมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทุกคนที่เคยต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษของการต่อสู้ผู้ไม่ย่อท้อต่อการปฏิวัติเพื่อปลดปล่อยประเทศลาวจากการตกเป็นเบี้ยล่างและการถูกกดขี่ ทุกคนที่เคยต่อสู้และยังคงต่อสู้กับฝรั่งเศสต่อไปคือชาวลาวผู้รักชาติอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นชนชาติอะไร พวกเขาจะได้รับการยกย่องและยอมรับหากเคยช่วยทำงานเพื่อการเคลื่อนไหวของขบวนการปะเทดลาว ข้อพิสูจน์คือทั้งไฟด่างและสีทนได้รับตำแหน่งผู้นำภายในพรรค ไม่เคยมีครั้งใดที่ชาวลาวเทิงและชาวลาวสูงจะได้รับการยินยอมพร้อมใจให้ดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีมาก่อน ไม่เคยมีครั้งใดที่ความเท่าเทียมกันของชนทุกเผ่าพันธุ์ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายทางการเมืองระดับชาติ...” (อ้างจากคำแปลโดยจิราภรณ์ วิญญรัตน์ "ประวัติศาสตร์ลาว" หน้า 149)

และแนวนโยบายอันนั้นก็ได้สืบทอดมาจนบัดนี้

ปัจจุบัน (คือระหว่างสมัยที่ 9) ในคณะกรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (Politburo) ซึ่งเป็นคณะผู้นำสูงสุดของลาว ก็มีตัวแทนของชนชาติกลุ่มน้อยดังกล่าวร่วมอยู่ด้วย และยังมีอีกหลายคนที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงเช่นคณะเลขาธิการศูนย์กลางพรรค (Secretariat of the Central Executive Committee) กรรมการศูนย์กลางพรรค (Central Committee) รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วย เจ้าแขวง และตำแหน่งสำคัญในกองทัพ

นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคปฏิวัติของลาวภายใต้การนำของท่านไกสอนและสหายประสบความสำเร็จในการยึดครองอำนาจรัฐและสถาปนาสาธารณรัฐได้สมความมุ่งหมาย

อย่าลืมว่าปัญหาเชื้อชาตินั้นเป็นปัญหาละเอียดอ่อน และมักเป็นปัญหาการเมืองที่น่าปวดหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

ชนชาติต่างๆ ที่เคยอยู่ร่วมกันภายใต้อำนาจเผด็จการของเจ้าอาณานิคมมาก่อน เมื่อได้ลิ้มรสของเสรีภาพและต้องปกครองตนเอง ก็มักจะมีปัญหาแก่งแย่งชิงดีและเหยียดกันไปกันมา ความต่างในแง่วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และการกระทบกระทั่งเพียงน้อยนิด อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ความเก็บกดอันน่าเกลียดที่เคยมีมาแต่เก่าก่อน ทว่าไม่เคยสามารถแสดงออกได้ ก็จะเผยตัวออกมาให้เห็นให้สัมผัสกันในตอนนั้น จนบางทีก็ทำให้เกิดความรุนแรง และบางกรณีถึงกับเป็นชนวนให้เกิดสงครามโลกก็เคยมีมาแล้ว

ดังที่เราเห็นกันในยุโรปเมื่ออาณาจักรออสโตร-ฮังการีแตกสลายหรืออีกหลายชาติในยุโรปหลังนาซีพ่ายแพ้ หรือพม่าหลังจากญี่ปุ่นวางอาวุธ หรือยูโกสลาเวียหลังติโตเสียชีวิต หรือกำลังที่เกิดขึ้นในพม่าและสี่จังหวัดภาคใต้ของไทยขณะนี้

การดำเนินกุศโลบายแบบที่ท่านไกสอนเคยทำมา คือให้หัวหน้าของชนชาติสำคัญๆ เข้ามาร่วมอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ และในที่สุดก็ผนวกชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการอันเข้มงวดกวดขันโดย "เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ" จนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นความสำเร็จของท่านไกสอนและสหายที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้

เมื่อมัคคุเทศน์หนุ่มจบการบรรยาย หลังจากที่พาเราดูจนทั่วพิพิธภัณฑ์และฟังเรื่องราวแห่งความสำเร็จและเอื้ออาทรของท่านไกสอนมาแทบทุกด้านแล้ว MBA พบว่าท่านไกสอนก็ไม่ต่างจากผู้นำคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เลนิน สตาลิน เหมาเจ๋อตง หรือโฮจิมินห์ ที่เคยมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านและความนับถือของคนในประเทศของตนอย่างล้นเหลือ (และล้วนมีพิพิธภัณฑ์เป็นของตน) แต่ก็ถูกเปิดโปงข้อมูลด้านมืดและจุดอ่อนออกมาให้เห็นมากขึ้นๆ ในโลกยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นเกินอยู่ในขณะนี้

ดีกรีของความนับถือที่มีต่อท่านไกสอนในหมู่คนลาวปัจจุบันยังล้นเหลือ ไม่แพ้กับที่คนเวียดนามปัจจุบันมีต่อโฮจิมินห์

แม้เราจะไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ดีกรีอันนั้นมันจะลดน้อยถอยลงไปหรือไม่อย่างไรในอนาคต เฉกเช่นที่คนจีนปัจจุบันมีต่อเหมาเจ๋อตง และคนรัสเซียหรือคนในแคว้นอื่นที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้ร่มเงาของสหภาพโซเวียตมีต่อสตาลิน

แต่ MBA ก็ยังค่อนข้างมั่นใจว่าความสำเร็จในเชิงนี้ของท่านไกสอนย่อมจะไม่ถูกบดบังไปได้อย่างแน่นอน

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA  ฉบับเดือน ก.พ. 57

“รู้เขา รู้ลาว" กับพิษณุ จันทร์วิทัน


ในบรรดาคนไทยปัจจุบัน เขาน่าจะเป็นผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับลาวมากที่สุด

พิษณุ จันทร์วิทัน เอกอัครราชทูตไทยประจำ สปป.ลาว

เพราะนอกจากจะจับเรื่องลาวและอินโดจีนมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานอยู่ที่กองเอเชียตะวันออก ทั้งยังเคยร่วมวางยุทธศาสตร์ทางการต่างประเทศของไทยต่อลาว และต่อมายังเคยดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต และเอกอัคราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ กรุงฮานอย มาก่อนแล้ว ทูตพิษณุยังเป็นนักเขียนมีชื่อ และเคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับลาวไว้หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น "เสน่ห์ภาษาลาว" “กงสุลไทยในเมืองลาว" และที่สำคัญคือเป็นผู้แปล "ในความทรงจำของพูมี วงวิจิต" ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของหนึ่งในผู้นำระดับสูงสุดของพรรคประชาชนปฏิวัติและ สปป.ลาว

การแปลหนังสือจากลาวเป็นไทย นอกจากจะต้องเข้าใจภาษาลาวอย่างลึกซึ้งแล้ว ผู้แปลยังต้องหาข้อมูลแวดล้อมเพิ่มเติม ทั้งที่เป็นเอกสารและมุขปาฐะ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับบริบทในขณะนั้นๆ ซึ่งจะทำให้การแปลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นั่นน่าจะช่วยให้ทูตพิษณุ "รู้ตื้นลึกหนาบาง" ของลาวอย่างทะลุปรุโปร่ง

ทูตพิษณุได้ช่วย Conceptualize ยุทธศาสตร์การทูตของไทยต่อลาวให้เราฟังว่ามีอยู่ 3 ข้อ ที่ยึดถือมาโดยตลอดคือ ต้องทำให้ลาวเชื่อใจและไว้ใจไทย ต้องช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้ลาวมั่นคงแข็งแรง และจับมือก้าวเดินไปด้วยกันในระดับภูมิภาคและระดับโลก

"ทำอย่างไรที่จะให้ลาวมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ไว้ใจในตัวเรา กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะครั้งหนึ่งเราอาจจะห่างเหินกันไปในยุคสงครามเย็น เนื่องเพราะความเห็นทางการเมืองต่างกัน แต่สายใยเราไม่ได้ขาดจากกัน และเมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น ความสัมพันธ์ก็ฟื้นดีขึ้นเรื่อยๆ ผมว่าเรื่องนี้ Innovative มาก

เมื่อมีความไว้วางใจกันแล้ว ต่อไปก็คือทำอย่างไรที่จะให้ลาวมีความมั่นคงแข็งแรงเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน เราต้องช่วยเขา ยิ่งลาวแข็งแรงเท่าไหร่ ยิ่งเป็นประโยชน์กับไทยในแง่ของความเป็นเพื่อน คือเราอยู่บ้านติดกัน ถ้าเขาร่ำรวยมีเงินมีทอง เขาก็ต้องมาจับจ่ายใช้สอยในบ้านเรา หรือถ้าเขามีความมั่นคงแข็งแรงไม่มีเรื่องมีราว เพื่อนบ้านก็สงบสุขไปด้วย เราจะรวยคนเดียวอยู่ในหมู่เพื่อนบ้านที่จนทั้งหมดมันเป็นไปไม่ได้

และเมื่อได้สองอย่างนั้นแล้ว ขั้นต่อไปคือเราจะเดินร่วมกันไปในระดับภูมิภาคและระดับโลกยังไง เช่นในอาเซียน ในกรอบอนุภูมิภาคต่างๆ แม่น้ำโขง ฯลฯ เราต้องเดินไปด้วยกัน สั้นๆ ง่ายๆ"

ทูตพิษณุยังชี้ให้พวกเราเห็นความสำคัญของลาวต่อไทยและไทยต่อลาวในเชิงเศรษฐกิจโดยยกตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่า

ผมทำงานเกี่ยวกับลาวมา 20 ปี เริ่มจากเป็นผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก และเคยเป็นกงสุลใหญ่ที่สะหวันะเขต 3 ปี แต่หลังจากย้ายไปอยู่ที่อื่น 10 ปี และเพิ่งกลับมาลาวอีกครั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมพบว่ารายได้ต่อหัวของคนลาว (Per Capita Income) เพิ่มขึ้นสองเท่า จากหกเจ็ดร้อย (เหรียญสหรัฐฯ) ขึ้นมาเป็นพันกว่า และมูลค่าการค้าระหว่างไทยลาวก็เพิ่มขึ้นมาก ตัวเลขปีที่แล้วประมาณ 150,000 ล้านบาท โดยเป็นการค้าชายแดนประมาณ 130,000 บาท ขยายตัวเกือบ 25% จากปีก่อนหน้า และผมคิดว่ายังมีตัวเลขที่ไม่ได้บันทึกอีกจำนวนหนึ่งมากพอสมควรที่เกิดจากการข้ามไปซื้อสินค้าจากไทยของคนลาวโดยตรง ทั้งจากเวียงจัน คำม่วม สะหวันนะเขต และตามชายแดน แต่ตัวเลขเหล่านั้นมันถูกบันทึกไว้เป็นยอดการค้าภายในของไทย แต่มีคนเล่าให้ผมฟังว่า วันที่เปิดห้าโลตัสที่หนองคายนั้น ยอดขายสูงสุดในประเทศไทย ผมจึงคิดเอาเองว่ายอดตัวเลขกลุ่มนี้อาจจะเกินพันล้าน....และในทางกลับกัน ตัวเลขนักท่องเที่ยวของลาวปีที่แล้วมีประมาณ 3,300,000 คน ในจำนวนนั้นเป็นคนไทย 2,000,000 ล้านคน ลองสมมุติว่าใช้จ่ายกันเฉลี่ยสักคนละ 1,000 บาท เอาแค่ต่ำๆ เพียงแค่นี้ก็จะเห็นว่ารายได้ที่ลาวได้ก็ไม่น้อย...”

นี่ยังไม่นับความสำคัญต่อกันในเชิงการลงทุนซึ่งการลงทุนของไทยในลาวส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ ทั้งในเชิงของการช่วยพัฒนาการเกษตร พลังงาน และอุตสาหกรรมให้กับลาว

แน่นอน การเติบโตแนวนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อลาวและไทยแน่นแฟ้นต่อกันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

อันที่จริงไทยกับลาวนั้นใกล้ชิดกันมาแต่ไหนแต่ไร ก่อนที่จะมี ASEAN หรือก่อนที่จะมีประเทศไทยและประเทศลาวด้วยซ้ำไป

เพราะไทยลาวนั้นมีรากเหง้าเดียวกัน บรรพบุรุษของเรามาจากแหล่งเดียวกัน และมีสายเลือดใกล้เคียงกัน แม้แต่ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต โลกทัศน์ ความคิด ความเชื่อ ก็ใกล้เคียงกัน มากกว่าชาติอื่นใดทั้งสิ้น และยิ่งการเติบโตแพร่หลายของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต โซเชี่ยลมีเดีย ความรู้สึกใกล้ชิดที่มีต่อไทยยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะในหมู่คนลาวรุ่นใหม่ที่เสพสื่อไทยตลอดเวลา

ทูตพิษณุเรียกความแนบชิดแบบนั้นว่า "COMPLEMENTARITY”

ผมพูดกับผู้คนเสมอว่าสิ่งนี้แหละคือ Asset ของไทย และมันเป็น Advantage ด้วย พวกเรามีรากเหง้าเดียวกัน วัฒนธรรม ภาษา โลกทัศน์ และเราก็ใกล้ชิดกันมาก ญาติพี่น้องก็มีอยู่ทั้งสองฝั่ง สมัยผมอยู่สะหวันนะเขต ปีใหม่คนไทยข้ามไปเยี่ยมพี่น้องในลาวไม่น้อย คนไทยก็ชอบมาลาว คนลาวก็ชอบมาไทย กินอาหารก็อร่อย" ขากล่าวเสริม

ยิ่งต่อไป เมื่อการรวมตัวกันภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจ AEC เป็นผลสำเร็จ มันก็จะเกิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งต่อไทยและต่อลาว

AEC เป็นเรื่องของความร่วมมือ ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน ร่วมมือเพื่อให้เกิด Competitive Advantage ต่อไปการเคลื่อนของทุน สินค้า และคน มันจะมีอุปสรรคน้อยลง โอกาสจะเกิดขึ้นได้หลายทาง ที่เห็นๆ ก็ในเชิง Connectivity เพราะลาวจะกลายเป็นทางศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง ไปเขมร ไปเวียดนาม ไปจีน...และคนลาวเขามองเราว่าก้าวหน้ากว่าเขา ดังนั้นเราต้องสนับสนุนให้เขาแข็งแรงขึ้น ให้เขาก้าวขึ้นมาเทียบเท่ากับเรา อย่าไปคิดว่าจะไปแข่งอะไรกับเขา AEC เป็นเรื่องของความที่จะต้องเดินไปด้วยกัน เดินไปพร้อมกัน"

ก่อนจากกัน MBA ได้ถามว่าจุดสำคัญที่จะประสบความสำเร็จในลาว หากต้องการมาลงทุน ร่วมทุน หรือค้าขาย หรือทำงาน หรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับลาวคืออะไร

ทูตพิษณุตอบขึ้นมาทันทีว่า "ความเข้าใจ"

นักธุรกิจและนักลงทุนไทยมีความเข้าใจต่อลาวน้อยมาก โดยเฉพาะความเข้าใจต่อระบบปกครองของลาว ซึ่งต่างกับไทยโดยสิ้นเชิง

ต้องถอดแว่นของเราออกก่อน และสวมแว่นของเขามอง"

การตัดสินใจทุกเรื่องในลาวย่อมต้องมาจากศูนย์กลางพรรค ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีหรือสภาฯ หรือข้าราชการ ดังนั้นการศึกษาถึงที่มาที่ไปของระบบปกครองของเขาจึงจำเป็นมาก อย่างการเจรจาต่อรอง หรือลงมือทำสัญญาต่างๆ จะได้ “ถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา”

และอย่าลืมว่าข้อมูลต่างๆ ในลาวเป็นข้อมูลที่ถูกควบคุม ลาวไม่มีฝ่ายค้าน หนังสือพิมพ์ต่างๆ ไม่นิยมวิจารณ์รัฐบาลเหมือนบ้านเรา" เขากล่าวเสริม

MBA คิดว่าความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรมก็จำเป็น

เท่าที่เราสังเกตุ คนลาวไม่ชอบให้ใครมาดูถูก มาเหยียด มาข่ม และจะ Sensitive กับคนไทยค่อนข้างมาก

ในหนังสือ "ในความทรงจำของพูมี วงวิจิต" ที่ทูตพิษณุเป็นผู้แปล มีข้อความตอนหนึ่งที่ท่านพูมีเขียนไว้เองว่า "การที่ข้าพเจ้าตัดสินใจหนีจากแผ่นดินลาวอพยพไปอยู่ประเทศไทย ไปทำสวนยาสูบ ภายใต้การดูถูกเหยียดหยามของนายทุนเจ้าของเตาบ่ม....”

ดังนั้น นอกจากต้องระมัดระวังแล้ว "จุดสำคัญที่จะทำให้เขาไว้ใจเรา คือเราต้องจริงใจ ต้องทำอย่างที่พูด ถ้าอยากจะให้เขาทำกับเราอย่างไร ก็ต้องทำกับเขาแบบนั้นด้วย สิ่งไหนที่เราไม่ชอบก็อย่าไปทำกับเขา" ทูตพิษณุฝากบอกกับเรา


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน ก.พ. 2557



สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม มือทองสองฝั่งโขง


สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม เป็น Investment Banker ที่ไฟแรงมากๆ

ไฟแรงขนาดที่เมื่อเราอยู่ใกล้ๆ จะรู้สึกได้ถึงความระอุที่พร้อมจะปะทุออกมาทุกเมื่อ

และไอ้ที่ครุกรุ่นอยู่ในอกนั้น มันคือความคิดสร้างสรรค์ ที่เกิดจากการเห็น สังเกตุ ขบคิด วิเคราะห์ และคำนวณโอกาสเชิงธุรกิจ ซึ่งสมภพมักมองออกก่อนใครและพร้อมที่จะเสี่ยงดูสักตั้ง

ความคิดสร้างสรรค์ของสมภพเกิดจากวิธีมองโลกที่แตกต่าง

เขามองโลกแบบ Bottom-Up

เขาจึงเห็นโอกาสที่แฝงตัวอยู่ในตลาดฐานราก

กลยุทธ์ของเขาก็เป็น "กลยุทธ์จากเบื้องล่าง"

จึงไม่แปลกที่ APM (Asset Pro Management) ของเขาจะสามารถชนะใจเจ้าของกิจการ SME ในต่างจังหวัด จนวางใจให้เขาเป็นที่ปรึกษาการเงินเพื่อปรับโครงสร้างและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยฯ

จนถึงปัจจุบัน APM ของสมภพ นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด MAI มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท

กลยุทธ์ของสมภพเป็นแบบ "ป่าล้อมเมือง" เน้นการให้ความรู้กับผู้ประกอบการต่างจังหวัด โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยตามหัวเมืองจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินและตลาดทุน เพื่อสร้าง Awareness และ Recruit ลูกค้าไปในตัว แล้วค่อยๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการให้คำปรึกษาด้วยความจริงใจ ด้วยความเข้าอกเข้าใจลูกค้า เติบโตไปกับลูกค้า และเมื่อลูกค้าพร้อม ก็จะแนะนำให้ระดมทุนด้วยวิธีใหม่ๆ และทดลองใช้เครื่องมือทางการเงิน (Financial Instruments) สมัยใหม่ที่เหมาะกับ Pattern การใช้เงินและกลยุทธ์การเติบโตของลูกค้า

สมภพเป็น Banker ที่โตมาจากฐานราก

เขาต่างจาก Investment Banker ส่วนใหญ่ที่มาจากตระกูลเก่าแก่ที่มีสายสัมพันธ์กว้างขวาง และคลุกคลีอยู่กับส่วนบนของสังคม

นามสกุลของผมไม่ได้ใหญ่โต ผมจึงต้องอาศัยการทำงานหนัก ผมรู้ว่าผมต้องทำหนักกว่าคนอื่นหลายเท่าจึงจะเกิดได้" เขาเคยกล่าวกับเรา

เขาเป็นเด็กต่างจังหวัด เกิดในครอบครัวคนจีนที่นครสวรรค์และเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนจะเริ่มชีวิต Banker ที่กสิกรไทย แล้วค่อยไปต่อ MBA ที่ฟอริดา และเคยร่วมงานกับหลักทรัพย์ยูเนี่ยน

วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ได้เปิดโอกาสให้ Banker จำนวนหนึ่ง ให้สามารถผันตัวเองออกมาตั้งบริษัทให้คำปรึกษาทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้

สมภพก็เริ่มจากจุดนั้น

ความอ่อนน้อมถ่อมตน หลีกเลี่ยงการโต้เถียงหรือพูดถึงคนอื่นในแง่ไม่ดี ประกอบกับการทำงานหนัก กัดติด สร้างทีมงานที่เข้มแข็งและทุ่มเทเหมือนกับเขา ทำให้กิจการของเขาค่อยๆ เติบโตขึ้นในวงการ

ประกอบกับการพูดปากต่อปากในหมู่ลูกค้าด้วยกันเอง ถือเป็น Buzz ที่ช่วยการันตีให้สมภพได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกในรอบสิบกว่าปีมานี้ ที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายดอลล่าร์อ่อน ทำให้เงินทุนไหลมาสู่ Emerging Market ช่วยเพิ่มระดับราคาสินทรัพย์ในบ้านเรา ทำให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ประกอบกับรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริม SME โดยเปิดตลาด MAI เท่ากับเป็นปัจจัยบวกต่อ APM และ Play on Strength ของสมภพโดยตรง

Key Success Factor ของสมภพคือความสามารถในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกค้ามีต่อเขาและ APM

สมภพเป็นคนง่ายๆ และเป็นนัก Entertain พูดจาตรงไปตรงมา และแสดงความจริงใจแบบ "ลูกทุ่งๆ"

เขามีวิธีทำให้ลูกค้าพอใจและหัวเราะได้เสมอ และเขาก็ไม่ใช่ Banker ประเภท "เต๊ะจุ๊ย" ที่พูดไทยคำอังกฤษคำ จิบไวน์ ใส่สูท และรองเท้าต้องมันวับอยู่ตลอดเวลา

เขาเป็นพวกติดดิน ถลกแขนเสื้อ และพร้อมที่จะลุยดินลุยโคลน

บุคลิกแบบนี้บวกกับความเข้าใจในหัวอกผู้ประกอบการขนาดเล็กขนาดกลางซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนจีนในต่างจังหวัดและเป็น Family Business ประกอบกับความเชี่ยวชาญทางการเงินของเขา จึงช่วยชนะใจเจ้าของกิจการเหล่านั้นได้

ในเชิงการจัดการ สมภพก็ใช้วิธี Bottom-up เช่นเดียวกัน

นั่นจึงทำให้ลูกน้องรัก ผูกพัน และภักดีต่อองค์กร ทำให้องค์กรมีความต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในธุรกิจ Investment Banking

สไตล์การมองโลกจากเบื้องล่างของเขานี่เอง ที่ทำให้เขาเห็นโอกาสในลาวแต่เนิ่นๆ และเข้ามาลงทุนก่อตั้ง APM (Laos) จนปัจจุบันได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้ใหญ่ในแวดวงตลาดทุนของลาว

เขา Foot-in-the-door โดยการให้ความรู้ จัดสัมมนาร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็นผู้บรรยายพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติ

และด้วยบุคลิกและสไตล์ของเขา เขาจึงเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ชื่อเสียงของสมภพและ APM (Laos) เริ่มกระจายไปในหมู่นักธุรกิจของลาวผู้มีศักยภาพว่าจะสามารถแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

เขาให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ลูกค้ารายใหญ่มาได้สักระยะหนึ่งแล้วจำนวน 2 ราย และคาดว่าจะมีเพิ่มอีกหลายรายในปีนี้

คนลาวส่วนใหญ่เป็นคนง่ายๆ ติดดิน และจริงใจ เหมือนคนต่างจังหวัดของเรา แต่ก็มี Reservation ต่อคนไทย เพราะกลัวว่าเราจะไปเอาเปรียบหรือดูถูกเขา ดังนั้น การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ

นับว่าสมภพ อยู่ถูกที่ ถูกเวลา แล้ว

สมดังที่เดชพูวังแห่งตลาดหลักทรัพย์ลาว ให้ฉายาเขาว่า "มือทองสองฝั่งโขง"

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน ก.พ. 2557

ตลาดหุ้นลาว ดาวฤกษ์ที่ค่อยๆ “รุ่ง”



คิดจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้รุดหน้ากว่าที่เป็นอยู่ แต่ด้วยเหตุที่มีเงินลงทุนน้อย จำนวนประชากรน้อย จะขยับไปทางไหนก็ลำบาก พรรคประชาชนปฏิวัติลาวจึงได้มีมติให้ก่อตั้ง “ตลาดหลักทรัพย์ลาว (Lao Securities Exchange : LSX) ขึ้น เพราะเห็นความจำเป็นในการมีตลาดทุนเพื่อระดมเงินลงทุนในระยะยาว ตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี (2006-2010) ครั้งที่ 6

ในปี 2009 มีการเซ็นสัญญาร่วมลงทุนเกิดขึ้น ระหว่างธนาคารแห่ง สปป. ลาว ถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ และให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ เข้ามาถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเกาหลีใต้สนใจจะให้ความช่วยเหลือ โดยเข้ามามีบทบาทด้านการลงทุน การดูแลระบบซื้อขายและไอที

เพื่อนบ้านอย่างไทยก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือด้วยการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ แต่ในช่วงวางรากฐาน ตลาดหลักทรัพย์ลาวบริหารงานโดยคน 3-4 กลุ่ม แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ศูนย์กลางพรรคฯ จึงเสนอให้ รศ.ดร.เดดพูวัง มูลรัตน์ ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป. ลาว เข้ามาเป็น ประธานกรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์ลาว 

รศ.ดร.เดดพูวังเห็นบทเรียนจากการบริหารงานที่ผ่านมาจึงตั้งเงื่อนไข 2 ข้อ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ข้อแรก ตลาดหลักทรัพย์ลาว “ต้องเป็นเอกราช” หมายถึง ต้องมีอิสระในการคิดริเริ่มและในการดำเนินงาน และข้อสอง “ต้องให้ Facilities” เพราะปรารถนาให้ตลาดหลักทรัพย์ลาวเป็นอิสระจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บริหารงานได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางรัฐบาลลาวเห็นชอบ รศ.ดร.เดดพูวังจึงเดินเครื่องเต็มที่ กระทั่งตลาดหลักทรัพย์ลาวได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2553 (10-10-10) และเปิดให้มีการซื้อขายหุ้นได้จริงตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2554 (11-01-11)

ท่านเดชพูวังทำงานด้านบัญชีมาโดยตลอด และเคยเป็นผู้วางระบบบัญชีให้กับลาวมาก่อน จึงมีความเข้าใจเรื่องบัญชีอย่างลึกซึ้ง ทั้งในระบบบัญชีแบบเดิมที่ลาวใช้อยู่และระบบบัญชีที่เป็นสากล ท่านจึงมีข้อมูลเศรษฐกิจของลาวในระดับจุลภาคอยู่ในมือ เห็นภาพรวมและศักยภาพของกิจการลาวว่าตรงไหนแข็งตรงไหนมีศักยภาพ นับเป็นคุณสมบัติที่เหมาะมากกับการบุกเบิกตลาดทุนในระยะแรก

จนถึงวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ลาวมีบริษัทจดทะเบียนแล้ว 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าลาว มหาชน (EDL-Gen) และ ธนาคารการค้าต่างประเทศลาว มหาชน (BCEL) และมีบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิก (Brokerage Firm) แล้ว 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ล้านช้างมหาชน (Lanexang Securities Public Company : LXS) บริษัทหลักทรัพย์ บีซีอีเอล-เคที จำกัด (BCEL-KT Securities Company Limited) บริษัทหลักทรัพย์ลาว-ไชน่า (Lao-China Securities Company) และบริษัทหลักทรัพย์ เอพีเอ็ม ลาว จำกัด (Asset Pro Management (Lao) Securities Co., Ltd) ซึ่งเป็นของสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม นักการเงินฝั่งไทย 

ถ้าเทียบกับจำนวนหลักทรัพย์ในตลาดไทยซึ่งมีหลายร้อยบริษัทแล้ว ที่กว่าจะเติบโตมาถึงวันนี้ก็ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี ลาวก็คงรู้ว่ายังต้องอาศัยเวลาอีกพักใหญ่กว่าอะไรๆ จะ Take-Off

ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งนอกจากจำนวนหลักทรัพย์และสภาพคล่องการซื้อขายต่อวันแล้ว ปัจจุบันการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ (Foreign Limit) ซึ่งลาวกำหนดไว้ว่าให้ได้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ติดเพดานไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถดึงเงินเข้ามาในระบบเทรดเพิ่ม แต่มองอีกแง่หนึ่งก็แสดงว่านักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าถือหุ้นของกิจการทั้งสอง

ในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ลาวอาจเปิดช่องโดยให้มีหลักทรัพย์รูปแบบใหม่ที่เป็น Non-voting Rights เพื่อดึงความสนใจและเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนอีกทางหนึ่ง คือให้ชาวต่างชาติซื้อขายหุ้นหรือกองทุน ฯลฯ ที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยนักลงทุนจะได้รับเงินปันผล แต่ไม่สามารถโหวตหรือออกเสียงใดๆ ได้ นับเป็นการแก้ปัญหาที่ Innovative มาก หากทำได้สำเร็จ

ขณะที่ช่วงขึ้นลงของราคา ซึ่งตลาดฯ กำหนดให้มีความเคลื่อนไหวได้ไม่เกินบวกลบ 5% จัดว่าน้อยมาก และในสายตาของนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงอาจหันหลังให้หากไม่ปล่อยให้ราคาหวือหวาได้บ้าง

ต่อประเด็นนี้ ท่านเดดพูวังคาดว่าจะขยายช่วงเพิ่ม แต่ต้องพิจารณาจากจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตก่อน เพราะตอนนี้มีบริษัทจดทะเบียนเพียงแค่ 2 บริษัท ยังน้อยเกินไปที่จะวางแผนให้แน่ชัด แต่มีสิ่งที่ทำได้คือ ใช้ยุทธศาสตร์ 2 ข้อในการพัฒนาตลาดทุน คือ ต้องเพิ่ม Maximize Liquidity” หรือเพิ่มสภาพคล่องให้มากขึ้น และต้อง Modernize IT” พัฒนาด้านไอทีให้ทันสมัย

ถามถึงก้าวต่อจากนี้ รศ.ดร.เดดพูวังแห่งตลาดหลักทรัพย์ลาวบอกเราแบบภาษาลาวปนไทยว่า

เฮาได้ตั้งวิชั่นไว้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ต้องเป็นหนึ่งที่มีมาตรฐานสากล ปัจจุบันเฮาค่อยยกระดับไปทีละขั้น แต่เฮาจะมีสเต็ปเข้า AEC ก่อน อย่างน้อยหลังปี 2015 ถึงจะกล้าไปสู่มาตรฐานโลก โดยเฮาจะเว่าเรื่องกฎหมายก่อน กฎหมายต้องมีมาตรฐานสากล นี่เฮาก็ยกดำรัสมาเป็นกฎหมายให้ไปตามเงื่อนไขของสังคมอยู่ เรื่องบริษัทหลักทรัพย์ จำเป็นต้องเพิ่มบริษัทหลักทรัพย์ เพราะแสดงถึงความยืนยงในระยะยาว ผมเป็นรองศาสตราจารย์เลยหันกลับคืนมาทำรีเสิร์ช รีเสิร์ชแล้วทั้งเมิดมี 9,000 หน่วยกิตที่เสียอากร (9,000 บริษัทที่เสียภาษี) ยังเหลือ 1,068 หน่วยที่เห็นหว่าพอเป็นการเซอร์เวย์ได้ และพอเซอร์เวย์เข้าไปลึกๆ มีก็แต่ 30 บริษัท ถามแท้ๆ ยังบ่ทราบที่สมัครใจ อยู่ในซาวที่สมัครใจนั้น เฮาก็ได้ไปค้นพบตัวจริงเวลาที่เขาเสนอมา เงื่อนไขจริงที่ยากที่ซุดคือ เรื่องการบัญชี บัญชีก็เว่าเรื่อง External & Internal Audit เป็นหัวใจ อันที่สองเว่าเรื่อง Good Governance (ธรรมาภิบาล) ของเขายังบ่ค่อยเข้มแข็ง ต้องออกแฮงสูงสมควร”

ฟังแล้ว ก็เห็นถึงศักยภาพ

อยู่ที่ว่าจะแต่งตัวได้รวดเร็วทันใจกันได้แค่ไหน


ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน ก.พ. 2557

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วัดทะนา ดาลาลอย ตลาดทุนลาวอยู่ในมือท่านแล้ว



ความรู้สึกแรกเมื่อเราทราบว่าจะได้พบหัวหน้าสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คลต.) ของลาว ซึ่งมีสถานะเป็น “ผู้คุมกฎ” ทั้งมวลในตลาดทุนนั้น เรานึกว่าท่านต้องมีลักษณะน่ากลัว เพราะยิ่งเป็นผู้คุมกฎของประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีระบบปกครองอันเข้มงวดด้วยแล้ว ภาพของท่านในใจเราถึงขั้นดุร้ายและน่าขนลุกเลยทีเดียว

ผิดคาด!

วัดทะนา ดาลาลอย เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่หน้าตาและกริยานุ่มนวลน่ารัก ทว่าก็สง่างาม เพรียบพร้อมอย่างกุลสตรี และยิ่งได้สนทนากับเธอไปเรื่อยๆ ก็รู้ว่าเธอนั้นรอบรู้ และแม่นยำในภูมิรู้ทางการเงินและตลาดทุน

พื้นฐานการศึกษาทั้งทางด้าน Political Economy และ International Economics จากมอสโค โตเกียว และบอสตัน แถมประสบการณ์กับ IFC ในวอชิงตันดีซีอีก ปี และ 15 ปีในธนาคารชาติลาว ก่อนจะผันตัวเองมาร่วมก่อตั้งตลาดทุนจนถึงขณะนี้ก็ ปีแล้ว ย่อมการันตีคุณภาพเทคโนแครตของเธอได้

แต่เนื่องจากตลาดทุนลาวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทั้งจำนวนและชนิดของหลักทรัพย์ ตลอดจนกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ประกาศใช้แล้ว ทำให้เรามองเห็นจำนวนงานที่รออยู่ข้างหน้า ท้าทายเธอและสำนักงานแห่งนี้อยู่อีกเป็นกองพะเนินเทินทึก

ปัจจุบันนี้ถ้าเบิ่งตามผลิตภัณฑ์แล้ว หุ้นก็ยังจำกัดหลาย คือพวกเฮามีแต่หุ้นสามัญเพียงอย่างเดี๋ยว ในปี 2014 พวกเฮาคาดว่าจะสามารถวางเงื่อนไขทางด้านนิติกรรม อำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทที่สนใจออกหุ้นกู้ (Corporate Bondซึ่งอาจได้ในลักษณะ Private Placement ก่อน และเมื่อมีการตั้ง Credit Rating Agency แล้ว คงจะทำได้ครบถ้วนยิ่งขึ้นเธอกล่าว

นอกจากนั้น คลต.ยังมีแผนที่จะพัฒนาตลาดแรกและตลาดรองพันธบัตรรัฐบาล (Government Bondให้สำเร็จเป็นระบบให้ได้ภายในปีนี้ และคาดว่าจะออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกองทุนรวม (Mutual Fundและใบอนุญาติบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (Asset Management) ได้ภายในปีนี้เช่นเดียวกัน เพื่อเตรียมรองรับการออกจำหน่ายหน่วยลงทุนให้กับประชาชนให้ได้ภายในปี 2015

ในแง่ของ Scheme การสนับสนุนวิธีระดมทุนของโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่หลายโครงการและกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกมากในลาวนั้น เธอกล่าวว่ากำลังศึกษารูปแบบกันอยู่ก่อนจะเสนอให้รัฐบาล ระหว่างที่จะให้ออกเป็น Infrastructure Fund หรือ Bonds หรือให้ใช้วิธีจัดตั้งบริษัทเฉพาะกาลขึ้นมา (Special Vehicle Purpose)

อีกทั้งยังมีงานปรับปรุงทางด้านมาตรฐานบัญชี ซึ่ง คลตเตรียมจะออกเป็นนิติกรรมว่าบริษัทจดทะเบียนฯ ต้องปฏิบัติตามรายงานการเงินสากล (IFRSโดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้เลย โดยบริษัทเข้าใหม่จะอนุโลมให้ ปี

นอกจากนั้น ยังมีงานทางด้าน Corporate Good Governence ที่คาดว่าจะออกเป็น Manual ได้ในเร็ววัน และทางด้าน Back Office โดยเฉพาะธุรกิจ Custodian ซึ่งจะรองรับการลงทุนของต่างประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความสะดวกมากขึ้น

อีกทั้ง Takeover Code ที่อาจจะต้องพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันยังติดเพดานการถือหุ้นอยู่เพียง 10% (Foreign Limit)

เมื่อถามถึง Warrants และโครงการหุ้นพนักงาน (ESOPเธอว่า "พวกเฮาก็เอาเข้าในแผน แต่ยังไม่ทันได้ลงรายละเอียด แล้วพวกเฮาจะสังเกตด้วยว่า มีความต้องการจาก Private Sector มากแค่ไหน ถ้ามีความต้องการ จะพยายามเขียนระเบียบออกให้ทัน"

ที่สำคัญและหนักหนาในอนาคต เห็นจะเป็นงานโฆษณาเผยแพร่ ให้ความรู้กับนักธุรกิจ นักวิชาชีพหลักทรัพย์ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจจะต้องตั้งเป็นแผนกอบรมโฆษณาเผยแพร่โดยเฉพาะ เพราะเธอเห็นว่าจะเป็นงานที่หนักมาก

ขณะนี้ คลตกำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาตลาดทุนระยะ 10 ปี โดยจะเริ่มปี 2015-2025 และจะแบ่งช่วงแห่งการพัฒนาออกเป็น ช่วง ซึ่งแผนนี้ถือเป็นแผนแม่บทที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาของตลาดทุนลาวในอนาคต

ต่อประเด็น AEC นั้น เธอว่าลาวจะได้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อของภูมิภาค ทั้งในเชิงโอกาสในการระดมทุนและในเชิงการเลือกสรรค์เอาสิ่งที่เพื่อนบ้านทำสำเร็จแล้วมาเป็นบทเรียน

"เรื่อง AEC เบิ่งเฉพาะในตลาดทุน พวกเฮาจะได้รับผลประโยชน์ในแง่ของกฎเกณฑ์ต่างๆ อันใดที่เห็นว่าใช้ได้ จะจับมาใช้เลย เฮ็ดให้พวกเฮาเชื่อมโยงกับอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว Cross Border Issuing, Cross Border Leasing, Linkage Exchange ในระดับของอาเซียน ซึ่งต้องมีระบบ Infrastructure ต่างๆ อาจจะมี 5-6 ประเทศรวมตัวกัน พวกเฮาก็จะไปทางนี้ แต่อยู่ในขอบเขตของ สปปลาว ในอนาคต อีก 2-3 ปี ข้างหน้า พวกเฮาต้องพยายามให้เข้ากับภาคพื้น และระบบนิติกรรม สภาพของสปป.ลาว พวกเฮาคงค้นคิดทฤษฎีใหม่ไม่ได้ เพราะตลาดทึนมีมา 2-3 ร้อยปีแล้ว แต่พวกเฮาเลือกเอาของที่ข้าเจ้าทำสำเร็จแล้วมาใช้ให้เหมาะกับสภาพของลาวได้” เธอกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่เราจะจากมา

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือน ก.พ. 2557