วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

FED จะทำอะไรต่อ เมื่อหยุด QE



เมื่อเจ้าภาพสั่งถอย


สิ่งที่ตลาดหุ้นทั่วโลกหวาดกลัวและหวั่นวิตกมากนับแต่นี้คือการถอนตัวของธนาคารชาติสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve ที่มักเรียกกันในชื่อเล่นว่า Fed

นักลงทุน นักเล่นหุ้น และผู้เกี่ยวข้องกับตลาดเงินตลาดทุนทุกคนรู้ดีว่า ในรอบหลายปีมานี้ โครงการ QE ของ Fed เป็นยาดีที่ช่วยดันราคาหุ้นและราคาพันธบัตรตลอดจนราคาสินทรัพย์ทางการเงินชนิดอื่นๆ ให้สูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและเกินจริง

อุปมาดั่งงานเลี้ยงที่กำลังสวิงกันสุดเหวี่ยง อาหารเครื่องดื่มไม่อั้น เปิดแชมเปญราดรดกันอย่างสนุกสนาน เคล้าเสียงเพลงกันอย่างอึกทึกครึกโครม จุดพลุปล่อยสายรุ้งกันขวักไขว่เคว้งคว้าง มองไปทางไหนมีแต่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เมามายกันได้ที่...  แต่ก็ยัง Up & Up & High และยังอยากจะอิ่มเอมเปรมปรียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ... ฯลฯ

ทว่า ต้องมาหยุดลงกลางคันเพราะเจ้าภาพประกาศว่าถึงเวลาต้อง "บ้านใครบ้านมัน" แล้วทะยอยยกข้าวปลาอาหารและเครื่องดื่มออกไป

เผื่อใครยังไม่รู้หรือเพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งแรก ก็ขอบอกว่า QE หรือ Quantitative Easing เป็นชื่อของโครงการที่ Fed จะรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลและของวิสาหกิจ (หรือกระทรวง) ต่างๆ (เช่น ตั๋วเงินคลังและ Mortgage-backed Securities โดยจะเป็นการซื้อผ่านตลาดรอง) ทุกๆ เดือน ราวๆ เดือนละไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (เคยเพิ่มวงเงินขึ้นไปมากถึงเดือนละ 85,000 ล้านเหรียญฯ ในช่วงปีที่แล้ว) โดยเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2553 และเพิ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง (ตุลาคม 2557)

ประมาณกันว่าจำนวนเงินที่ใช้ไปในโครงการนี้รวมๆ แล้วก็ไม่ต่ำกว่า 3.6 ล้านล้านเหรียญฯ และเมื่อรวมกับจำนวนเดิมของโครงการที่เคยช่วยเหลือสถาบันการเงินและกิจการต่างๆ ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 (วิกฤติซับไพร์ม) ใหม่ๆ ก็รวมได้ประมาณ 4.5 ล้านล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 140 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณเกือบ 14 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทย

นั่นเป็นมูลค่าคร่าวๆ ของ Bond Portfolio หรือตราสารที่ Fed ถือครองไว้เพื่อการนี้ ซึ่ง Fed ขอสงวนไว้ว่ายังจะใช้เป็น "หมัดเด็ดเชิงนโยบาย" ในอนาคต ดังจะกล่าวต่อไป

ความหมายของนโยบาย QE นี้ พูดให้ถึงที่สุดแบบชาวบ้านคือรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินมาให้ตัวเองเอาไปใช้นั่นเอง โดยทำทีว่าให้รัฐบาลกู้เงินจากธนาคารกลาง แต่โดยเนื้อแท้แล้วธนาคารกลางก็คือรัฐบาล เท่ากับรัฐบาลกู้เงินตัวเอง แบบว่าจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวานั่นแหละ

ทีนี้รัฐบาลก็เอาไปอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง โดยผ่านโครงการต่างๆ ตามที่รัฐบาลเห็นสมควรและรัฐสภาสหรัฐฯ อนุมัติให้นำไปใช้ได้ เช่นโครงการประกันสุขภาพหรือ Obamacare โครงการป้องกันประเทศ (เช่นใช้สนับสนุนสงครามอิรัก อัฟกานิสถาน และตะวันออกกลาง) และโครงการโอบอุ้มสถาบันการเงินและอุตสาหกรรมหลักบางอุตสาหกรรม เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น

แน่นอน รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจทำแบบนี้เพราะต้องการอุ้มตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจไม่ให้ล่มสลายและหวังว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้น 

ท่านผู้อ่านที่ติดตามสถานการณ์มาตลอด ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าหลังจากอัดฉีดเงินเข้าไปทุกๆ เดือน เป็นเวลา 4 ปีเต็ม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผลงานกลับมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย ทั้ง GDP, อัตราการจ้างงาน, อัตราเงินเฟ้อ, อัตราเพิ่มของรายได้ครัวเรือน ทั้งหมดนั้นดูแล้วน่าพอใจสำหรับ Fed ถ้าพิจารณาจากคำแถลงล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ของเดือนที่ผ่านมา

และท่านผู้อ่านที่ติดตามสถานการณ์มาตลอด ย่อมรู้อยู่แก่ใจอีกเช่นกันว่านโยบาย QE นี้ มันยังส่งผลข้างเคียงที่เป็น Side Effect อีกหลายประการ ที่สำคัญคือมันได้กดดันอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของสหรัฐฯ ให้เหลือเกือบศูนย์เปอร์เซนต์และทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวถูกควบคุมไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงและขึ้นไม่ได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นและราคาพันธบัตรเขยิบสูงขึ้นเกือบทั่วทั้งโลก ทั้งยังช่วยดันราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์และของสะสมอีกเป็นจำนวนมาก 

อสังหาริมทรัพย์ใน Emerging Markets และเมืองสำคัญๆ ของโลกก็เขยิบราคาขึ้นอย่างผิดปกติ ทั้งๆ ที่ตัวเลขเศรษฐกิจจริง (อย่างการเติบโตของ GDP, อัตราการจ้างงาน, รายได้ครัวเรือน, อัตราเงินเฟ้อ) ไม่ได้ดีขนาดนั้น (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาวะที่กำลังเป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้)

นโยบาย QE ของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังทำให้เกิดลัทธิเอาอย่าง โดยรัฐบาลของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นเจ้ามือรายใหญ่ของโลกรองจากสหรัฐฯ ก็พากันดำเนินนโยบายก่อหนี้เพื่อเอามาอัดฉีดตามอย่างสหรัฐฯ แถมวัฒนธรรมการก่อหนี้ยังสะพัดไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาคเอกชนและภาคครัวเรือน ที่นิยมก่อหนี้เพื่อไปลงทุนและบริโภค เนื่องเพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างน่าเย้ายวน

เราจึงเห็น "ฟองสบู่" อยู่ทั่วไปหมด โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร

เพราะเงินมันท่วมโลก เมื่อมันหาที่ลงไม่ได้ มันก็ต้องลงไปที่ตลาดหุ้นและ Financial Assets ทั้งหลายเพราะมันง่ายและได้เสียเร็วแถมยังมีสภาพคล่องสูง และในเมื่อจำนวนหุ้นมันมีจำกัด แต่จำนวนเงินที่พร้อมจะมาซื้อมันถูกพิมพ์เพิ่มมากขึ้นทุกๆ เดือน ราคามันย่อมถีบตัวสูงขึ้นไปด้วยตามกฎธรรมชาติ (สังเกตุงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมาว่ามันสะท้อนภาพฟองสบู่ได้ไม่ยาก เพราะพ็อกเก็ตบุ๊คประเภทแนะนำการลงทุนและเล่นหุ้นเต็มไปหมด ผู้เขียนบางคนถึงกับแนะนำให้คนลาออกจากงานมาประกอบอาชีพนักลงทุนอย่างเดียวเลยก็มี โดยจูงใจด้วยคำเท่ห์ๆ ว่า “การมีอิสรภาพทางการเงิน”)

ก็ในเมื่อ ส้มมันมีอยู่ผลเดียว แต่คนที่อยากกินส้มผลนั้นมันมีมากขึ้นและมีเงินในกระเป๋าแยะขึ้น ส้มผลนั้นมันก็ต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดา


(Janet Yallen นับเป็นผู้ว่าธนาคารชาติคนที่ 3 แล้วที่นิยมใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบ นับแต่ Greenspan และ Bernanke)


นโยบายปล่อยผีแบบนี้ยังเอื้อต่อผู้เล่นรายใหญ่โดยเฉพาะพวกวาณิชธนกิจ ธนาคารพาณิชย์ กองทุน โบรกเกอร์ นักเล่นหุ้นรายใหญ่ เศรษฐี และกิจการที่เข้าถึงตลาดทุนได้ เพราะพวกเหล่านี้เข้าถึงเงินได้ง่ายกว่ารายย่อย และพวกเหล่านี้แหละที่ช่วยดันราคาหุ้นและสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไรทั้งหลายให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย ซึ่งผมอยากจะขออ้างคำพูดของบัณฑูร ล่ำซำ เจ้าของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งพูดออกสื่อสาธารณะแบบตรงไปตรงมาเมื่อเดือนที่ผ่านมาในทำนองว่า

"ในช่วงที่ผ่านมาได้มีข้อเสนอให้ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนายบัณฑูรยอมรับว่าในส่วนของธนาคารพาณิชย์อาจทำไม่ได้เต็มที่ โดยการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีทำได้ในกรอบที่จำกัดไม่สามารถปล่อยกู้ได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่แน่ใจเกี่ยวกับกระแสเงินสดของธุรกิจว่าหากปล่อยสินเชื่อไปแล้วอีก 1 ปีข้างหน้าจะได้รับเงินคืนหรือไม่ นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องยากที่จะทำ เพราะการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ถูกตลาดทุนควบคุมอยู่ ทั้งผู้ถือหุ้นและนักวิเคราะห์จะสอบถามในกรณีที่ปล่อยสินเชื่อมากเกินไป

ส่วนกรณีที่ต้องการให้เกิด “สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ในต่างจังหวัด” นั้น นายบัณฑูรกล่าวว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่เข้าใจวัฏจักรชีวิต และเข้าถึงชีวิตในชนบท หรือกลุ่มคนรากหญ้า ทำให้การปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ของธนาคารพาณิชย์แบบลงลึกทำได้ยาก แต่จะทำได้เพียงการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มคนทำงานในเมือง ส่วนกลุ่มคนต่างจังหวัด รัฐคงต้องอุ้มกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ด้วยการช่วยเหลือเป็นครั้งคราว

ทั้งนี้ ตนมองว่าในเรื่องของไมโครไฟแนนซ์ในต่างจังหวัดมีผู้รู้ และกลุ่มที่ดำเนินการอยู่คือ คนที่ค้าพืชไร่ ค้าปุ๋ย คนในกลุ่มนี้รู้วัฏจักรชีวิตในชนบทเป็นอย่างดี แต่เป็นการใช้เงินทุนของตัวเองในการปล่อยกู้ จึงไม่ได้ถูกกำกับดูแลจาก ธปท. นอกจากนั้น ยังมีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ดูแลในเรื่องกลุ่มคนรากหญ้า"  (อ้างจาก ไทยรัฐ วันที่ 17 ต.ค. 57)

เหตุผลทำนองนี้แหละที่นโยบาย QE  ได้ซ้ำเติมปัญหา "ความไม่เท่าเทียม"  หรือช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนให้ถ่างยิ่งขึ้น เพราะมันเอื้อต่ออัตราการเพิ่มของความมั่งคั่งของคนรวย (ที่ส่วนใหญ่ได้มาจาก Capital Gains, ค่าเช่า, ดอกเบี้ย) ในอัตราเร่งยิ่งกว่าอัตราการเพิ่มของรายได้คนจน (ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากเงินเดือนและค่าจ้างเป็นหลัก) นั่นเอง

ถ้าพูดด้วยภาษาของ Thomas Piketty นักเศรษฐศาสตร์ผู้โด่งดังจากงานเขียนขายดี Capital In The Twenty-First Century ก็ต้องบอกว่า r > g (เขาจึงบอกว่าการหาคู่ครองที่มีมรดกแยะย่อมจะสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าการหางานทำดีๆ ที่ได้เงินเดือนสูงๆ เพราะผลตอบแทนที่มาจากกิจกรรมประเภท "เงินต่อเงิน" นั้นย่อมได้มากกว่าผลตอบแทนที่ได้มาด้วยสมองและสองมือ (ในการผลิต))



พักเรื่องความไม่เท่าเทียมไว้ก่อน ท่านผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า การพิมพ์เงินอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจโลกในรอบหลายปีมานี้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาหุ้น ราคาพันธบัตร ราคาของสะสม (รวมถึงพระสมเด็จวัดระฆังและเบญจภาคี) ราคาทองคำและราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ลองคิดในทางกลับกันแบบง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อะไรมาก ว่าถ้าหยุดพิมพ์เงินและหยุดอัดฉีด ราคาสินทรัพย์เหล่านั้นย่อมต้องตกต่ำลง

ถ้าเจ้ามือหยุดเล่น ตลาดก็ต้องวาย และถ้าเจ้าภาพสั่งให้ยกถาดอาหารและเครื่องดื่มออกไปเก็บ งานเลี้ยงก็อาจต้องเลิกรา

แต่ในเมื่อเจ้าภาพไม่อยากให้เกิดอาการเสียขวัญ และไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนทุบฟองสบู่ให้แตกคามือหรือเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนเสียหาย เจ้าภาพจึงใช้วิธีค่อยๆ ถอนตัวออก โดยพูดจากำกวมมิให้คนจับได้ว่าเจ้าภาพจะถอนตัวโดยสิ้นเชิง และทิ้งท้ายแบบชวนคิดว่าพร้อมกลับเข้ามาแทรกแซงเสมอเมื่อชาติต้องการ (ในอนาคต)

ลองพิจารณาคำแถลงของ Fed ตอนประกาศหยุด QE เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมาดู

“The Committee judges that there has been a substantial improvement in the outlook for the labor market since the inception of its current asset purchase program. Moreover, the Committee continues to see sufficient underlying strength in the broader economy to support ongoing progress toward maximum employment in a context of price stability. Accordingly, the Committee decided to conclude its asset purchase program this month. The Committee is maintaining its existing policy of reinvesting principal payments from its holdings of agency debt and agency mortgage-backed securities in agency mortgage-backed securities and of rolling over maturing Treasury securities at auction. This policy, by keeping the Committee’s holdings of longer-term securities at sizable levels, should help maintain accommodative financial conditions.”

ถ้าอ่านที่ผมขีดเส้นไว้ให้ ก็จะจับความได้ว่า พันธบัตรรัฐบาลและ Mortgage-backed Securities ของวิสาหกิจที่ Fed ถืออยู่ใน Portfolio ขณะนี้ เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนแล้ว Fed จะนำเงินต้นที่ได้รับชำระคืนมานั้นกลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารของวิสาหกิจอีกรอบหนึ่ง ถือเป็นการ Roll Over หนี้ก้อนนี้ต่อไปเรื่อยๆ หล่อเลี้ยงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจในระดับนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปสักระยะหนึ่งก่อน (เพราะ Fed ยังไม่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้นนั่นเอง...โปรดสังเกตุคำแถลงในประโยคสุดท้ายที่ว่า “should help maintain accommodative financial conditions”)

เห็นไหมว่า แทนที่เมื่อหยุด QE แล้ว พันธบัตรและมูลหนี้ (และปริมาณเงินที่เคยอัดฉีดเอาไว้ในระบบ) ต้องสูญสลายไปเมื่อตราสารเหล่านั้นครบอายุและรัฐบาลจ่ายหนี้คืนให้กับ Fed แต่ Fed กลับจะไม่ยอมให้มันหยุดลงง่ายๆ ทว่ายังคงต่อลมหายใจของการอัดฉีดให้ยืดยาวไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด (อย่างน้อย ณ ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนด)

นั่นแสดงว่างานเลี้ยงก็ยังไม่เลิกราเลยทีเดียว แต่จะหวังให้ตื่นเต้นสุดเหวี่ยงแบบที่ผ่านมาคงไม่ได้แล้ว ถึงแม้การทำเช่นนี้จะยังคงไม่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยให้เพิ่มขึ้น และก็ไม่ส่งผลให้ญี่ปุ่นกับสหภาพยุโรปต้องหยุดอัดฉีดเงินตามไปด้วยก็ตามที

ทว่า สุดท้ายแล้ว เจ้าภาพก็จะต้องถอนตัว ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง เพราะการกู้หนี้ยืมสินไปเรื่อยๆ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศชาติและเพิ่มภาระให้คนรุ่นหลัง เพราะเป็นการผลักภาระไปในอนาคต

ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า จักรวรรดิยิ่งใหญ่ในอดีตล้วนมีส่วนล่มสลายเพราะขยายมากจนต้องก่อหนี้เกินตัวกันทั้งสิ้น และมนุษย์ที่ก่อหนี้จนล้นพ้นตัวในอดีตมักจบลงด้วยการยอมตัวลงเป็นทาส

ดังนั้น ยังไงๆ บรรดาผู้กุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ย่อมต้องหาช่วงเวลาเหมาะๆ เพื่อที่จะหยุดนโยบายแบบนี้ให้ได้

ถ้าช่วงนั้นมาถึง ราคาหุ้นในตลาดไทยก็คงจะค่อยๆ ถอยหลังกลับไปสู่ยุคก่อนที่จะมี QE และนักลงทุนที่ออกไม่ทันหรือยังมองตลาดด้วยความหวังแบบลมๆ แล้งๆ ก็คงจะได้แต่นั่งปลอบใจกันเอง

แต่ในขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงก็จะได้ประโยชน์ เพราะเงินบาทย่อมจะอ่อนค่ากลับไปด้วยเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยราคาสินค้าที่เราขายและผู้ซื้อชำระเป็นเงินดอลล่าร์ก็จะลดลงไปด้วย เช่นราคาพืชผล น้ำมันปาลม์ และสินค้าส่งออกแทบทุกชนิด ในขณะที่ราคาสินค้าที่เราต้องซื้อและชำระเป็นเงินดอลล่าร์ก็จะแพงขึ้น

นั่นย่อมทำให้รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และรายได้ของคนส่วนใหญ่ย่อมดีขึ้นด้วย

ว่าแต่ว่า ช่วงเวลาเหมาะๆ ที่ว่านั้น น่าจะมาถึงแล้วหรือยัง?

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
1 พ.ย. 2557
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับ พ.ย. 57

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

“คลื่นแห่งทศวรรษ" เทรนใหม่ที่ต้องเผชิญ




นานๆ ที สังคมของเราก็เกิด "คลื่นลูกใหญ่" ที่จะวางแนวทางและกำหนดกฎเกณฑ์ความเป็นไปของสังคมตลอดจนกรอบพฤติกรรมของผู้คนในสังคมว่าจะทำอะไรได้ไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนด "คลื่นลูกกลาง" และ "ระรอกคลื่นลูกเล็กๆ" หรือแม้แต่​ "รอยกระเพื่อมวิบๆ วับๆ" นับแต่นั้นไปอีกสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง

บางช่วงก็นาน บางช่วงก็ไม่นานนัก

แล้วก็จะเกิดมี "คลื่นลูกใหม่" มาหักล้างเปลี่ยนแปลงหันเหและวางพื้นหรือชักนำกำหนดให้เกิดแนวโน้มใหม่ ที่อาจจะแปรเปลี่ยนหันเหเฉไฉไปจากเดิมบ้าง หรือกระทั่งหักกลบลบของเก่าและหันหลังกลับแบบ 180 องศาเลยก็เป็นได้

นักปราชญ์ นักปกครอง นักกฎหมาย นักการทหาร นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักการตลาด นักการเงิน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ที่ฉลาด รอบคอบ มองการณ์ไกล และลึกซึ้ง มักเข้าใจประเด็นนี้

ผมขอเรียกมันว่า "คลื่นแห่งทศวรรษ" ในกรณีที่มันจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มระยะสั้นและระยะกลาง และเรียกว่า "คลื่นแห่งศตวรรษ" ในกรณีที่มันจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มระยะยาว

ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์ เราจะพบคลื่นเหล่านี้เต็มไปหมด

การเปลี่ยนแปลงของแนวคิดหรือมุมมองที่มนุษย์มีต่อธรรมชาติและต่อมนุษย์ด้วยกัน พัฒนาการของวิทยาศาสตร์และการทหาร การเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ หรือฉับพลันของภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศยักษ์ใหญ่ หรือการเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจจากจนเป็นรวยและจากรวยเป็นจนอันเนื่องมาแต่วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศสำคัญๆ สงครามครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคหรือความนิยมที่มีต่อสินค้าและบริการ ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด (และยังคงจะทำให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต) "คลื่นแห่งศตวรรษ" และ "คลื่นแห่งทศวรรษ"

ตัวอย่างของคลื่นลูกใหญ่ที่เรากำลังเห็นอยู่ในขณะนี้ก็มีเช่น การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์และการก่อเกิดของระบบโลกานุวัตร พัฒนาการอย่างต่อเนื่องแบบยิ่งมายิ่งเข้มข้นรุนแรงของดิจิตัลเทคโนโลยีและการสื่อสารทั้งมวล การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของประชากรโลกและช่องว่างการเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างขึ้นเรื่อยๆ การรื้อฟื้นความเชื่อแบบสุดกู่ของศาสนาบางศาสนาอันเป็นที่มาของลัทธิและพฤติกรรมการก่อการร้าย และการเสื่อมสลายของระบบนิเวศในอัตราเร่ง...เป็นต้น

คลื่นเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มย่อยๆ อีกทอดหนึ่งเช่น ราคาโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและต่ำลงอันเนื่องมาแต่ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจจีน การเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้หันเหไปสู่จีนทั้งในแง่การค้า การลงทุน และการเมืองระหว่างประเทศ โดยรวมถึงการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อไปรอเชื่อมต่อกับจีนด้วยเงินภาษีของพลเมืองของตนเอง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยไปสู่ออนไลน์และการเติบโตของ E-commerce การเติบโตของสินค้าและบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการเติบโตของพรรคการเมืองและกฎหมายที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม...เป็นต้น

แน่นอน ผู้ที่มีญานทัศนะและวิสัยทัศน์ สามารถมองเทรนขาด หรือแม้แต่สามารถ sense ได้บ้าง ย่อมจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพวกเขาจะประกอบการสิ่งไร

ที่พูดมานี้ เพราะจะชี้ให้เห็นว่าบ้านเมืองของเรากำลังจะเปลี่ยนเทรนและอาจจะเป็นเทรนขนาดกลางที่ผมเรียกว่า "คลื่นแห่งทศวรรษ" ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเกมส์ใหม่ให้กับสังคมการเมือง และอาจจะรวมถึงเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้

ดังนั้น แนวทางการลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด ของภาคธุรกิจเอกชน ย่อมต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับ "คลื่นแห่งทศวรรษ" ใหม่นี้ด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์และปฏิบัติการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและธุรกิจในเครือข่าย น่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากกว่าเพื่อน

อย่าลืมว่าคณะปกครองชั่วคราวของเรากำลังดำเนินการออกแบบระบบเศรษฐกิจการเมืองและสังคมใหม่อย่างขมักเขม้น

ขณะนี้เรายังไม่รู้แน่ว่าหน้าตาโครงสร้างของกฎกติกาใหม่จะเป็นอย่างไร ทว่าเราก็เริ่มได้ยินคำว่า "สังคมนิยมเสรี" ซึ่งนัยว่าเป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นให้เกิดความเท่าเทียมกันของคนในชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ ทำลายอำนาจผูกขาด เน้นการเข้าถึงทรัพยากรโดยเท่าเทียมกัน และหันเหจากทุนนิยมสามานย์...ทว่า บทบาทของรัฐต่อเศรษฐกิจก็น่าจะมากขึ้นและแรงขึ้น

นัยว่าจะหันเหมาให้ความสำคัญกับแนวทาง Corporatism และ Social Engineering มากขึ้น เพราะนอกจากรัฐจะเพิ่มบทบาทในเชิงการจัดระเบียบเศรษฐกิจแล้ว เราก็ยังจะมีหน้าที่พลเมืองและคุณธรรม 12 ประการเป็นธงนำทางด้านการจัดระเบียบสังคม และออกแบบเป้าหมายเชิงจริยธรรมซึ่งพลเมืองในอนาคตพึงมีต่อผู้อื่นและต่อประเทศชาติ

ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการออกแบบเทรนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในแวดวงการเมือง ทั้งในเชิงของการเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าสู่อำนาจ หน้าตาของพรรคการเมืองและนักการเมือง บทบาทของสถาบันทางการเมือง ขอบเขตอำนาจที่ทำได้ทำไม่ได้ และระบบการถ่วงดุลอำนาจตลอดจนองค์กรผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเป็นมือไม้ของการถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอย่างกว้างขวาง โดยอาศัยพลังของกลุ่มต่างๆ ตามแนวคิดพหุสังคม ฯลฯ

ฟังดูแล้วเหมือนจะเปลี่ยนแปลงหน้าตาไปแยะ แต่ก็ยังไม่แน่ว่า ในทางปฏิบัติมันจะลงเอยยังไง อาจจะ "ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่...” หรืออาจจะสำเร็จก็ได้ ใครจะไปรู้

แต่ที่รู้แน่ๆ คือว่าในยุคของ "คลื่นแห่งทศวรรษ" ลูกใหม่นี้ พรรคการเมืองจะมีอำนาจน้อยลง ข้าราชการจะมีอำนาจมากขึ้น โดยในบรรดานี้ข้าราชการทหารจะมีอำนาจมากที่สุด สูสีกับข้าราชการฝ่ายตุลาการซึ่งต่อไปอำนาจจากภายนอกจะเข้าไปแตะต้องลำบากมาก ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคณะปกครองชั่วคราวนี้ ถ้าไม่ปรับตัวเข้ามาเป็นพวก ก็อาจจะปลาสนาการไป และองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เช่น อบจ. อบต. จะลดบทบาทลงมาก ดังนั้นตำรวจจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น องค์กรพัฒนาเอกชนและตัวแทนชุมชนจะถูกเพิ่มบทบาททางการเมือง และจะมีบทบาทต่อ (หรืออาจจะเป็นตัวตัดสินหลักต่อ) การลงทุนของโครงการสำคัญๆ ทั้งโครงการของรัฐและของบริษัทเอกชนมากยิ่งขึ้น ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การตลาดการเมืองแบบเดิม ที่อาศัยเงินหว่านเพื่อซื้อเสียงจะใช้ได้ผลน้อยลง

การตลาดการเมืองแบบใหม่ อาจต้องอาศัยเงินบริจากหรือต้องอาศัยกลยุทธ์การร่วมเป็นพันธมิตรกับทหาร เป็นตัวชูโรง

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
13 พ.ย. 57
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2557

ภาพประกอบ: งานมงคลสมรสของลูกสาวธนินท์ เจียรวนนท์ โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ซึ่งแสดงการปรับตัวของหัวขบวนผู้ประกอบการไทยให้สอดรับกับเทรนใหม่ทางอำนาจที่กำลังก่อตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี...ภาพจาก Jakawin Photography

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องกินเรื่องใหญ่ (ว่าด้วย Slow Food)



คนรุ่นใหม่สมัยนี้ ถือเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่

ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะกิน แต่เพราะจะกินอะไรเข้าไปแต่ละคำ ต้องมีเรื่องให้ครุ่นคิดกันมาก

นอกจากต้องระวังเรื่องสุขภาพ ถึงกับบางคนต้องพกตารางคำนวนแคลรอรี่ด้วยแล้ว หลายคนยังเกรงว่าการกินการดื่มของตนแต่ละมื้อนั้น จะไปเบียดเบียนธรรมชาติ เป็นการไปซ้ำเติมภาวะโลกร้อนให้หนักหนาขึ้นไปอีก

จะกินเนื้อวัว หรือผลิตภัณฑ์จากวัว เช่น ชีส เนย นม ก็กลัวจะไปซ้ำเติมภาวะเรือนกระจกเข้าให้อีก เพราะวัวมันต้องปล่อยก๊าซมีเทนออกมาจากกระเพาะเรื่อยๆ เมื่อมันเคี้ยวเอื้อง (ปล่อยออกทั้งข้างหน้าและข้างหลัง)

ไหนจะต้องถางป่าเพื่อเอาที่ดินไปปลูกหญ้าให้มันกินอีกละ

ดังนั้น ถ้าทุกคนหันมากินก๊วยเตี๋ยวเนื้อหรือสเต๊กกันมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น ชั้นบรรยากาศของโลกจะมิแย่ลงไปกว่านี้เหรอ เพราะปัจจุบันจำนวนประชากรโลกก็ปาเข้าไปกว่า 7,000 ล้านคนแล้ว แถมยังเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 70-80 ล้านคนทุกปี

โอ้ว! แต่ละปี มนุษย์เราเพิ่มจำนวนขึ้นยิ่งกว่าคนทั้งหมดในประเทศไทยเลยหรือนี่?

แล้วจะเอาหญ้าที่ไหนมาให้วัวกิน ถ้าไม่ถางป่าแล้วเอาที่ดินมาปลูกหญ้ากันหน่ะ

ครั้นจะหันไปกินปลาแทน ก็เหมือนหนีเสือปะจะเข้

ปลาจำนวนมากสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะการทำประมงแบบอวนลากแถมตาข่ายรูเล็ก ที่กวาดเอาลูกเล็กเด็กแดงมาจากก้นมหาสมุทรจนเกลี้ยง และเมื่อไม่มีปลาเล็กปลาน้อยบางชนิด มันย่อมส่งผลต่อปลาใหญ่ที่กินปลาน้อยเป็นอาหาร เดือดร้อนต้องโยกย้ายถิ่นฐาน และกลายเป็นปัญหาต่อเจ้าถิ่นเดิม ไม่จบไม่สิ้น

เดี๋ยวนี้เราจึงมีปัญหาปลาเอเลี่ยนเยอะแยะไปหมด

มันเป็นต้นเหตุของปัญหา Biodiversity แบบหนึ่ง นอกเหนือไปจากปัญหาภาวะมหาสมุทรเป็นกรด ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน

แม้จะหันไปกินปลาเลี้ยง ก็ยังหนีไม่พ้นวงจร เพราะยังไงอาหารปลาก็ยังต้องใช้ปลาป่นเป็นพื้นฐานอยู่ดี และปลาชนิดที่นิยมนำมาทำปลาป่นก็ต้องจับโดยวิธีลากอวนอยู่ดี

ยังไงก็ต้องมีการจับปลามากขึ้น

หมู ไก่ กุ้ง ก็ไว้ใจไม่ได้ เพราะกระบวนการเลี้ยงให้โตต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุง ยาฆ่าเชื้อ และฮอร์โมนเร่งการเติบโตต่างๆ ที่นอกจากจะเป็นภัยต่อสุขภาพในระยะยาวแล้ว มันยังก่อให้เกิดการปนเปื้อนในธรรมชาติ เพราะสุดท้ายมันจะถูกชะลงแหล่งน้ำและทะเลและมหาสมุทรในที่สุด

และถ้าเป็นการเลี้ยงโดยบริษัทที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจทำให้สัตว์เกิดความเครียด โดยคนกินก็คิดมากเพราะมันอาจผิดจรรยาบรรณ ที่ฝรั่งเรียกว่า Animal Welfare

แต่ถ้าหันไปกินไก่ที่เลี้ยงโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็จะเกิดปัญหาน่ากลัวอีกแบบหนึ่ง คือพันธุ์ไก่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีพีนำไปให้เกษตรกรเลี้ยงตามสัญญา Contract Farming นั้น ได้ฝัง DNA บางประเภทไว้ในยีนของไก่เหล่านั้นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรนำไปเพราะพันธุ์เอง เพราะไก่ในเจนเนอเรชั่นต่อไปจะกลายเป็นไก่ไม่สมประกอบทันที

นับเป็นการใช้ Genetic Engineering เพื่อผูกขาดตัดตอนและผูกพันแรงงานไว้ โดยไม่ให้พวกเขาพัฒนาตัวเองได้ คล้ายๆ กับโมเดลเศรษฐกิจในยุคศักดินาของยุโรปสมัยกลางนั่นเอง

แต่สำหรับผู้บริโภค เมื่อเราได้รับ DNA ประเภทนั้นเข้าไปในร่างกาย ก็ยังไม่มีใครตอบได้ชัดๆ ว่ามันจะไม่ทำให้เกิดพิษภัยในระยะยาว

“มันเหมือนกับฝังระเบิดเวลาเอาไว้" ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าว

ดังนั้น คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงหันไปกินไก่บ้าน หมูบ้าน เพราะเขาเหล่านั้นไม่เชื่อว่า ลูกหลานของเจ้าสัวจะกล้ากินผลิตภัณฑ์ไก่และหมูของตัวเอง ในชีวิตประจำวัน

ที่พูดมานี้ มิใช่เฉพาะโปรตีนเท่านั้นที่ทำให้เกิดปัญหา คาร์โบไฮเดรตก็น่าปวดหัวเช่นกัน

การปลูกธัญพืชให้ได้ผลผลิตดี พอเลี้ยงพลเมืองโลกได้นั้น ต้องอาศัยปุ๋ย ซึ่งเป็นการนำไนโตรเจนเข้าไปสู่ดิน แต่เมื่อมันถูกชะล้างออก ไนโตรอ๊อกไซด์ย่อมปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่ยังไม่นับว่าต้องใช้ยาฆ่าแมลงด้วย

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งในแง่การปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดิน และภาวะมหาสมุทรเป็นกรด ที่เรียกว่า Ocean Acidity

ยังมีสถิติที่น่ากลัวอีกมาก

Jeffrey Sachs นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพิ่งจะเปิดคอร์สออนไลน์ผ่าน Coursera เรื่อง The Age of Sustainable Development ไปเมื่อไม่นานมานี้ ในเนื้อหาล้วนว่าด้วยเรื่องที่น่าเป็นห่วง ไม่ใช่ว่าพฤติกรรมการกินของเราจะทำให้โลกร้อนเท่านั้น แต่ภาวะโลกร้อนก็ย้อนกลับมาทำลายวงจรการเกษตรของเราอีกทอดหนึ่งอีกด้วยเช่นกัน มันเป็นปัญหาแบบสองทาง

และที่น่าตกใจคือ แม้สมัยปัจจุบันที่เราคิดว่าวิทยาการทุกอย่างก้าวหน้าแล้ว ยังปรากฏว่ามีคนในโลกที่เป็นโรคขาดอาหารอยู่ถึง 800-1,000 ล้านคน

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และการไม่ได้รับสารอาหารหรือวิตามินเพียงพอหรือไม่ครบถ้วน ย่อมทำให้พัฒนาการไม่สมบูรณ์ หรือไม่ก็เกิดโรคตามมา แกรนบ้าง ตาลขโมยบ้าง หัวโตพุงโลก้นปอดบ้าง ถ้ารุนแรงหน่อยก็อาจกลายเป็นคนปัญญาอ่อน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนอยู่อีกประมาณ 1,000 ล้านคน ที่แม้จะไม่เป็นโรคขาดอาหารโดยตรงแต่ก็เป็นประเภท "แอบแฝง" คือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือไม่ครบถ้วนเช่นกัน แต่เป็นครั้งคราว ดังนั้น ถ้านับว่าพลเมืองโลกกว่า 1,800 ล้านคนยังอยู่ในภาวะหิวโหย (Undernourished) ก็น่าตกใจมากทีเดียว

ที่น่าเจ็บใจคือมีคนเกือบ 1,000 ล้านอีกเช่นกันที่เป็นพวกมีอันจะกินและอยู่ในภาวะ "กินเกิน" โดยวัดจากการมีน้ำหนักเกิน (Overweight-วัดจากดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index)

และในจำนวนนี้ มีสูงถึง 800 ล้านคน เป็น "โรคอ้วน" (Obesity) ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่จะก่อปัญหาสุขภาพตามมา ทั้งเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนแต่เป็นปัญหาอันเนื่องมาแต่ "การกิน"

พูดได้ว่า เดี๋ยวนี้ ทั้งคนรวยและคนจน ล้วนต้องถือว่า "เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่" ด้วยกันทั้งคู่

สมัยนี้ มีรายการอาหารทางทีวีจำนวนมาก นิตยสารทางด้านอาหารและรสนิยมการกินดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีฐานะก็มีอยู่ไม่น้อย ยิ่ง Cookbook ด้วยแล้ว นับเป็นเซ็กชั่นสำคัญของร้านหนังสือทุกร้าน

สังเกตุว่าอาชีพกุ๊กสมัยนี้ เป็นที่นับหน้าถือตาและทำรายได้ทีละมากๆ ไม่น้อยหน้า นายธนาคาร วิศวกร หรือหมอ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนโน้น อาชีพกุ๊กเป็นอาชีพหนึ่งที่พ่อแม่มักไม่อยากให้ลูกไปทำกัน

สมัยนี้มีลูกหลานเศรษฐีมาเรียนทำอาหารและออกไปเป็นเชฟกันไม่น้อย บางทีพวกเขาก็เรียกตัวเองให้ดูเก๋ว่า “Food Designer”

ฝรั่งชั้นนำ ถึงกับเรียกร้องให้ผู้คนของเขาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเปลี่ยนไลฟสไตล์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

ปรัชญาการบริโภคสมัยใหม่ที่ฝรั่งรุ่นใหม่หันมานิยมและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกันมากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่เรียกร้องให้ปฏิวัติวิถีบริโภคเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Macrobiotic, Food Pyramid, หรือแม้แต่ Slow Food

ถ้ามองให้ลึกลงไปอีก จะพบว่าปรัชญาแนวใหม่นี้เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงถึงขั้นรากฐานของระบบจริยธรรมเลยด้วยซ้ำ

คือที่เคยมองว่าธรรมชาติมีไว้เพื่อถูกพิชิต มนุษย์ต้องพิชิตธรรมชาติและเอาธรรมชาติมารับใช้ตน ความรู้ทั้งหมดของมนุษย์ต้องเป็นไปเพื่อการณ์นั้น กลับตารปัตรมาสู่การมองโลกและธรรมชาติอย่างเป็นมิตร อย่างเป็นองค์รวม อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ที่ไม่ได้แยกจากชีวิตมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่เคารพธรรมชาติ มนุษย์นั่นแหละที่จะพินาศ

ทว่า ปัญหามักเกิดในเชิงปฏิบัติ

การจะเปลี่ยน Life Style มาบริโภคตามหนทางสายใหม่ ท่ามกลางความสะดวกสบายที่กระบวนการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมรอบตัวเรามอบให้ภายใต้วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ย่อมต้องอาศัยความเพียร ความอดทน และต้นทุนที่แพงขึ้น

ไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองหันมากินพืชผักผลไม้แบบปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน หรือผักที่ปลูกโดยชาวบ้าน ธัญพืชแบบ Whole Grain และขนมปังแบบ Whole Wheat เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยชาวบ้าน ปรุงอาหารโดยน้ำมันพืชแบบหีบเย็นหรือ Olive Oil และหาความเมาจาก Craft Beer ดูสักเดือนหนึ่ง

ท่านก็คงจะเห็นด้วยกับผม

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
24 กรกฎาคม 2557
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนสิงหาคม 2557

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อหังการของ ถวัลย์ ดัชนี



มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ผลิตศิลปินให้กับสังคมไทยจำนวนมาก ทว่ามีน้อยคนเท่านั้นที่สามารถ "บิน" ไปได้

ถวัลย์ ดัชนี เป็นหนึ่่งในจำนวนน้อยคนนั้น

เขาเป็นศิลปินที่ "บิน" ไปได้

ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จากผลงานชิ้นสำคัญๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูปุ๊บก็รู้ว่าภาพแบบนี้เป็นของถวัลย์ ดัชนี

ภาพวาดของเขาแปลกแต่ทรงพลัง ลึกลับ และงดงาม โดยเฉพาะภาพวาดในระยะแรกที่เป็นรูปขาวดำ

ภาพเขียนของเขาถือเป็นงานที่ต้องมีอยู่ใน Collection หากคนผู้นั้นคิดจะสร้างชื่อในวงการนักสะสมศิลปะ เพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสะสมเบอร์สำคัญๆ ล้วนมีภาพของเขาอยู่ในครอบครองไม่มากก็น้อย

ถึงแม้ว่าภาพของเขาจะราคาแพง แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมกระเป๋าหนัก ทั้งนักธุรกิจคนสำคัญและ Banker ที่ชอบสะสมภาพ ภาพของเขาบางภาพราคาไต่ขึ้นไปกว่า 20 ล้านบาทแล้ว

ถวัลย์มีความสามารถหลายด้าน เขาเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาตั้งแต่เด็ก เขาเรียนประถมและมัธยมที่จังหวังพะเยาและเชียงราย (สมัยก่อนพะเยายังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย) แล้วมาเข้าเพาะช่างและต่อศิลปากร ซึ่งทั้งหมดนั้นเขาสอบได้ในอันดับต้นๆ จนศิลป์ พีระศรี เห็นแววในตัวเขา จึงสนับสนุนให้ได้ทุนเรียนต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จนจบปริญญาเอก

เขาเรียนทางด้านจิตกรรมฝาผนัง อภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ และได้ตระเวนสร้างงานให้กับนักสะสมในยุโรประยะหนึ่งก่อนจะกลับมาหากินเมืองไทย

ผลงานที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือการได้ไปวาดรูปในปราสาทกอททอร์ฟในเยอรมนี ซึ่งเขาใช้เวลาถึง 3 ปีและได้ค่าตอบแทนมาเป็นเช็คเปล่าใบหนึ่ง เพื่อให้เขากรอกตัวเลขลงไปเอง ดังเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ ไทยรัฐ เมื่อไม่นานมานี้ว่า "ผมไปเขียนรูปให้ใครต่อใครมาทั่วโลก เมื่อ 35 ปีก่อน ได้ ไปเขียนรูปให้เฮอร์มาน กราฟฮาทซ์เฟลดท์ เจ้าของปราสาทกอททอร์ฟ อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ของประเทศเยอรมนี เจ้าของปราสาทชื่นชมยินดีมาก เขารู้ว่าผมเป็นช่างวาดรูปตัวเก่งของเมืองไทย แต่ไม่รู้ว่าค่าตัวผมเท่าไหร่ เขาจึงให้เช็คเปล่าๆ ผมมาใบหนึ่ง แล้วบอกว่า คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ ก็กรอกตัวเลขเอาเอง!! ผมใช้เวลาเขียนอยู่นาน 3 ปี และฝากผลงานศิลปะไทยจิตวิญญาณตะวันออกไว้ตามมุมต่างๆของปราสาท ซึ่งมีห้องถึง 500 ห้อง น่าเสียดายที่ปราสาทแห่งนี้ไม่เปิดให้ใครเข้าชมแล้ว เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้มีหยดน้ำเกาะบนกำแพง และสร้างความเสียหายให้ภาพ"

นับแต่นั้นมาเขาได้ใช้จุดขายอันนี้เป็นตัวสร้างชื่อให้ตัวเอง จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "ศิลปินเช็คไม่กรอกตัวเลข"

ถวัลย์เป็นนักการตลาดที่เก่งคนหนึ่ง เขารู้จักวิธีให้สัมภาษณ์ รู้จักสร้างและเล่า Story ให้น่าสนใจกับสื่อมวลชนและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เขาพูดเก่ง เล่าสนุก รู้เยอะ รู้จักสรรหาคำพูดที่งดงามและกินความถึงนามธรรมที่เข้าใจง่าย พูดเรื่องยากให้ดูง่าย และมีอารมณ์ขัน ที่สำคัญ เขารู้จักสร้าง Differentiation ให้กับตัวเอง ทั้งในเชิงการพูดจา และในเชิงสัญญลักษณ์ เช่นเขาจะปรากฏตัวด้วยชุดม่อฮ่อม มีเขี้ยวเล็บและกระดูกสัตว์ป่าเป็นเครื่องประดับห้อยคอ และตกแต่งบ้านที่เชียงราย (บ้านดำ) ด้วยสีดำ เต็มไปด้วยโครงกระดูกสัตว์ กระโหลกสัตว์ และหนังสัตว์ เป็นต้น

จึงไม่แปลกที่เขาจะรวย เขาเคยพูดว่าเงินที่เขามีนั้น ถ้าเอามาวางซ้อนกันก็สูงเท่าภูเขาทอง

แต่ถวัลย์ก็เหมือนกับศิลปินใหญ่ๆ ทั้งหลายที่มีอัตตาแรง

"...ความอหังการเป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษยชาติ โดยเฉพาะคนที่สร้างงานศิลปะ ถ้าไม่มีความอหังการในตัวเอง ก็อย่าทำงานศิลปะ!! เพราะจะทำให้งานศิลปะขาดพลัง ไม่มีจิตวิญญาณ ไร้ซึ่งสัญชาตญาณ ศิลปินต้องแสดงความเป็นปัจเจกภาพของจิตวิญญาณออกมาให้ชัดแจ้ง ใครที่เป็นความหวานแพร้วเพริศ ใครเป็นเปลวเพลิง ใครเป็นกระแสธารน้ำตก ใครเป็นยาพิษ เป็นความขมขื่น..." เขาเคยกล่าวไว้

เขาคงคาดไม่ถึงว่าความอหังการของเขานั่นเองที่ทำให้เขาต้องพบกับจุดจบอย่างไม่คาดคิด

เขาไม่เคยคิดที่จะดูแลตัวเองอย่างจริงจัง แม้จะรู้มานานแล้วว่าตัวเองป่วยและอาการมันจะรื้อฟื้นและลุกลามได้ เขาไม่ยอมไปตรวจร่างกาย ซ้ำร้ายยังดูถูกหมอ ถึงขั้นพูดกับคนใกล้ชิดว่า "พวกหมอมันโง่จะตายไป"

แต่สุดท้ายเมื่อเขาพบว่าทุกอย่างมันสายเสียแล้ว เขาก็สำนึกเสียใจ ถึงกับเอ่ยปากกับคู่ชีวิตคนล่าสุดว่าขอโทษ ที่ปล่อยปะละเลยจนโรคร้ายลุกลามจนเกินเยียวยา

เขาเป็นศิลปินจนวาระสุดท้าย



ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกันยายน 2557
ภาพประกอบ เป็นผลงานของศิลปินเอก Watchara Klakhakhai
จากเว็บไซต์ www.number1gallery.com

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เดือนในหมู่ดาว




ครม. "ประยุทธ์ 1” เป็น Macho Cabinet

สมาชิก 31 จาก 33 คนเป็นผู้ชาย ในจำนวนนั้น 11 คนเป็นทหาร อีก 1 คนเป็นตำรวจ ที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการพลเรือน โดยตำแหน่งสำคัญที่อาจเรียกว่า Inner Cabinet ล้วนถูกคุมโดยทหาร และเป็นผู้ชายทั้งหมด

หากเทียบว่าในสมัยที่ทักษิณเป็นใหญ่ การประชุม ครม. มักอุดมไปด้วยศัพท์แสงทางบริหารธุรกิจและการจัดการ พูดไทยคำอังกฤษคำ เช่น ซีอีโอ, บาลานซ์สกอร์คาร์ด, คอมเพททิทีพแอดแวนเทจ, รีทิ้งกิ้งไทยแลนด์, แบรนดิ้ง, สตาร์ติจี้, กลยุทธ์ โน่น นี่ นั่น, โพซิชั่นนิ่ง, โฟคัส, ดิฟเฟอเรนชิเอท, แวลูแอด, แวลูครีเอชั่น, มาร์จิ้น, แพลนนิ่ง, โคออร์ดิเนต, เม็กกะโปร์เจ็ก, พอร์ตโฟลิโอ, มาร์เก็ตติ้งออฟเนชั่น,....ฯลฯ

ดีไม่ดี การประชุม ครม. นับแต่นี้ อาจเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางทหาร เช่น นขต. (หน่วยขึ้นตรง), วัน ว. เวลา น., 10 โมง ล้อหมุน, คำสั่ง บ.ก., การประชุมครั้งต่อไปที่ พิกัด เท่านั้นเท่านี้, เข้าตี, รุก, ตีโอบ, ส่งกำลังบำรุง, ฐานที่มั่น, ปจว., วินัย, งานมวลชน (ทหารมักใช้คำว่าปฏิบัติการจิตวิทยา แทนคำว่าพีอาร์หรือประชาสัมพันธ์), หรือ ยุทธศาสตร์ โน่น นี่ นั่น,....ฯลฯ

และรัฐบาลนี้ คงมีพฤติกรรมประเภท "ประดาบก็เลือดเดือด" ตามนิสัยเด็ดขาดแบบทหาร หากดูตาม Majority ของกลุ่มที่กำลังจะขึ้นมากุมอำนาจ และดีกรีความเบ็ดเสร็จของอำนาจที่อยู่ในมือของพวกท่าน

ทั้งหมดนี้เป็น Background หรือ Chemistry ที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร จะต้องเข้ามาร่วมงานและคลุกคลีด้วย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ว่าไปแล้ว Background ของกอบกาญจน์ แตกต่างจากสมาชิกส่วนใหญ่ของ ครม.นี้อย่างสิ้นเชิง

เธอเป็นหญิง เป็นนักธุรกิจ ในชีวิตไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับราชการ ไม่เคยมีอำนาจใน State Apparatus และคงไม่ประสีประสากับ Protocol ของทหาร ที่สำคัญคือเธอไม่เคยสัมผัสงานด้านกีฬาและการท่องเที่ยวมาก่อนอย่างจริงๆ จังๆ เลย

จุดแข็งของเธอในสายตาทหารและผู้มีอำนาจที่เลือกเธอมาร่วมงานด้วยมีอยู่ข้อเดียวคือ "เธอเป็นคนของญี่ปุ่น" และ "ญี่ปุ่นส่งประกวด"

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่เราต้องมีตัวแทนของญี่ปุ่นอยู่ใน ครม. เพราะในรอบสามสิบปีมานี้ ผลประโยชน์ของญี่ปุ่นมีมากในเมืองไทย จึงดีกว่า ถ้าจะให้มี Power Broker นั่งรับทราบนโยบายอยู่ในรัฐบาลด้วย และถ้ามีอะไรจะฝากถึงกัน ก็ให้มีคนที่ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้สอยได้โดยตรง เช่นสมัยก่อนก็มีคนของพรรคชาติไทย สมัยทักษิณก็มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นต้น

ที่ผ่านมา ชีวิตทางธุรกิจของเธอเติบโตมาในฐานะนายหน้าของโตชิบาในเมืองไทย กิจการที่แม่ของเธอสร้างเอาไว้ให้ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะประเมินความสามารถที่แท้จริงของเธอ ทั้งในเชิงของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเป็นผู้มีจิตใจแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และความสามารถในการบริหารจัดการ

การรับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความท้าทายมากสำหรับเธอ เพราะงานทางด้านท่องเที่ยว ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สูง และงานทางด้านกีฬาก็ต้องเผชิญกับ เสือ สิงห์ กระทิง แรด ซึ่งมี Background ต่างกับเธอแบบฟ้ากับดิน

กอบกาญจน์ เกิดมาในตระกูลเศรษฐี ถูกเลี้ยงดูมาในฐานะอภิสิทธิ์ชน แบบว่า "ไฮโซ" ของจริงโดยกำเนิดเลยทีเดียวหล่ะ พ่อของเธอเป็นทหารและเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนแม่ของเธอก็เป็นลูกสาวเศรษฐีคือ มา บุญกุล พ่อค้าข้าวที่ร่ำรวยขึ้นมาได้ภายใต้ปีกของเผด็จการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม และกลุ่มราชครู

เธอได้รับการศึกษาชั้นดีแบบ "คุณหนู" มาแต่เล็ก เรียนวัฒนาแล้วไปจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยทางด้าน Liberal Arts ชั้นยอดของอเมริกา Wellesley College ที่เดียวกับ Hillary Clinton และปริญญาโททางด้านสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นโรงเรียนศิลปะชั้นแนวหน้าของโลกที่เด็กรุ่นใหม่ใฝ่ฝันจะไปเรียนให้ได้

ดูตามประวัติแล้ว เธอไม่ขี้เหร่เลย

แต่เธอจะทำอะไรได้ แค่ไหน ต้องติดตามในอีก 3 เดือนข้างหน้า เพราะงานด้านท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงเกือบจะเรียกว่าวิกฤตินั้นรอไ่ม่ได้ และผลงานจะเป็นตัวฟ้องอย่างรวดเร็ว

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกันยายน 2557
ภาพประกอบจาก "ประชาชาติธุรกิจ"