วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วาระสุดท้ายของโสกราตีส


ชีวิตมนุษย์กับวงจรชีวิตของธุรกิจนั้น เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือดำเนินไปสู่ความสูญสลาย หรือ Entropy

แม้จะยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง เกียรติคุณสักเพียงใด ก็ต้องจากไปสักวันหนึ่ง

MBA เคยวิเคราะห์และรายงานถึงการจากไปขององค์กรธุรกิจมามากต่อมาก เราเลยอยากจะทยอยรายงานวาระสุดท้ายของผู้คนกันบ้าง โดยเฉพาะบุคคลสำคัญๆ ที่เรารู้จักกันดี เพราะความรู้เรื่องการจากไปของบุคคลสำคัญ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ยังอยู่ ให้ได้เกิดอนุสติ ถึงการครองชีวิตที่ยังเหลือ อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นร่องรอยที่คนเหล่านั้น ต้องการทิ้งไว้ ให้คนรุ่นหลังพูดถึงพวกเขาว่าอย่างไร หรือในบางกรณี ก็อาจถึงขั้นหมายใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใดๆ ในเรื่องที่พวกเขาคาดหวังให้เกิด หรือไม่เกิดขึ้น หลังจากที่เขาจากไปด้วย (End-Game Strategies)

เราขอประเดิมด้วย โสกราตีส (Socrates) นักปรัชญากรีก สดมภ์หลักของปัญญาชนฝรั่ง ที่ตายด้วยยาพิษ เพราะถูกตัดสินประหารชีวิต เขาถูกหาว่าเป็นผู้ไร้ธรรม ทำให้เยาวชนเสียคน และละเลยเทวดา นัยว่า ถ้าเขายอมขออภัยหรือขอความกรุณาต่อศาล ก็คงไม่ต้องเสียชีวิต แต่เขาไม่ยอมขอ และไม่ยอมหนี ยอมตายด้วยความกล้า และอารมณ์อันสงบ

เปลโต้ (Plato) ลูกศิษย์คนสำคัญของโสกราตีส ได้บันทึกวาระสุดท้ายของโสกราตีสไว้ให้เราได้รับรู้ โดยผ่านบทสนทนาที่ชื่อ เฟโด (Phaedo) หนังสือเล่มเล็กๆ ที่ ส.ศิวรักษ์ ทำการถ่ายทอดเป็นสยามภาษาอย่างงดงาม และเราได้คัดลอกส่วนที่สุดมาให้อ่านดังนี้

..........................บัดนี้ ใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินแล้ว เพราะท่านเข้าไปอยู่ข้างในนานพอสมควร เมื่อท่านกลับออกมาหลังจากอาบน้ำแล้ว ท่านได้นั่งลงร่วมกับพวกเราอีก แต่ไม่ได้พูดอะไรกันมาก ไม่ช้า ผู้คุม ซึ่งเป็นบ่าวของผู้บัญชาการคุกทั้ง 11 ก็เข้ามายืนอยู่ข้างๆ ท่าน พูดว่า

โสกราตีส อย่างน้อยข้าพเจ้าก็รู้ว่า ท่านจะไม่วิวาทกับข้าพเจ้า ดังคนอื่นๆ ที่มักโกรธขึ้ง ด่าว่าข้าพเจ้า เวลาที่ข้าพเจ้าบอกให้เขาดื่มยาพิษตามคำสั่งของเจ้านาย ทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าในบรรดาผู้ที่เข้ามาอยู่ในที่นี้ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุด สุภาพที่สุด และกล้าที่สุด ในเวลาอย่างนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าท่านย่อมไม่โกรธข้าพเจ้าอย่างคนอื่นๆ เพราะท่านย่อมรู้ดีว่าใครรับผิดชอบในเรื่องนี้ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวคำอำลาท่าน ขอท่านจงพยายามอดทนไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะท่านก็รู้อยู่แล้วว่าข้าพเจ้ามีหน้าที่อย่างไร ว่าแล้วผู้คุมนั้นก็ร้องไห้ หันหน้าหนี แลเดินออกไป


โสกราตีสหันไปยังเขาผู้นั้นแล้วพูดว่า ขอบใจมากสำหรับความปรารถนาดีของท่าน ข้าพเจ้าจะทำตามท่านสั่ง ว่าแล้วก็หันมาทางพวกเรา พลางกล่าวคำว่า ผู้คุมคนนี้สุภาพมาก จำเดิมแต่ข้าพเจ้าเข้าคุกมา เขาหมั่นมาดูข้าพเจ้าอยู่เสมอ และดีกับข้าพเจ้าเสมอ มาบัดนี้ก็ยังมาแสดงความเศร้าเสียใจอาลัยรักอีกเล่า เราต้องทำตามคำเขาไครโต ถ้าเตรียมยาพิษไว้แล้วก็ขอให้นำถ้วยเข้ามาเถิด ถ้ายังก็ขอให้เขาเตรียมยาพิษได้


ไครโตตอบว่า พระอาทิตย์ยังไม่ลับเหลี่ยมเขาเลย โสกราตีส ข้าพเจ้ารู้ดีว่าคนส่วนมากดื่มยาพิษล่า เมื่อได้รับคำเตือน ก็มักจะกินดื่มอย่างฟุ่มเฟือยถึงกับบางทีเสพกามมากด้วย ไม่มีใครเร่งร้อนกันเลย นี่ก็ยังมีเวลาอีกมาก


โสกราตีสกล่าวว่า ไครโต บุคคลที่ท่านว่า ทำเช่นนั้นก็ควรแล้ว เพราะเขาคิดว่าประวิงเวลาไว้ได้กำไร แต่ข้าพเจ้าไม่ควรทำตามอย่างเขา เพราะข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะได้กำไรอะไรขึ้นมา ถ้าจะยืดเวลาดื่มยาพิษออกไป การกระทำเช่นนั้น ก็เท่ากับทำตนให้เป็นที่น่าเย้ยหยัน ต่อหน้าต่อตาตนเองเท่านั้น เพราะจะมีประโยชน์อะไรกับการหวงแหนชีวิตไว้ ในขณะที่ได้สละไปแล้ว ฉะนั้น ขอท่านได้โปรดทำตามคำของข้าพเจ้าเถิด อย่าปฏิเสธคำขอร้องของข้าพเจ้าเลย


ไครโตได้ฟังดังนั้น จึงหันไปให้อาณัติสัญญาณกับบ่าว ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ บ่าวออกไปข้างนอกครู่หนึ่งก็กลับเข้ามากับผู้ซึ่งทำหน้าที่ผสมยาพิษ ถือถ้วยเข้ามาด้วย เมื่อโสกราตีสแลเห็น จึงพูดว่า นาย ท่านเป็นผู้ชำนาญในทางนี้ ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำอย่างไร บุคคลผู้นั้นตอบว่า ท่านพียงแต่ต้องดื่มยาพิษและเดินจนยกขาไม่ไหว แล้วก็ไปนอน ตอนนี้ยาจะสำแดงเดชเอง ว่าพลางเขาผู้นั้นก็ยื่นถ้วยให้โสกราตีส ผู้ซึ่งรับเอามาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่แสดงอาการสะทกสะท้าน เปลี่ยนสีหน้าแต่อย่างใด เป็นแต่เบิ่งตาจ้องหน้านายคนนั้น อันเป็นอากัปกิริยาของท่าน และพูดว่า ถ้าข้าพเจ้าจะหลั่งยาพิษลงถวายเทพบ้าง จะได้ไหม บุคคลผู้นั้นตอบว่า โสกราตีส เราเตรียมยามาแต่เท่าที่เห็นว่าพอแก่การ


โสกราตีสจึงว่า ข้าพเจ้าเข้าใจละ แต่ข้าพเจ้าก็ต้องขอให้เทพอวยชัยให้แก่ข้าพเจ้าในการเดินทางจากนี้ไปสู่ปรโลก นี้แหละคือคำสวดของข้าพเจ้า ขอให้เป็นไปตามคำสวดนี้เถิด ว่าแล้วโสกราตีสก็ยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มยาพิษลงไปอย่างเต็มใจและอย่างเบิกบาน


เท่าที่แล้วมา เพราะเราระงับโสกปริเทวะไว้ได้ แต่พอมาถึงตอนนี้ มาได้เห็นท่านดื่มยาพิษจนหมดถ้วย เราทนกันต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ทั้งๆ ที่จะฝืนใจไว้อย่างไรก็ตาม น้ำตาก็ไหลหลั่งลงมาจากตาของข้าพเจ้าจนได้ ข้าพเจ้าจึงเอามือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่ใช่ร้องเพื่อโสกราตีส หากร้องเพื่อตนเองที่ต้องสูญมิตรเช่นนี้ไป แต่ข้าพเจ้าก็มิได้เป็นคนแรกที่ทำเช่นนั้น ไครโตเอง เมื่อห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ ก็ลุกขึ้น และข้าพเจ้าทำตาม ในเวลาเดียวกันนั้นอโพลโลโดรัส ซึ่งร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ก็รำพันขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง เป็นเหตุให้พวกเราทั้งหมดคุมสติไว้ไม่อยู่ เว้นแต่โสกราตีสคนเดียว


โสกราตีสเห็นดังนั้นจึงว่า นี่อะไรกันนี่ ท่านทำการดังหนึ่งเป็นคนแปลกหน้า ที่ข้าพเจ้าส่งพวกผู้หญิงกลับเรือน ก็เพราะไม่ประสงค์จะให้มาประพฤติเช่นนี้ ด้วยข้าพเจ้าได้รับคำสั่งสอนมาว่า คนเราควรจะตายในดุษณีภาพ ขอท่านจงได้โปรดสงบใจลงเถิด อดทนเอาไว้


เมื่อเราได้ฟังเช่นนั้น ก็พากันรู้สึกละอายใจและเช็ดน้ำตาเสีย ท่านเองเดินไปมาจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านว่าขาท่านเริ่มไม่ทำงานแล้ว ท่านจึงไปเอนหลัง ตามคำสั่ง คนที่ให้ยาพิษท่านดื่มมองดูอยู่ที่ขาและที่เท้าของท่านบ่อยๆ และแล้วก็บีบเท่าท่านอย่างหนัก และถามท่านว่ารู้สึกไหม ท่านว่าไม่รู้สึก เขาจึงบีบขาไล่เรื่อยขึ้นมา แสดงให้เห็นร่างกายส่วนนั้นแข็งและเย็นชืด แล้วก็บีบต่อไปและพูดขึ้นว่า เมื่อยาพิษแล่นถึงหัวใจ ก็จะถึงที่สุดเพียงนั้น


ร่างกายโสกราตีสเริ่มเย็นมาถึงบั้นเอว จนถึงกับท่านต้องเอาผ้าห่มคลุม และพูดเป็นปัจฉิมวาทะว่า “ไครโต เราควรเอาไก่ไปเซ่นแอสเคลปิอัส* ตัวหนึ่ง ท่านทำแทนข้าพเจ้าหน่อยได้ไหม” ไครโตตอบว่า ข้าพเจ้าจะทำตามนั้น และถามว่ามีอะไรอีกไหม แต่ก็ไม่มีคำตอบ หลังจากนั้นอีกไม่กี่นาที โสกราตีสขยับเขยื้อนกายอีกครั้ง แต่พอผู้คุมมาเลิกผ้าดู ตาก็ค้างเสียแล้ว ไครโตจึงปิดตาและปิดปากให้


นี่แล เอเคกราตีส คือที่สุดแห่งมิตรของเรา อันข้าพเจ้าอาจกล่าวได้จากใจจริงว่า ในบรรดาคนทั้งหมดที่ร่วมยุคร่วมสมัยที่ข้าพเจ้ารู้จักมานั้น ท่านผู้นี้เป็นคนฉลาดที่สุด และยุติธรรมที่สุด และดีที่สุด


*แอสเคลปิอัส คือเทพแห่งการรักษาพยาบาล โสกราตีสสั่งเช่นนั้นเป็นท่วงทำนองว่าตนฟื้นแล้วจากชีวิตนี้ จะเข้าสู่ชีวิตอันนิรันคร


(คัดลอกจาก “โสกราตีส” เปลโต้แต่ง ส.ศิวรักษ์ แปล โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ พ.ศ. 2507)


หมายเหตุ: สมัยก่อนยังไม่มีการชันสูตรพลิกศพ หรือ Autopsy จึงไม่มีรายงานทางการแพทย์ปรากฏอยู่ แต่แพทย์สมัยหลังลงความเห็นว่ายาพิษที่โสกราตีสดื่มนั้นน่าจะเป็น “น้ำเฮมล็อก” (Hemlock) ซึ่งสกัดจากพืชชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ตัดระบบประสาททั้งระบบ ทำให้ถึงแก่ความตายเพราะหัวใจวาย

อนึ่ง การตายแบบโสกราตีสนี้ เปรียบไปก็เหมือนกับการสวรรคตของพระเยซูเจ้า ที่เกิดหลังจากนั้นอีกหลายร้อยปี คือเป็นการตายที่เป็นตำนาน ทำให้ผู้คนเกิดความสนใจ และกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังทำให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ถึงเรื่องราวแต่หนหลังของคนผู้นั้น จนเป็นที่มาของขบวนการสาวกที่เห็นอกเห็นใจ และสามารถแยกแยะถูกผิด ดำขาว อันเนื่องมาแต่ Message ที่การตายแบบนั้นส่งต่อมาเป็นทอดๆ ว่ามันเป็นการตายเพื่อดำรงความเชื่อในความดีของตัว เป็นการตายเพราะต่อสู้กับความอยุติธรรมทั้งปวง และเป็นการตายเพราะได้ทำการต่อสู้เพื่อปกป้องความจริงหรือสัจจะ จากความเท็จและอาสัตย์ทั้งมวล

หากโสกราตีสยอมอ่อนข้อให้กับความกลัว ด้วยการร้องขอต่อศาลหรือทำตามคำของพรรคพวก ที่ขอให้หนีไปเสีย จะด้วยการติดสินบนผู้คุม หรือโดยวิธีใดก็ตาม เขาก็จะได้ชื่อว่า เป็นคนดีแต่พูด หาได้ยึดถือหรือเชื่อตามที่ตัวเองพูดไว้ไม่ และโอกาสที่คำสอนหรือปฏิปทาของเขาจะได้รับการยอมรับและกล่าวขวัญถึง ก็คงมิได้เป็น ดังที่เป็นอยู่

บทความนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับมกราคม 2551

***โปรดคลิกอ่านบทความชุด Final Exit บางส่วนได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้ครับ

****วาระสุดท้ายของนโปเลียน


และ ***ศรีปราชญ์ ยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีตัวตน





วาระสุดท้ายของนโปเลียน


จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2363 ราวปลายรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยของเรา พระราชปรารภคำสุดท้ายที่เปล่งจากพระโอษฐ์ คือ ‘tete d’ armee’

ในเบื้องแรก พระบรมศพถูกฝังไว้ที่ Rupert Valley บนเกาะ Saint Helena ทรงฉลองพระองค์สีเขียวของกองทหารม้ารักษาพระองค์ และสวมทับด้วยฉลองพระองค์คลุมสีเทา ที่เรามักเห็นในภาพวาดเหมือนจริงของพระองค์ท่านเสมอ บนหลุมศพ เพียงสลักคำว่า CI-GIT (แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Here Lies”) หรือ “ณ ใต้ผืนแผ่นดินแห่งนี้....” ส่วนคำบรรยายต่อจากนั้นไม่มี เพราะฝ่ายอังกฤษและฝ่ายฝรั่งเศส มหาอำนาจที่เห็นพ้องให้ควบคุมตัวองค์จักรพรรดิไว้ในบั้นปลายบนเกาะแห่งนั้น ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะให้เขียนบรรยายว่ากระไร

นโปเลียนจากไปอย่างผู้แพ้ สิ้นหวัง น่าสงสาร และสำนึกเสียใจ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น พระองค์ยิ่งใหญ่เกียงไกร จักรวรรดิฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระองค์ เข้มแข็ง ก้าวร้าว แผ่รังสีอำมหิตทั่วทั้งยุโรป

ทว่า หลังจากปราชัยครั้งที่สอง ต่อกองกำลังผสมของสัมพันธมิตรภายใต้การนำของ Duke of Wellington ที่ทุ่ง Waterloo ในเบลเยียมแล้ว พระองค์ก็ถูกเนรเทศไปอยู่เกาะ Saint Helena ภายใต้การควบคุมของหน่วยทหารพิเศษอังกฤษบนเกาะแห่งนั้น

พระองค์เสด็จถึงเกาะแห่งนั้น เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2358 เมื่อพระชนมายุได้ 45 พรรษา สมัยนั้น ยังไม่มีสหประชาชาติและศาลโลก หากเป็นยุคนี้ พระองค์คงต้องถูกนำตัวขึ้นศาลในฐานะอาชญากรสงครามอย่างไม่ต้องสงสัย

มีคนเขียนถึงบั้นปลายของพระองค์จำนวนมาก ที่เด่นๆ และได้รับการอ้างอิงถึงมาก ก็คือ Napoleon Bonaparte: England’s Prisoner โดย Frank Giles (2001) และ Napoleon’s Surgeon โดย J. Henry Dibble (1970) ซึ่งบรรยายถึงปัญหาสุขภาพ และความเจ็บไข้ได้ป่วยก่อนสวรรคต ตลอดจนรายงานการชันสูตรพลิกพระศพด้วยอย่างละเอียด

นโปเลียนล้มป่วยลงตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2363 พระอาการในบันทึกการแพทย์มีทั้ง อาหารไม่ย่อย พระชีพจรเต้นช้า อุณหภูมิพระวรกายไม่คงที่ ประเดี๋ยวร้อน ประเดี๋ยวเย็น ไอ คลื่นไส้ อาเจียน พระเสโทท่วม เพ้อ พระวรกายสั่นสะท้าน สะอึก และในที่สุดก็สูญเสียความทรงจำ รวมทั้งเห็นภาพหลอน

คณะแพทย์ให้เสวยพระโอสถหลายชนิด รวมทั้งปรอทและพระโอสถประจุ แต่เมื่อพระองค์ทรงรู้พระสติ ก็ทรงปฏิเสธการรักษา แม้กระทั่งหมอก็ไม่ยอมให้เฝ้า อีกทั้งพระสองรูปที่พระมารดาทรงขอให้มา ก็ไม่ยอมพบ พระองค์ว่าตัวเป็นคนไม่นับถือศาสนาใด แต่พระทั้งสองก็แอบประกอบพิธีให้พระองค์แบบลับๆ

บางช่วงที่ความคิดอ่านปลอดโปร่ง พระองค์ทรงพระราชดำริให้แก้ไขพระราชพินัยกรรมหลายข้อด้วยกัน ที่สำคัญคือ พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ทิ้งเงินจำนวน 10,000 ฟรังก์ ให้แก่ Andre’Cantillon นายทหารนอกราชการ ที่ต่อมาถูกจับกุมในข้อหาพยายามลอบสังหาร Wellington ที่ปารีสในปี 2361 แต่ก็ได้รับการปล่อยตัว เพราะศาลไร้หลักฐาน อีกข้อที่สำคัญ คือในย่อหน้าห้า ที่พระองค์ทรงระบุว่า “การตายของข้าพเจ้า ไม่ใช่การตายแบบปกติ ข้าพเจ้าถูกลอบสังหารโดยกลุ่มคณาธิปัตย์ของอังกฤษและคนที่พวกเขาจ้างมา (หมายเหตุบอกอ: พระองค์หมายถึง Hudson Lowe หัวหน้าผู้คุมบนเกาะ Saint Helena) คนอังกฤษจะไม่ยอมคอยนาน เพื่อจะแก้แค้นเอากับข้าพเจ้า” (“My death is not natural. I have been assassinated by English oligarchy and hired murderer. The English people will not be long in avenging me”) อีกทั้งพระองค์ยังมีพระประสงค์ให้ฝังร่างไว้บนฝั่งแม่น้ำแซน (Seine) ในปารีส อีกด้วย

จากข้อความในย่อหน้าห้านี้เอง ที่มีนักประวัติศาสตร์และนักเขียนรุ่นต่อมาจำนวนมาก เชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพราะถูกลอบวางยาพิษ แต่จากหลักฐานทางการแพทย์ ไม่ได้ระบุเช่นนั้น

แพทย์ผู้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่าพระเจ้านโปเลียนสิ้นพระชนม์ คือนายแพทย์ชาวฟลอเรนซ์ นาม Francesco Antommarchi เขาเป็นผู้ผ่าพิสูจน์พระศพ โดยมีคณะแพทย์อังกฤษอีก 6 คน ยืนเป็นสักขีพยานอยู่ด้วย (Mitchell, Livingston, Arnott, Burton, Shortt, และ Henry) พวกเขาทั้ง 5 ยกเว้น Henry ที่ยังอาวุโสไม่ถึง ร่วมลงนามรับรองผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการ ว่าพระองค์ท่านสวรรคตเพราะฝีมะเร็งในพระนาภี (Stomach cancerous ulcer or carcinoma) ส่วนนายแพทย์ Antommarchi ไม่ยอมลงนามกับคณะแพทย์อังกฤษ เขาได้จัดทำรายงานของตัวเอง เพื่อลงความเห็นว่า พระองค์สวรรคตเพราะพระยกนะอักเสบ (Hepatitis) เนื่องเพราะพระยกนะของพระองค์บวมเปล่งผิดปกติ

รายงานทางการแพทย์ทั้งสองฉบับ บ่งบอกสภาพอื่นที่เหมือนกันคือ พระทนต์และพระทาฐะแข็งแรง แต่เริ่มคล้ำเพราะการเขี้ยวชะเอมเทศ (Licorice) พระวักกะข้างซ้ายใหญ่กว่าข้างขวาหนึ่งในสามส่วน พระวัตถิเล็กมากและพบนิ่วอยู่ด้วย พระกิโลมกะ (Mucosa) หนาและมีผื่นแดงเป็นปื้นๆ จำนวนมาก พระวรกายอ้วน พระมังสาเจือด้วยไขมันหลายชั้น พระโลมาน้อย พระถันย้อย พระอังสาแคบ พระโสณีผาย พระคุยหฐานและพระอัณฑะเล็ก (Small genitals)

จากรายงานทางการแพทย์ดังกล่าว ย่อมพิสูจน์ได้ว่าพระองค์ท่านมิได้ถูกลอบปลงพระชนม์ เราอาจย้อนไปศึกษาสักนิดก็ได้ว่าประวัติทางการแพทย์ของพระองค์เป็นอย่างไร เพื่อหาจุดอ่อนในพระวรกาย

แน่นอน พระบิดาของพระองค์ก็จากไปด้วยฝีในท้อง และคณะแพทย์ที่ชันสูตรพลิกพระศพก็มิได้ทราบกันมาก่อน อันที่จริง พระเจ้านโปเลียนเป็นคนที่โชคดีมาก เมื่อเทียบว่าพระองค์ทรงเสี่ยงชีวิตในราชการสงครามเกือบตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงบัญชาการรบในรัศมีปืนใหญ่และปืนยาวเสมอ ม้าทรงอย่างน้อย 18 ตัวที่พระองค์เคยทรงออกรบ ตายกลางศึก ครั้งหนึ่ง ในการศึกที่ Toulon พระองค์ถูกสะเก็ดระเบิดที่พระพักตร์และถูกดาบปลายปืนแทงเข้าที่พระอูรุซ้าย พระองค์เคยทรงปรารภตลอดมาว่าแผลนั้นรบกวนพระองค์อยู่เสมอๆ นอกจากนั้นยังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยอีกหลายหน

นโปเลียนทรงกังวลเสมอว่าพระองค์จะประสบชะตากรรมเดียวกับพระบิดา พระองค์ทรงเจ็บพระนาภีบ่อยๆ พระองค์เสวยน้อย ไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ เสวยแต่ไวน์ผสมน้ำเปล่า เวลาเสวยเพียงสิบกว่านาทีก็แล้วเสร็จ

พระองค์ทรงออกกำลังพระวรกายเสมอบนหลังม้า เกือบจะตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์เป็นคนประเภท Active ทรงหากิจกรรมทำได้ตลอด ตรัสเร็ว เสวยเร็ว และทำอะไรๆ ด้วยความรวดเร็ว รวมทั้ง Made Love ด้วย

พระองค์ทรงเคยประชวรพระวาโยหลายครั้งขณะกำลัง Made Love นับแต่พระชนม์มายุได้ 30 พระวรกายเริ่มอ้วน คนที่เกลียดพระองค์เปรียบว่าเป็น “หมูจีน” (China Pig) พระองค์เคยปรารภว่าทรงเจ็บพระอุระเสมอ แต่ก็ไม่พบว่าทรงเป็นวัณโรค (ในยุคนั้นถือว่าเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนหนุ่มมากติดอันดับหนึ่งในสาม) และตั้งแต่ปี 2353 เป็นต้นมา พระองค์เริ่มมีปัญหานิ่ว ทรงพระบังคลเบายาก เป็นปัญหามากช่วงที่บุกรัสเซีย และช่วงที่หนีกลับมาจากเกาะ Elba ก่อนสิ้นพระชนม์ไม่นาน เคยมีคนแอบเห็นว่าพระองค์ทรงพระบังคลเบาขณะยืนพิงต้นไม้ และแสดงสีพระพักตร์เจ็บปวด พร้อมกับปรารภกับพระองค์เองว่า “นี่เป็นจุดอ่อนของเรา มันจะฆ่าเราในที่สุด” (“This is my week spot-this will kill me in the end”)

เป็นอันว่าผู้อ่าน MBA ที่ส่วนใหญ่คงไม่ใช่หมอ น่าจะตกลงใจได้แล้วว่านโปเลียนสวรรคตด้วยสาเหตุอันใด



ฟื้นคืนพระชนม์ชีพและเป็นอมตะ



นโปเลียน ตายเยี่ยงผู้แพ้และไร้ความสำคัญได้ไม่นาน ก็กลับมามีชื่อเสียง ทั้งในฐานะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แม่ทัพผู้เก่งกล้าสามารถ และนักปกครองอัจฉริยะ ตำนานของพระองค์ท่านถูกสร้างใหม่ และเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง กระทั่งปัจจุบัน

นั่นเป็นเพราะเหตุอันใด

หลังยุคนโปเลียน กษัตริย์ Louis XVIII แห่งราชวงศ์บรูบอง (Bourbons) ก็ถูกอัญเชิญจากมติของสัมพันธมิตรให้ขึ้นครองราชย์แทน ที่อังกฤษ Duke of Wellington ซึ่งสร้างชื่อเสียงเพราะปราบนโปเลียนลงได้ ก็ลงเล่นการเมือง จนได้เป็นนายกรัฐมนตรี

กษัตริย์องค์นั้น ไม่เป็นที่ชื่นชอบของราษฎร คนฝรั่งเศสจึงโหยหานโปเลียน แม้แต่ Victor Hugo นักเขียนอัจฉริยะ ที่เคยเกลียดนโปเลียนเข้าไส้ ก็ยังหันกลับมาเห็นใจ และแต่งบทกวีให้เป็นเกียรติ Ode de la Colonne หลังจากนั้น วงวรรณกรรมของฝรั่งเศสก็เอาอย่าง มีการจัดพิมพ์ประวัติและเอกสารที่เกี่ยวกับวีรกรรมของนโปเลียนขนานใหญ่

ต่อมากษัตริย์ Louis-Phillippe ได้ทำการปราบดาภิเษกเมื่อปี 2373 และเรียกตัวเองว่า “King of the French” เอาอย่างนโปเลียน หลังจากนั้นสามปี พระองค์ก็สั่งให้สร้างรูปปั้นนโปเลียนไว้ในปารีส (ที่ Place Vendome) ในประเทศอังกฤษ นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลของ Wellington ลงได้ นักการเมืองเหล่านั้นหลายคนล้วนเป็นพระสหายของนโปเลียน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษทำตามพระราชประสงค์ที่ต้องการให้ฝังพระองค์ไว้บนฝั่งแม่น้ำแซน ในที่สุดรัฐบาลก็อนุมัติให้ขุดพระบรมศพ

Louise-Phillipe จึงส่งพระราชโอรสขึ้นเรือรบไปรับพระศพมาทำพระราชพิธีอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติที่ปารีส และให้บรรจุพระบรมศพไว้ที่ Hotel Invalides ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ใครที่เคยไปที่นั่น คงสังเกตเห็นว่า การตกแต่งภายในนั้นสวยงาม ยิ่งใหญ่ ขลัง ตระการตา ภายใต้โดมประดับทอง สลักคำที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “The greatest soldier who ever live”

หลังจากนั้น Louise-Napoleon หลานชายของจักรพรรดินโปเลียน ก็ทำการรัฐประหารและต่อมาก็ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ Napoleon III พระองค์ได้สั่งให้รื้อฟื้นวีรกรรมและความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิองค์ก่อน จัดพิมพ์จดหมายโต้ตอบหลายเล่มสมุด ออกนิตยสารและหนังสือพิมพ์ ตลอดจนให้เงินสนับสนุนให้เขียนพระราชประวัติของพระปิตุลา

บัดนี้ ความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดินโปเลียน มีค่าเท่ากับความยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศสไปเสียแล้ว พระองค์กลายเป็นความภูมิใจของชาติฝรั่งเศส ยิ่งเมื่อฝรั่งเศสเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์ และอ่อนแอลง จนพ่ายแพ้เยอรมนีหลายครั้งหลายครา คนก็จะยิ่งโหยหานโปเลียน ไม่เพียงเท่านั้น ผู้นำทางการเมือง นักการทหาร และนักธุรกิจชั้นนำคนสำคัญของโลกหลายคน ก็ได้กล่าวยกย่องและเลียนแบบนโปเลียน ไม่ว่าจะเป็นประธานเหมา เจ๋อ ตง ฟิเดล คาสโตร จอน เอฟ เคนเนดี้ นายพลดักลาส แม็กอาเธอร์ หรือแม้กระทั่ง บิล เกต ผู้ยิ่งใหญ่แห่งไมโครซอฟท์

หลายสิบปีมานี้ ประธานาธิบดีฟรังซัว มิเตอรัน และประธานาธิบดีชาค ชิรัก ก็ได้ส่งเสริมหลายโครงการที่เป็นการโปรโมทนโปเลียน นัยว่าต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านอเมริกาแบบอ้อมๆ นั่นเอง

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 กุมภาพันธุ์ 2551

**คลิกอ่านบทความชุด Final Exit ที่น่าสนใจบางอันของผมได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้ครับ

1. พระราชพินัยกรรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ

2. ความประทับใจ ณ ลานประหาร ต่อกรณี Sir Walter Ralegh

3. ศรีปราชญ์ ยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีตัวตน


Death in the Afternoon

“บ้านดงเค็ง” เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลหนองน้ำใส อำเภอสี้คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา หมู่บ้านนี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจ ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ มีถนนลูกรังสายเล็กที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อตัดผ่าน คล้ายๆ กับ One-street Town ในหนังคาวบอยตะวันตก นานๆ จึงจะมีรถวิ่งผ่านสักคัน ถนนสายนี้คล้ายกับซอยย่อยที่เชื่อมมาจากซอยใหญ่ “คลองไผ่-หนองน้ำใส” ซึ่งเชื่อมมาจากถนนมิตรภาพอีกทอดหนึ่ง

ชาวบ้านดงเค็งน้อยคนนัก ที่ภูมิใจกับถนนเล็กๆ สายนี้

ในยามแล้งและยามหนาว ฝุ่นแดงละเอียดจะคลุ้งขึ้นเสมอเมื่อรถวิ่งผ่าน กิ่งและใบเค็ง เต็มไปด้วยผงฝุ่นเกาะเขรอะจนขาวหม่น แต่เมื่อฝนเริ่มมา ชะล้างกิ่งใบจนใสสะอาด ทว่า เบื้องล่างกลับกลายเป็นโคลนเลน

ที่นี่ คะเนดูด้วยตาแล้ว น่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่สักไม่เกินหกสิบครัวเรือน ก่อสร้างบ้านเรือนเกาะกลุ่มกันบนพื้นที่ประมาณครึ่งตารางกิโลเมตร แล้วตัดถนนล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เดินสักสิบนาทีก็รอบหมู่บ้าน พ้นจากตรงกลางออกมา ล้วนเป็นทุ่งนา ล้อมรอบหมู่บ้านทั้งสี่ด้าน กว้างจนสุดลูกหูลูกตา ด้านเหนือและด้านตะวันตก จรดภูเขา ส่วนด้านใต้กับตะวันออก จรดหมู่บ้านอื่น ที่มองเห็นอยู่ลิบๆ หมู่บ้านนี้จึงดูเหมือนเกาะที่ลอยอยู่กลาง “ทะเลทุ่งนา”

แหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้าน คือบ่อบาดาลส่วนกลาง ที่ติดตั้งระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ขึ้นกักเก็บไว้บนแท็งก์ซีเมนต์สูง แล้วแจกจ่ายไปตามท่อให้สำหรับทุกครัวเรือนเหมือนระบบประปาเมืองหลวง ระบบนี้เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ในยุครัฐบาลทักษิณ ก่อนหน้านั้น สมาชิกของทุกครัวเรือนต้องออกไปตักน้ำจากบ่อ แล้วเข็นกลับบ้าน หรือเวลาจะอาบน้ำ ก็ต้องไปอาบกันตรงนั้น เช่นเดียวกับหมู่บ้านอิสานสมัยก่อนนั่นแหละ

อากาศปลายมกรายังคงหนาวเย็น กลางคืนถ้าอยู่กลางแจ้งต้องผิงไฟ และถ้าอยู่ในบ้านก็ต้องห่มผ้าหลายชั้น ถึงจะนอนสบาย ยุงไม่มี และเงียบมากจนได้ยินเสียงหูตัวเอง คนจมูกดีอาจได้กลิ่นฟางข้าวในตอนกลางวัน

ดูจากสภาพภูมิศาสตร์แบบนี้ ไม่บอกก็รู้ว่าอาชีพหลักของชาวบ้านคือการทำนา ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สืบสายมาจากตระกูลไม่กี่ตระกูล

กลุ่มคนรุ่นบุกเบิกที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่บางคน ยังคงมีชีวิตอยู่ พวกเขาหนีแล้งมาจากอำเภอประทายเมื่อเกือบ 60 ปีมาแล้ว โดยตอนแรกก็มารับจ้างตัดไม้ แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจปักฐานอยู่กันที่นี่กันเสียเลย อยู่ไปอยู่มาก็ออกลูก ออกหลาน ออกเหลน ลูกหลานก็แยกกันไปปลูกบ้านเป็นของตนๆ บ้างก็แต่งออกไปอยู่ที่อื่น แต่บ้างก็แต่งเข้า พาคนที่อื่นมาอยู่ในหมู่บ้าน เป็นอย่างนี้เรื่อยมา ตลอด 60 ปี ทำให้ชาวบ้านที่นี่ นอกจากจะมีความผูกพันกันสูงแล้ว ยังคิดอะไรคล้ายๆ กันอีกด้วย

ชาวบ้านที่นี่ บริหารความกลัวกันด้วยการพึ่งพิงผีสางผสมกับพระพุทธศาสนา พัวพันแบบนี้มาแต่บรรพบุรุษ สังเกตได้จากศาลเจ้าพ่อประจำหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้นั้น เพียบพร้อมไปด้วยตุ๊กตาม้าช้าง และเครื่องเซ่นเครื่องบนต่างๆ จำนวนมาก ยิ่งใกล้ฤดูทำนา ก็ต้องมีพิธีบวงสรวง ขอฝน แห่นางแมว และทำบุญบ้องไฟ ที่ถือเป็นอุบายอันแยบคายในการช่วยขจัดความกลัวในใจตัว (กลัวแล้ง ปลูกข้าวไม่ดี ไม่มีข้าวไว้กิน และสุดท้ายก็ขายข้าวไม่ได้) และเสริมความมั่นใจแบบหนึ่ง

ส่วนความสัมพันธ์กับพุทธศาสนานั้นย่อมต้องมีขนานกันไป กิจกรรมในวันพระและวันนักขัตฤกษ์ก็มีไม่ขาด หรือเมื่อต้องมีงานบุญ ก็ย่อมต้องเชิญพระสงฆ์องค์เจ้ามาสวดมาแหล่ และเมื่อสังเกตดูทุกบ้าน ก็เห็นมีหิ้งพระกันถ้วนหน้า

พูดแบบฝรั่ง ก็ต้องบอกว่า ทางด้านจิตวิญญาณ คนหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่ ล้วน Fear God กันเป็นพื้นฐาน

ดังนั้น งานพิธีต่างๆ ทั้งเฉลิมฉลองและเศร้าโศก ที่จัดขึ้นในแต่ละช่วงแห่งชีวิตของแต่ละคน ตั้งแต่เกิดไปจนตาย (หรือแม้กระทั่งตายแล้วแต่ยังมีคนจัดงานเพื่อระลึกถึง) ย่อมต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอยู่ในโปรแกรมด้วยทางหนึ่งเสมอ

อย่างวันนี้ ก็เช่นกัน

ตั้งแต่ตีสี่มาแล้ว ที่เราได้ยินเสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงขนาด 500 วัตต์ เปล่งออกจากตับลำโพงกว่า 20 ตัว ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนร้านเหล็ก สูงกว่าหลังคาบ้านใดๆ ทั้งสิ้น ในหมู่บ้านนั้น จนดูเหมือนว่า คงไม่มีผู้ใดหลบเร้นเสียงเพลงที่แผดออกและทะลุทะลวงไปในทุกอณูของหมู่บ้านได้พ้น ทุกคนจึงรู้เป็นสัญญาณว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมารวมกันที่บ้านของอานนท์ มูลสระคู เพื่อร่วมงานบวชของน้องภรรยา ควบงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงพ่อแม่ภรรยาและลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่ล้วนล่วงลับไปนานแล้ว

งานวันนี้มีความสำคัญมากต่ออานนท์และครอบครัว เพราะนอกจากจะเป็นการบุญแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงอัครฐานในแบบของคนอิสานอีกด้วย

ความยิ่งใหญ่ของงานย่อมสะท้อนถึงหน้าตาของเจ้าภาพอย่างช่วยไม่ได้

จำนวนและชนิดของอาหาร เครื่องดื่ม กองบุญ แขกเหรื่อ เครื่องเสียง เครื่องไฟ เวที หมอลำ หางเครื่อง ตลอดจนจำนวนพระสงฆ์ที่รับนิมนต์มาเพื่อประกอบพิธีและเทศน์แหล่ ล้วนเป็นดัชนีบ่งบอกถึงฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าภาพโดยทางอ้อม

เหล้าขาว 150 ลัง เบียร์ 100 ลัง หมู 2 ตัว วัว 1 ตัว เครื่องไฟชุดใหญ่ครบชุด วงหมอลำซิ่งขนาดเล็ก หางเครื่อง 4 คน รถดนตรี 1 คัน พระสงฆ์ 3 รูป สำหรับเทศน์แหล่ ยังไม่นับน้ำแข็ง โซดา น้ำอัดลม ผัก ผลไม้ และค่าน้ำร้อนน้ำชา ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อานนท์ได้มาจากเงินที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบจากการทำงานในเมืองหลวงมาหลายปี เพื่อตระเตรียมไว้รองรับงานบุญที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

โปรแกรมทางด้านบุญ ดำเนินไปด้วยดี ตั้งแต่บวชนาค แห่ลูกแก้ว บวชพระ จนถึงเทศน์แหล่ ที่เป็นการเทศน์พุทธประวัติ ตอน “ปตาจยา” หญิงสาวผู้มีความกตัญญูอย่างเหลือล้น เล่นเอาลูกเด็กเล็กแดงไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ ซับน้ำตากันอย่างไม่อาย

ทว่า ในขณะที่โปรแกรมทางด้านบุญดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้านก็กำลังตระเตรียมภารกิจที่จำเป็นต้องมีคนลงมือกระทำ พูดแบบฝรั่งอีก ก็ต้องว่าเป็น Necessary Evil

วัวขนาดกลางตัวหนึ่งกำลังถูกพาไปที่ท้องทุ่ง ใต้พุ่มไม้ ที่เจ้าของปลูกเถียงไว้พักผ่อนเวลาทำนา ค่อนข้างลับตาชาวบ้านส่วนใหญ่ที่กำลัง “อิน” กับ ปตาจยา

นายฮ้อย ผู้เป็นคนพาวัวมา เล่าให้ฟังว่า เขาเพิ่งเจอวัวตัวนี้เมื่อสองวันก่อนที่ตลาดนัดวัวควาย เห็นหน่วยก้านดี และราคาสมเหตุสมผล สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เจ้าภาพออเดอร์ไว้ ก็เลย “จับ” มาด้วยราคาที่พอมีกำไรบ้างนิดหน่อย

ระหว่างนี้ เขาดูแลมันอย่างดี ให้หญ้าให้น้ำอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเราสังเกตอาการมัน ก็เห็นมันยืนเฉย เหมือนกับมันยังไม่ล่วงรู้เลยสักนิดว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

ไกลลิบออกไปทางด้านหมู่บ้าน พวกเราเริ่มเห็นชายฉกรรจ์กว่า 10 คน มุ่งหน้ามาทางนี้ โดยบ้างก็หอบเสื่อ บ้างก็หอบถัง บ้างก็หอบกะละมัง หอบเข่ง ที่เหลือก็ช่วยกันแบกทางมะพร้าวมาด้วยจำนวนหนึ่ง

ในกลุ่มนั้น มีชายร่างเล็ก ผอมเกร็ง ถือมีด พร้า ค้อน ขวาน มาอย่างพะรุงพะรัง อานนท์กระซิบกับเราว่า เขาคือ เพชฌฆาต ประจำหมู่บ้าน รับงานทำนองนี้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น วัว หมู ไก่ หนู งู แมว กระต่าย หรือตัวอะไรก็ตามที่พอจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ดได้ จรรยาบรรณของเขาคือ “ฆ่าด้วยมือที่ชำนาญ ไม่ให้เจ็บปวดทรมานโดยไม่จำเป็น”

เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เพชฌฆาตแต่ละคนย่อมมีวิธีการเป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าถูกฝึกฝนมาจากสำนักไหน โดยทั่วไปแล้ววิธีปฏิบัติที่มาตรฐานและเป็นที่นิยมสำหรับการ “ล้มวัว” คือการใช้ค้อนทุบลงไปที่หัว ให้เกิดความมึนหรือเกือบสลบ แล้วก็ฉวยโอกาสนั้น เชือดคอด้วยมีดปลายแหลม จนวัวถึงแก่ความตาย

ทว่า เพชฌฆาตนายนี้ มีวิธีปฏิบัติเป็นของตัวเอง คือก่อนที่จะเชือดคอและทำการแล่เนื้อเถือหนังนั้น เขาต้องใช้มีดปลายแหลมเล็กเรียว ยาวเกือบช่วงแขน แทงเข้าไปที่ชายโครงซ้าย เสียก่อน นัยว่าเพื่อให้ถูกอวัยวะสำคัญ และวัวจะ “ล้ม” ด้วยภาวะเลือดตกใน

พริบตานั้น เราเห็นเขาโผเข้าไปหาวัว เสียบมีดเข้าที่สีข้างแล้วก็ดึงออกอย่างรวดเร็ว เหมือนในภาพยนตร์จีนกำลังภายในที่พระเอกชักกระบี่ออก ปาดข้ามหัวตัวเองรอบหนึ่ง แล้วก็เก็บกลับเข้าฝัก แต่แล้วศัตรูก็ทำหน้าบิดหน้าเบี้ยว ร่วงลงราวกับใบไม้ร่วง โดยเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบนั้น เกิดขึ้นเพียงในชั่วพริบตา

แผลที่สีข้างวัว เป็นจุดแดงเล็กนิดเดียว เหมือนเอาสีมาแต้มไว้ ถ้าไม่มีใครบอกให้รู้ก่อน เราก็คงคิดไม่ถึงว่าแผลขนาดนี้ มันจะเป็นเรื่องใหญ่โตถึงชีวิตได้

“เอาแหล้ว” ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งอยู่ที่นั่นด้วย ให้สัญญาณกับทุกคนเป็นภาษาพื้นเมือง ว่าควรเตรียมพร้อมได้แล้ว

ระหว่างนั้น เราเห็นหลายคนหยิบมีดปลายแหลมในลักษณะเตรียมพร้อม บางคนเคลียร์พื้นที่ เอาทางมะพร้าวที่เตรียมมาปูซ้อนกันหลายชั้น บางคนก็เริ่มผสม “แจ่ว” คือน้ำจิ้มที่ประกอบด้วย “ผงนัว” พริกป่น มะนาว และน้ำปลา

อีกไม่กี่อึดใจ วัวตัวนั้นก็ล้มลง ผู้ช่วยเพชฌฆาตตีซ้ำด้วยค้อนลงไปที่หัวสองที ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงมือเชือดคอด้วยมีดอีกเล่มหนึ่ง วัวกรีดร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็สิ้นใจ พลันในหัวผม ก็จินตนาการไปถึงหนังเรื่อง Silent of the Lamb ที่ตั้งชื่อตามลักษณะการตายแบบเดียวกันนี้

เป็นอันหมดหน้าที่เพชฌฆาตแต่เพียงนี้ ถึงเวลาที่คนอื่นจะต้องลงมือบ้างแล้ว

ในกระบวนการ “แล่เนื้อเถือหนัง” นั้น พวกเขายึดเป้าหมายเดียวกัน ว่าต้องให้ “เสียของ” น้อยที่สุด อวัยวะทุกชิ้นของวัว นอกจากอุจจาระที่อยู่ในท้อง ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น (อุจจาระที่อยู่ในไส้ ที่เรียกว่า “ขี้อ่อน” นั้น ถือเป็น “ของดี”)

เริ่มจาก “เลือด” ที่ต้องนำกะละมังไปรอง ไม่ให้หกเลอะเทอะเสียหาย จนหยดสุดท้าย

ร่างวัวไร้วิญญาณที่ถูกสูบเลือดออกจนเกือบหมดแล้ว ถูกนำมาวางบนเตียงทางมะพร้าว หันหน้าท้องขึ้น ขาชี้ฟ้า (เหมือนกับเตรียมการผ่าพิสูจน์ในกระบวนการ Autopsy) คนสี่คนที่จับขาทั้งสี่ เริ่มใช้มีดสั้นกรีดที่ปลายขาเป็นวงกลมเหมือนกับ “ควั่นอ้อย” แล้วก็กรีดสะพายแร่งเป็นทางยาวขึ้นมาถึงต้นขา เพื่อเปิดหนังออก แล้วก็บรรจงเลาะพังผืดด้วยความประณีต เพื่อไม่ให้หนังเสียหาย เลาะไปที่ละนิดจนได้หนังเป็นผืน ปูรองทับกับทางมะพร้าวอีกชั้นหนึ่งโดยอัตโนมัติ ส่วนคนที่ห้าและหกรับผิดชอบด้านอก หน้าท้อง และเครื่องใน

เขาลงมือกรีดหน้าท้องเป็นทางยาว เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้าถึงตับไตไส้พุง แล้วก็หันมาสนใจกับ “เนื้อยอดอก” ซึ่งถือเป็นส่วน Cream of the cream ในหมู่คนอิสานที่ชอบ “เปิบ” เนื้อวัวดิบ จิ้มแจ่วที่เพิ่งตักเลือดสดๆ และน้ำดีดิบมาผสมหมาดๆ ว่ากันว่า เนื้อส่วนนี้หวานกรอบ เคี้ยวแล้ว “กรุบๆ” ให้รสชาติต่างกับเนื้อวัวปรุงสุก อร่อยกว่าหลายเท่าตัว ทว่า พวกเราที่อยู่ที่นั่นด้วย ก็ใจไม่ถึงพอที่จะชิมกัน

ทุกคนล้วนชำนาญในการใช้มีด บางคนเคยทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊กอยู่กับโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯ มาแล้ว ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เนื้อส่วนต่างๆ ก็ถูกแล่ออกจนหมดสิ้น เหลือแต่ “เนื้อคาโครง” ที่ทุกคนรุมกินแกล้มเหล้าขาวกันแบบสดๆ

“ตับ” ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นิยมกินกันสดๆ เพราะถือกันว่า รสชาติของมันจะอร่อยที่สุดตอนถูกตัดออกจากร่างวัวที่เพิ่งเสียชีวิต คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง ที่เราไม่เคยได้เห็นเนื้อยอดอกกับตับเหลือรอดกลับไปที่หมู่บ้านอีกเลย แม้ตับวัวหนึ่งตัว จะมีปริมาตรไม่น้อยเลยก็ตามที

ผมพยายามข่มใจให้เป็นปกติ เพื่อจะได้ Observe กระบวนการทั้งหมดด้วยความเป็นกลาง และก็แปลกใจที่พบว่าบรรยากาศขณะนั้น มันสบายๆ ไม่มีอะไรให้เครียด ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว “การฆ่า” มันน่าจะแผ่รังสีอำมหิตมากกว่านี้ แต่นี่ผมกลับพบบรรยากาศการพูดคุยเล่น แล่ไปด้วยกินไปด้วย ดื่มไปด้วย สูบไปด้วย หัวเราะไปด้วย แซวไปด้วย....ราวกับเป็นกิจกรรมบันเทิงประเภทหนึ่ง

ผมอดนึกย้อนเปรียบเทียบไม่ได้ถึงความรู้สึกครั้งหนึ่ง ที่เคยเข้าไปในห้องผ่าตัดในฐานะ “พ่อ” ครั้งนั้น ผมเห็นหมอและพยาบาล พูดคุยหยอกล้อ และหัวเราะอยู่ตลอดเวลา จนการผ่าตัดเอาลูกของเราออกมาจากท้องแม่ของเขาสำเร็จ

ผมเลยรู้ว่า “การหัวเราะ” บางทีก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ และ “ความสามารถที่จะหัวเราะได้ หรือหัวเราะออก หรือหัวเราะเป็น” ในสถานการณ์คับขัน น่าอึดอัด และหมดหนทาง นั้น เป็น “พรประเสริฐ” ที่มนุษย์ได้รับมาเลยทีเดียว

มิน่าเล่า ปราชญ์ฝรั่งถึงยกย่องคนที่สามารถหัวเราะเยาะ หรือเย้ยหยัน ตัวเองได้ เพราะนั่นถือว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญและมีสติมาก

ผมว่าคนอิสานที่ผมพบเจอ ล้วนมีคุณสมบัติข้อนี้เพียบพร้อม น่ายกย่อง (อันนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่นักจิตวิยาสมัยใหม่เรียกด้วยภาษายอดฮิตว่า “EQ”)

ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็พบว่า เนื้อทุกส่วนถูกแยกแยะไว้เป็นหมวดหมู่แล้วในแต่ละเข่ง ทั้ง Chuck, Rib, Short Loin, Serloin, Tenderloin, Top Serloin, Button Serloin, Round, Brisket, Plate, Flank, Shank รวมทั้งเครื่องใน (Hormone) เลือด น้ำดี หนัง หัว และลิ้น

ตอนนั่งรถกลับมาจากทุ่งนาที่เป็นลานประหาร ผมสังเกตเห็นเนื้อที่โคนขาสีขาวโพลนกระตุกอย่างแรง หลายที อานนท์อธิบายว่า ตรงที่กระตุกนั้น ถ้าได้มีโอกาสเอามีดเฉือนออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วจิ๋มแจ่วกินสดๆ แบบนั้น “จะเลิศมาก”

ค่ำวันนั้น ระหว่างหมอลำซิ่งบรรเลงอยู่บนเวทีพร้อมแสงสีเสียงและหางเครื่องนุ่งน้อยห่มน้อย แขกเหรื่อทุกคนก็กำลัง Busy อยู่กับอาหารเมนูหลัก ต้มเนื้อ ลาบ และเครื่องในทอด

ผมเองก็เพิ่งจะรู้ว่า อาหารที่ปรุงจากเนื้อสด ที่แล่จากวัวเพิ่งตาย จะให้รสชาติอร่อย แตกต่างกับเมนูเนื้อในกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง

ผมสงสัยอยู่อย่างเดียวว่า พรุ่งนี้เช้า หลังจากพระท่านประกอบพิธีสงฆ์แล้วเสร็จ จะมีเมนูเดียวกันนี้ถวายเป็นภัตราหารเพล ด้วยหรือเปล่า


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
(ขอขอบคุณ อานนท์ มูลสระคู ผู้ชักนำให้ได้เห็นการล้มวัวและพิธีทำบุญต่างๆ ตลอดจนให้สถานที่พักพิงตลอดหลายวัน)
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมกราคม 2551

ซั้ต


ผมเคยอ่านเรื่องราวชีวิตของ Jean-Paul Sartre มาบ้าง โดยเฉพาะก็ Sartre: A Life ของ Annie-Cohen Solal และ Simone de Beauvoir ที่เขียนโดย Claude Francis กับ Fernande Gontier เลยตั้งใจว่าสักวันจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเรียบเรียงและวิพากษ์วิจารณ์กันในภาคภาษาไทย แต่จนแล้วจนรอด โอกาสแบบนั้นก็ยังไม่มาถึง

คราวนี้ประจวบเหมาะที่จะต้องเขียนถึง Sartre เพราะ “เรื่องจากปก” ของ MBA ฉบับนี้ ว่าด้วย “ผู้หญิง” ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า Sartre นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับนักคิดนักเขียนและบรรพสตรีคนสำคัญของขบวนการ “สิทธิสตรี” (Feminist) คือ Simone de Beauvoir ในฐานะชู้รักหรือเมียเก็บคนหนึ่งของเขา

ในความเห็นของผม “ปัญญาชนฝรั่งเศส” หรือ French Intellectual ที่ความคิดและข้อเขียน ตลอดจนวิถีชีวิตของพวกเขา มีเสน่ห์ น่าศึกษา มีอยู่ 4 คนด้วยกัน คือ Michel de Montaigne, Rene’ Descartes, Jean-Jacques Rousseau, และ Jean-Paul Sartre ในบรรดาบุคคลทั้งสี่ Sartre เป็นคนที่ร่วมสมัยกับพวกเรามากที่สุด เพราะเขาเพิ่งตายเมื่อปี 2523 นี้เอง ในขณะที่สามคนก่อนหน้านั้นจากเราไปกว่าร้อยถึงหลายร้อยปีแล้ว

อันที่จริง Sartre ก็เหมือนปัญญาชนคนสำคัญทั่วไป คือมีความเชื่อมั่นและยึดมั่นถือมั่นในตัวเองสูงมาก แต่เขาก็มีเหตุผลที่ต้องเป็นเช่นนั้น เขาได้รับการศึกษามาอย่างดีเลิศ เป็นคนดัง เป็นนักเขียนที่ขายหนังสือได้ในระดับหลายล้านเล่ม ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมแต่ก็ปฏิเสธไม่ไปรับ ปรัชญา Existentialism ที่เขาคิดขึ้นก็ได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างมากในหมู่คนหนุ่มสาวยุคหลังสงครามโลกและยุคแสวงหา แม้แต่ตอนตาย ผู้คนกว่าครึ่งแสนยังมาร่วมพิธีฝังศพของเขา

เขาเป็นลูกคนเดียว ของครอบครัวชนชั้นกลางที่มีอันจะกิน พ่อเขาตายแต่เขายังเล็ก เขาเคยพูดถึงพ่อว่า “ดีที่เขาตายก่อน มิฉะนั้นเขาต้องครอบงำผมแน่........พ่อผมก็เหมือนกับคนทั่วไปในสมัยนั้น เขาอ่านหนังสือประเภทไร้สาระ....ตอนหลังผมขายทิ้งหมด..พ่อมีความหมายต่อผมน้อยมาก”

เขาโตมากับห้องสมุดขนาดใหญ่ของปู่ ภายใต้การดูแลของแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อ ซึ่งค่อนข้างเปิดกว้าง เขาเหมือนกับ Rousseau ที่รักการอ่าน (อ่าน “ความหลงตัวเองของรุสโซ”) และอ่านหนังสือจำนวนมากตั้งแต่ยังเด็ก นั่นนับเป็นประโยชน์มากกับการเขียนหนังสือของเขาในเวลาต่อมา

Sartre ได้รับการศึกษาชั้นเลิศในระบบการศึกษาฝรั่งเศส ที่ออกแบบมาสำหรับผลิตชนชั้นนำ (Elite) โดยเฉพาะ เขาผ่านโรงเรียนมัธยมชั้นนำ (Ly’cee) ใน La Rochelle’ แล้วก็มาต่อที่โรงเรียนเตรียมสำหรับ Grandes E’coles ที่ดีที่สุดในสมัยนั้น คือ Ly’cee Henri Quatre ในปารีส เสร็จแล้วก็เข้า E’coles Normale Supe’rieure ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของฝรั่งเศสที่ผลิตนักคิดและนักวิชาการชั้นหัวกะทิตลอดจนชนชั้นปกครองของประเทศ

เขาเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิ เรียนหนังสือเก่ง เขียนหนังสือเก่ง เขียนบทละคร เล่นเปียโน (ตอนหลังเขาชอบฟังแจ๊ส) เล่นละคร ดื่มหนัก และคบผู้หญิง คนรักของเขาขณะนั้นคือ Simone Jollivet ระยะนั้นเขาตั้งเป้าว่าต้องอ่านหนังสือให้ได้ 300 เล่มต่อปี และเขายังคงนิสัยอ่านแบบนั้นไว้ต่อมาอีกนาน หนังสือที่เขาอ่านช่วงนั้นหลากหลาย แต่ส่วนมากจะเป็นนวนิยายอเมริกัน

เขาเริ่มอาชีพด้วยการเป็นครู ซึ่งเป็นอาชีพที่คนหนุ่มหัวดีในสมัยนั้นนิยม ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่สอนวิชาปรัชญาตั้งแต่ชั้นมัธยม Sartre ก็สอนปรัชญาที่ Ly’cee แห่งหนึ่งในเมือง La Havre ระยะนั้นเขาเริ่มศึกษาปรัชญาเยอรมันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะงานของ Edmund Husserl และ Martin Heidegger ซึ่งมีอิทธิพลต่อตัวเขาอย่างลึกซึ้ง ถึงกับครั้งหนึ่ง เขาเคยบอกว่านักเขียนรุ่นก่อนและร่วมสมัยกับเขาส่วนใหญ่ ทั้ง Virginia Woolf, William Faulkner, James Joyce, Aldous Huxley, และ Thomas Mann นั้น ล้วนเขียนจากแนวคิดปรัชญาที่มีพื้นฐานมาจาก Rene Descartes และ David Hume แต่สำหรับตัวเขาเองนั้น เขาตั้งใจจะเขียนนวนิยายตามแนวปรัชญาของ Heidegger บ้าง และแล้วในปี 2479 เขาก็ออกหนังสือชื่อ Reserches Philosophiques และในปี 2481 ก็ออกนวนิยายแนวนั้นชื่อ La Nausee ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ดังนัก

เขาเป็นครูที่ให้เสรีภาพกับเด็กมาก ในห้องเรียนของเขา นักเรียนไม่จำเป็นต้องจด หรือแม้แต่จะถอดเสื้อหรือสูบบุหรี่ก็ทำได้ “เสรีภาพ” และ “การลงมือทำ” นับเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญา Existentialism ในเวลาต่อมา

เมื่อฝรั่งเศสเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็ถูกเกณฑ์ทหารด้วย และเมื่อเยอรมันบุกยึดฝรั่งเศสได้ เขาก็ถูกจับเป็นเชลย ทำให้เขามีเวลาว่าง และเริ่มเขียนนวนิยาย ทุกวันเขาจะต้องเขียนนวนิยายให้ได้วันละ 5 หน้า (ต่อมาตีพิมพ์ในชื่อ Les Chemins de la liberte) และเขียนบันทึกความทรงจำให้ได้วันละ 4 หน้า (ต่อมาตีพิมพ์ในชื่อ War Diary) อีกทั้งจดหมายถึงสาวๆ อีกเป็นจำนวนมาก เขาถูกข่มเหงโดยทหารเยอรมันพอสมควร แต่ในที่สุดก็ถูกปล่อยตัว ในปี 2484 เพราะสายตาสั้นมาก

เขากลับมาสอนปรัชญาที่โรงเรียนมัธยม Ly’cee Condorcet ในปารีส เขาเข้าร่วมกับกลุ่มใต้ดินที่ต่อต้านเยอรมัน แต่บทบาทของเขามีไม่มากนักและก็ไม่จริงจังเท่าใดนัก ระยะนี้เขาเริ่มเขียนนวนิยายและบทละครอย่างจริงจัง เขาเขียนงานทุกวันในร้านกาแฟริมถนนย่าน St.-Germain-des-pre ซึ่งต่อมาได้มีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของปัญญาชนและศิลปินเรืองนามต่างๆ ในยุคหลังสงคราม หนังสือเล่มสำคัญของเขา L’Etre et le Neant (Being and Nothingness) ก็เริ่มเขียนและจบลงในร้านกาแฟ Café de Flore ระหว่างปี 2485-2486 นี้เอง

เขาเขียนบทละครจำนวนมาก รวมถึง Les Mouches, Les Jeux sont faits, และ Huis clos ซึ่งนำชื่อเสียงมาสู่เขาอย่างยิ่งใหญ่ ละครเรื่องหลังนี้โด่งดังเป็นพลุแตก และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยชื่อ No Exit เป็นเรื่องของคนสามคนที่มาพบกันในห้องรับแขก ซึ่งตอนหลังพบว่าเป็นห้องโถงสำหรับรอที่จะผ่านไปสู่ประตูนรก นักวิจารณ์ให้ความเห็นว่าเนื้อหาของละครเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของ Heidegger และเป็นหัวใจสำคัญของ Existentialism ในเวลาต่อมา คนมักอ้างถึงประโยคเด็ดในบทละครที่ต่อมากลายเป็นยี่ห้อของปรัชญาเอ็กซิสต์ ที่ว่า “Hell is other people”

ระยะนี้เองที่เขาเริ่มเปิดการบรรยายสาธารณะ (Public Lecture) ที่มีชื่อเสียงก็คือการบรรยายที่ Rue St-Jacques และที่ Salle des Centraux ซึ่งเขาเริ่มยอมรับเอาคำว่า Existentialism ซึ่งคิดโดยสื่อมวลชนมาเป็นชื่อเรียกขานระบบปรัชญาที่เขาพยายามนำเสนอ โดยเขาตั้งหัวข้อการบรรยายนั้นว่า “Existentialism is a Humanism” นั่นคือราวปลายปี 2488

การบรรยายครั้งนั้น ประสบผลสำเร็จอย่างล้นหลาม คนฟังแน่นจนล้นห้องบรรยาย ผู้ฟังหญิงบางคนเป็นลม แม้แต่องค์ปาฐกเองยังต้องเบียดเสียดกับฝูงชนอย่างทุลักทุเล กว่าจะเข้ามาบรรยายได้ เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์รายงานเรื่องนั้นกันถ้วนหน้า ทำให้ Sartre และระบบคิดของเขาเริ่มได้รับความสนใจจากชาวฝรั่งเศสอย่างจริงจัง

คนที่สนใจอ่านงานของ Sartre คงเห็นด้วยกับผม ว่างานเขียนเชิงปรัชญาของเขามิได้เป็นระบบเท่าใดนัก แต่ระบบคิดปรัชญาของเขาปรากฏในวรรณกรรมหรือบทละครที่เขาเขียน โดยผ่านการดำเนินกิจกรรมและบทสนทนา ตลอดจนจินตนาการและการตัดสินใจภายใต้ทางเลือกต่างๆ ของตัวละครเสียมากกว่า หัวใจสำคัญของปรัชญาเอ็กซิสต์คือการลงมือกระทำ (Action) มิใช่นั่งคิด นั่งฝัน นั่งจินตนาการ (หรือแม้กระทั่งนั่งเขียนแบบที่เขาทำ) เขาเคยกล่าวว่า “Existentialism is a philosophy of action……Existentialism defines man by his actions…..It tell him that hope lies only in action, and that the only thing that allows man to live is action” และในหนังสือ Existentialist Catechism เขาเขียนอีกว่า “Existentialism like faith, cannot be explained: it can only be lived”

Sartre เน้นความมีอยู่ของมนุษย์ และถือเอาความมีอยู่เป็นจุดหมายสูงสุดของมนุษย์ด้วย ดังนั้นการสร้างจุดหมายอื่น ย่อมเป็นการสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนจุดหมายสูงสุดคือการมีอยู่ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม และประเพณี ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในภายหลังจากที่ “มนุษย์มีอยู่ก่อน” เพื่อสนองและสนับสนุนความ “มีอยู่” ของมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นอิสระที่ไม่มีสิ่งใดมาจำกัดเสรีภาพของมนุษย์ได้ มนุษย์มิได้เป็นสิ่งใดเลยนอกเสียจากจะต้องเป็นไปตามลักษณะของจุดหมายที่มนุษย์ได้วางไว้ (และต้องลงมือกระทำ โดยการตัดสินใจเลือก และลงมือทำ)

การยกย่องเสรีภาพของมนุษย์อย่างกว้างขวางและให้ทุกคนหันกลับมายึดถือในตัวมนุษย์ และเอาจริงเอาจังกับมนุษย์ (แทนที่จะยึดพระเจ้า กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม หรือประเพณี ตลอดจนคำสอนแบบเดิมๆ ของผู้ใหญ่) นี้ นับว่า “โดนใจ” คนหนุ่มสาวยุคหลังสงครามและยุคแสวงหา ประเภทเสรีชนและ Anti-establishment เข้าอย่างจัง Sartre จึงกลายเป็นดั่งผู้นำทางจิตวิญญาณของยุคสมัยและคนหนุ่มสาวในยุคนั้น

ในราวปี 2488-2489 Sartre ได้กลายเป็น European Celebrity ไปเสียแล้ว เขามักไปไหนมาไหนและถูกถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์และนิตยสารร่วมกับ Simone de Beauvior ชู้รักคนหนึ่งของเขาเสมอ อันที่จริง Sartre มีความสัมพันธ์กับ de Beauvior มาก่อนหน้านั้นเกือบ 20 ปี เข้าใจว่าตั้งแต่สมัยที่ทั้งสองยังเป็นนักศึกษา (เธออ่อนกว่าเขา 3 ปี) de Beauvior นั้น มาจากครอบครัวชั้นกลางที่ค่อนข้างลำบาก เธอเกิดในอพาร์ตเมนต์ย่าน Montparnasse เหนือร้านกาแฟเลื่องชื่อ Cafe’ de la Rotonde วัยเด็กเธอลำบาก ปู่ติดคุกและพ่อตกงาน แต่เธอเป็นคนเรียนเก่ง เธอจบจากมหาวิทยาลัยปารีส และสอบปรัชญาได้เป็นอันดับที่หนึ่ง เธอเป็นครูและเป็นนักเขียนเช่นเดียวกับ Sartre นวนิยายเล่มสำคัญของเธอคือ Les Mandarins

แต่ที่น่าแปลกคือผู้หญิงแบบเธอ ซึ่งเป็นปัญญาชนและปราดเปรื่อง ทำไมจึงตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายแบบ Sartre เกือบจะตลอดชีวิต เธอรับใช้ Sartre ในหลายฐานะ ทั้งเป็นชู้รัก ผู้จัดการส่วนตัว แม่ครัว และพยาบาล ทั้งๆ ที่ Sartre ก็มิได้ยกย่องเธอในฐานะภรรยา และไม่เคยคิดจะให้มรดกที่เป็นทรัพย์สิ่งสินกับเธอแม้แต่น้อย อีกทั้งยังโกหกและนอกใจเธอเสมอมา ที่แปลกไปกว่านั้น คือบทบาทในทางสังคมของเธอที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้กับสตรีเพศมาตลอดชีวิต อาจกล่าวได้ว่าเธอเป็นบรรพสตรีของขบวนการสิทธิสตรี (Feminist movement) เลยทีเดียว ในปี 2492 เธอเขียนหนังสือเล่มสำคัญที่ถือกันว่าเป็น Manifesto ของขบวนการดังกล่าว คือ Le Deuxieme sexe (ต่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Second Sex) ซึ่งขึ้นต้นประโยคแรกว่า “On ne nait pas femme, on la deviant” (“One is not born a woman, one becomes one”) ที่ล้อกับประโยคขึ้นต้นของ Social Contract หนังสือเล่มสำคัญของ Rousseau ที่ว่า “Man is born free; but everywhere he is in chains”

ว่ากันว่าเมื่อ Sartre แรกคบกับเธอนั้น เขาได้บอกเธออย่างชัดเจนแล้วว่าเขาต้องนอนกับผู้หญิงอื่นด้วย และบัญญัติ 3 ประการที่เขายึดถือเป็นธงนำในการดำเนินชีวิตทางเพศของเขาก็คือ “การเดินทางท่องเที่ยว ลัทธิหลายผัวหลายเมีย และความโปร่งใสไม่ปิดบัง” (Travel, Polygamy, and Transparency) เขายังบอกเธออีกว่าเพศสัมพันธ์นั้นมีสองลักษณะ อันแรกเป็นแบบ “รักจำเป็น” (Necessary Love) ส่วนอีกแบบเป็น “รักประเดี๋ยวประด๋าว” (Contingent Love) ซึ่งไม่สลักสำคัญอะไร เพราะคนพวกนั้นเป็น “พวกชายขอบ” (Peripheral) อย่างมากก็อยู่ในความสนใจของเขาไม่เกินสองปี (Two-years Lease) ไม่เหมือนเธอซึ่งเป็น “แกนกลาง” (Central) ที่เขามอบ “รักจำเป็น” ให้ และในทางกลับกัน เธอจะไปมีใครอื่นที่เป็น “ชายขอบ” ของเธอเอง เขาก็ไม่ว่า ตราบใดที่เขายังเป็น “แกนกลาง” ของเธออยู่ และนั่นก็คือนโยบาย “โปร่งใสไม่ปิดบัง” (Transparency) นั่นเอง

แน่นอน นโยบายโปร่งใสย่อมก่อปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะนอกจากจะบอกกันไม่หมดทุกอย่างแล้ว คนที่ถูกกันให้เป็นชายขอบ และปฏิบัติต่อพวกเขาแบบชายขอบ ย่อมไม่พอใจ อย่างกรณีของ de Beauvoir กับ Nelson Algren นักเขียนอเมริกันซึ่งเป็น “ชายขอบคนสำคัญ” ของเธอ หรืออาจถึงขั้นเป็นคนที่เธอรักมาก แบบที่ฝรั่งใช้สำนวนว่า “the love of her live” ซึ่งเธอดันเอาจดหมายรักของเขามาเปิดเผยในหนังสืออัตตะชีวประวัติของตัวเอง The Prime of Live จนต่อมา เมื่อแก่แล้ว เขาต้องออกมาให้สำภาษณ์ตำหนิว่า ของพรรค์นี้มันน่าจะต้องเก็บเป็นเรื่องส่วนตัว เขาว่า “ผมเคยเที่ยวซ่องมาแล้วทั่วโลก ผู้หญิงเหล่านั้นล้วนต้องปิดประตูเมื่อจะมีอะไรกัน ไม่ว่าจะที่เกาหลีหรืออินเดีย แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเปิดประตูอ้าซ่า แถมเรียกให้คนทั่วไปและนักข่าวมาชมอีกด้วย” (Hell, Love letters should be private…..I’ve been in whorehouses all over the world and the women there always close the door, whether it’s in Korea or India. But this woman flung the door open and called in the public and the press.”)

Sartre เองก็มักบอกและเขียนถึงเธอเสมอเมื่อมีสัมพันธ์กับหญิงคนใหม่ ยกตัวอย่างซึ่งผมจะไม่ขอแปลเป็นไทยว่า “this is the first time I’ve slept with a brunette…full of smells, oddly hairy, with some black fur in the small of her back and a white body…A tongue like a kazoo, endlessly uncurling, reaching all the way down to my tonsils” แน่นอนว่าผู้หญิงทั่วไป คงไม่อยากอ่านข้อความที่คู่รักของเธอเขียนบรรยายถึง “บุคคลที่สาม” ซึ่งถือเป็นคู่แข่งของเธอเอง แบบนี้หรอก แต่ Sartre เองก็ไม่ได้บอกกับเธอทุกเรื่อง เพราะมีหลักฐานสำคัญในเวลาต่อมาว่า เขาเคยขอแต่งงานกับ “ชายขอบ” ของเขาหลายคน สำหรับ de Beauvoir นั้น เขาเคยให้แหวนแต่งงานเธอสวมอยู่พักหนึ่งเมื่อก่อนสงครามโลกขณะไปเบอร์ลินด้วยกัน และนั่นคือช่วงที่เขาและเธอเข้าใกล้ความเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องเป็นที่สุด แต่ก็ยุติอยู่เพียงแค่นั้น

ช่วงสงครามโลก เป็นช่วงที่ de Beauvoir ใกล้ชิดกับ Sartre มากที่สุด เธอเป็นทั้งเมีย เธอคอยดูแลเรื่องส่วนตัว เรื่องเงินทอง คอยหาอาหาร และซักเสื้อผ้าให้กับเขา แต่พอสงครามจบ เขาเริ่มโด่งดัง และเริ่มห้อมล้อมตัวเองด้วยสาวๆ เขาเคยมีชู้รักพร้อมกันถึง 4 คนในเวลาเดียวกัน ไม่นับเธอ และก็แน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่พูดโกหกเมื่อต้องสลับฉากไปมา โดยเฉพาะเมื่อเขาอายุมากขึ้น บรรดาหญิงที่เขาอ้างว่าเป็น “ชายขอบ” ของเขา ล้วนเป็นสาวเอ๊าะๆ วัยสิบเจ็ดสิบแปด ผกผันกับอายุเขา

ชู้รักของ Sartre มีจำนวนนับไม่ถ้วน เฉพาะช่วงหลังสงครามที่เรารู้ก็มี Marie Ville, Olga Kosakiewicz, Wanda Kosakiewicz (คนนี้เป็นน้องของ Olga และเป็นลูกศิษย์ของ de Beauvoir), Michelle Vian (ภรรยาของ Boris Vian), Evelyne Rey, Arlette, และ Helene Lassithiotakis บางทีเรื่องแบบนี้ก็ทำให้เกิดคดีความถึงโรงศาล ชู้รักบางคนของ Sartre เช่น Nahalie Sorokine ก็เป็นศิษย์รักของ de Beauvoir และก็สนิทสนมกับเธอด้วย พ่อผู้หญิงไม่พอใจเรื่องนี้มาก เลยยื่นฟ้องศาลในข้อหาล่อลวงทางเพศ แต่เคราะห์ดีที่มีคนช่วยไกล่เกลี่ย เรื่องเลยจบ มิฉะนั้น de Beauvoir อาจโดนคุก แต่เธอก็ถูกห้ามสอนตามมหาวิทยาลัยและถูกถอนใบอนุญาตมิให้สอนหนังสือในประเทศฝรั่งเศสอีกเลยตลอดชีวิต

ลึกๆ แล้ว de Beauvoir เกลียดคนเหล่านั้น (เธอเกลียด Arlette ที่สุด) เธอมักบ่นว่าพวกเหล่านั้นมาปอกลอก Sartre และชักนำให้เขาหมกมุ่นมากเกินขนาด ทั้งเรื่องเพศสัมพันธุ์ เหล้า และยาเสพติด ช่วงนั้น Sartre ดื่มหนัก และใช้ยามาก เพราะเขาต้องเขียนหนังสือให้ได้วันละ 30-40 หน้า Annie Cohen-Solal เคยลองคำนวณดู และพบว่า ทุกวัน Sartre ต้องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยหนึ่งส่วนสี่แกลลอน (ส่วนใหญ่เป็นไวน์ ว็อดก้า วิสกี้ และเบียร์ ตามลำดับ) สูบบุหรี่วันละ 2 ซอง สูบยาเส้นหลายไปป์ กินยากล่อมประสาทประเภทแอ็มเฟตตามินอีกประมาณ 200 กรัม แอสไพริน 15 กรัม ยังไม่นับชาและกาแฟ เขาเคยต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหันตอนเยือนรัสเซียในปี 2497

ยิ่งมา Sartre ยิ่งละเลยนโยบายโปร่งใสที่เคยบอกต่อ de Beauvoir มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่เขาออกหนังสือ Critique de la raison dialectique ในปี 2503 นั้น เขาเขียนคำอุทิตผลงานดังกล่าวให้แก่ Simone de Beauvoir แต่เขาแอบขอให้ผู้จัดพิมพ์ พิมพ์ฉบับพิเศษที่เปลี่ยนคำอุทิตใหม่ ให้กับทั้ง Wanda และ Evelyne เป็นต้น อีกทั้งเขายังขอผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งคนแต่งงานในช่วงนี้ โดย de Beauvoir ไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย นอกจากนั้นเขายังทำพินัยกรรมยกลิขสิทธิ์วรรณกรรมให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ ผู้เป็น “แกนกลาง” ของเขา

นอกแวดวงใต้ร่มผ้าออกไป Sartre เริ่มเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น เขาประกาศสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสอย่างออกหน้า ทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่ Marxist เขายกย่องประธานเหมา เจ๋อ ตง และเห็นดีเห็นงามกับนโยบาย “ก้าวกระโดด” และ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ในเมืองจีน เขาเข้าร่วมกับขบวนการกรรมกร และขบวนการนักศึกษา ในการประท้วง และเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ความคิดเขาในช่วงนี้รุนแรงขึ้นมาก เขาสนับสนุนการลุกฮือโดยวิธีก่อการร้ายของคนผิวดำในอาฟริกา แม้แต่แกนนำของ “เขมรแดง” ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นนักเรียนฝรั่งเศสในช่วงนั้น ก็สดับเอาความคิดของเขาไปไม่น้อย ช่วงนั้น เรามักเห็นเขาซึ่งอยู่ในวัยสูงอายุแล้ว ถ่ายรูปอยู่ท่ามกลางฝูงชนคนหนุ่มสาวจำนวนมาก บนถนนในฝรั่งเศส เมื่อมีการประท้วงเสมอ

ครั้งหนึ่งในปี 2503 Sartre ได้นำปัญญาชน 121 คน ลงนามในข้อเรียกร้องให้ขัดขืนรัฐและพนักงานของรัฐ เพื่อเป็นการประท้วงการทำสงครามในอัลจีเรีย รัฐบาลฝรั่งเศสในตอนนั้น นำโดยนายพล Charles de Gaul ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ใจกว้างและมีขันติธรรมต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้มีปัญญา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่ง ท่านนายพลอ้างถึงกรณีที่ปัญญาชนในอดีตเคยขัดแย้งกับรัฐบาลฝรั่งเศส อย่าง Francois Villion, Voltaire, และ Romain Rolland แล้วท่านก็ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟัง และน่าที่นักการเมืองของเราจะพึงสำเหนียก ท่านว่า “คนพวกนี้มักสร้างความยุ่งยากในยุคของตน แต่มันจำเป็นที่เราต้องเคารพเสรีภาพทางความคิด ตราบใดที่มันยังเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย” (“These people caused a lot of trouble in their day but it is essential that we continue to respect freedom of thought and expression in so far as this is compatible with the laws”)

Sartre เข้าข้างคนเล็กคนน้อย และฝ่ายที่เป็นเบี้ยล่าง เขาพูดและเขียนสนับสนุนคิวบาและการปฏิวัติขัดขืนในประเทศโลกที่สาม เขาเกลียดอเมริกาและรัฐบาลฝรั่งเศส ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ “14 ตุลาฝรั่งเศส” ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยปารีส (Sorbonne) ประท้วงครั้งใหญ่ ในเดือนพฤษภาคมปี 2511 นั้น เขาก็สนับสนุนให้นักศึกษาใช้ความรุนแรง เขาว่า “ความรุนแรกเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ สำหรับบรรดานักศึกษาที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบที่พวกพ่อเขาสังกัดอยู่” (“Violence is the only thing remaining to the students who have not yet entered into their fathers system”) เขาลงมือสัมภาษณ์ผู้นำนักศึกษา Daniel Cohn-Bendit หรือ “เสกสรร ประเสริฐกุลของฝรั่งเศส” ด้วยตัวเอง แล้วเขียนสนับสนุนในนิตยสารชั้นนำว่านักศึกษาเป็นฝ่ายถูก

หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็เข้าร่วมประท้วงอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มเคลื่อนไหวกับพวกกรรมกร แต่งตัวแบบกรรมกร ยืนแจกใบปลิวบ้าง หนังสือใต้ดินบ้าง ท้าทายให้ตำรวจจับกุมตัวบ้าง หรือแม้กระทั่งนำคนงานบุกโรงงาน Renault ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาอายุ 67 แล้ว ในบั้นปลาย เขาเริ่มเขียนและพูดในเรื่องแปลกๆ และเข้าใจยาก ในด้านชีวิตส่วนตัว เขาดื่มหนักยิ่งขึ้น แทบจะเมาอยู่ตลอด เขาอยู่ไม่เป็นที่ เขามักใช้เวลา 3 อาทิตย์กับ Arlette ในบ้านตากอากาศที่ซื้อร่วมกันทางใต้ของฝรั่งเศส แล้วก็ 2 อาทิตย์กับ Wanda ในอิตาลี หลังจากนั้นก็หลายๆ อาทิตย์กับ Helene ตามเกาะแก่งต่างๆ ในทะเลเอเจียน แล้วค่อยมาอยู่กับ Simone de Beauvoir ในโรมอีกเดือนหนึ่ง และเวลาที่เขาอยู่ปารีส เขาก็มักย้ายไปตามอพาร์ตเมนต์ต่างๆ ของบรรดาชู้รักของเขาอยู่ตลอด

ในหนังสือ Adieux: A Farewell to Sartre นั้น Simone de Beauvoir บรรยายถึงช่วงปีสุดท้ายของ Sartre ว่า เขาเริ่มไม่คงเส้นคงวา เขาดื่มอยู่ตลอดเวลา ห้อมล้อมด้วยสาวๆ ที่ชอบมอมเหล้าเขา เพื่อดูดเอาพลังและความคิดที่พวกเธอคิดว่ามันยังพอหลงเหลืออยู่ในหัวสมองของเขาบ้าง และเมื่อเขาสิ้นลม ในวันที่ 15 เมษายน 2523 นั้น ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะโล่งอก

เมื่อปี 2508 เขาแอบรับชู้รักคนหนึ่งของเขาคือ Arlette มาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย เธอจึงรับมรดกทุกอย่างของเขา รวมทั้งค่าลิขสิทธิ์และสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ต้นฉบับลายมือเขียนของเขาด้วย นั่นเป็นการทรยศครั้งสุดท้ายต่อ Simone de Beauvoir ซึ่งเขามักบอกต่อเธอว่า เธอเท่านั้นที่เป็น “แกนกลาง” ของเขา ส่วนผู้หญิงคนอื่น ล้วนเป็นแต่เพียง “ชายขอบ” เท่านั้นเอง Simone de Beauvoir มีชีวิตอยู่หลังจากนั้นอีก 5 ปี ก็ตายตามเขาไป

Sartre เสียชีวิตเมื่ออายุ 75 ปี พิธีศพของเขาจัดอย่างยิ่งใหญ่ เดี๋ยวนี้ถ้าใครไปปารีส ก็มักจะต้องไปเคารพหรือเที่ยวดูหลุมฝังศพของเขาที่สุสาน Montparnasse ด้วยเสมอ

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
(บทความนี้ ผมใช้วิธีเรียบเรียงจากภาษาอังกฤษเพื่อให้อ่านง่าย โดยอ้างอิงจากหนังสือ Intellectual ของ Paul Johnson)
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนธันวาคม 2550

ความหลงตัวเองของรุสโซ


เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่บรรดาปัญญาชน โดยเฉพาะปัญญาชนฝรั่ง จะมีนิสัยยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเห็นของตนอย่างเหนียวแน่น พูดเป็นภาษาฝรั่ง ก็ต้องบอกว่า พวกเขาเป็นพวก Supreme Egoist ซึ่งจัดเป็นความยึดมั่นถือมั่นในดีกรีที่ไม่ต่างไปจาก “ความหลงตัวเอง” สักกี่มากน้อย

ไม่เชื่อลองหาหนังสือชีวประวัติของคนเหล่านี้มาอ่านดู ก็จะเห็นว่าสิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ นิสัยแบบนี้แหละ

แต่สำหรับบางคน ก็มีเหตุผลที่พวกเขาจะเป็นแบบนั้น นั่นเพราะพวกเขา “มีดี” และตลอดช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ได้ชี้นำความคิดความอ่านผู้คนไว้แยะ แถมมีสาวกจำนวนมากอีกด้วย

ลองคิดดูให้ดี จะเห็นว่าคนพวกนี้มีอิทธิพลต่ออารยธรรมฝรั่งไม่น้อยเลย โดยเฉพาะช่วงหลังที่คริสจักรเสื่อมลง คนพวกนี้ก็เข้ามาทำหน้าที่แทนพระ คอยชี้นำความคิดความเชื่อของผู้คน ทั้งในแง่การดำเนินชีวิตส่วนตัว ชีวิตทางการเมือง (กติกาเวลาอยู่รวมกันเป็นหมู่มาก) ศีลธรรม จริยธรรม ตลอดจนทางด้านจิตวิญญาณ

ทุกวันนี้ นักการเมืองและนักร่างรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ ยังต้องอ้างถึง Rousseau นักเศรษฐศาสตร์ นักการค้า และนักการธนาคาร ก็ยังอ้างถึง Adam Smith และ Marx หรือนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักข่าวสมัยใหม่ ยังต้องอ้างอิงถึง Tolstoy และ Hemingway เป็นต้น

เพื่อเป็นการพิสูจน์ความข้อนี้ ผมจึงลงมืออ่านหนังสือที่พวกเขาเคยเขียนถึงชีวิตหนหลังของตัวเอง เพื่อตรวจสอบดูว่า มีข้อความที่ส่อไปในทาง “หลงตัวเอง” อยู่บ้างหรือไม่ อย่างไร

ผมเริ่มที่หนังสืออัตชีวประวัติเล่มสำคัญของ ณ็อง-ณ้ากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) ที่ชื่อ Les Confessions หรือ “คำสารภาพ” ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงอยุธยาตอนปลายต่อรัชการพระเจ้าตากสิน ระหว่าง พ.ศ. 2307-2313 เพราะผมคิดว่า Rousseau นั้น มีอิทธิพลต่อฝรั่งสมัยใหม่มากเหลือเกิน และความคิดทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพ ที่เขาเสนอ และสไตล์การเขียนอัตชีวประวัติแบบขุดคุ้ยลอกคราบลงไปในจิตใจเบื้องลึกนั้น เป็นการเปิดมิติใหม่ให้กับปัญญาชนคนสำคัญของฝรั่งได้เดินตามในช่วงต่อมา จนถึงปัจจุบัน

ใครจะปฏิเสธได้ว่า Autobiography ของ Bertrand Russell นั้น ไม่ได้รับอิทธิพลจาก Les Confessions ของ Rousseau หรือแม้แต่งานเขียนอัตชีวประวัติระดับคุณภาพคับแก้วของคนไทย อย่าง “ช่วงแห่งชีวิต” ของ ส.ศิวรักษ์ และ “ชีวิตเหมือนฝัน” ของ คุณหญิงมณี สิริวรสาร ก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากการอ่านงานของ Rousseau เช่นกัน

จากหนังสือ “คำสารภาพ” เล่ม 1 (แปลจาก “Les Confessions livres I”) ที่ พาชื่น องค์วรรณดี แปลมาเป็นภาษาไทยอย่างสละสลวยนั้น ผมพบว่ามีข้อความทำนอง “หลงตัวเอง” อยู่ถึง 10 แห่ง จากทั้งหมด 55 หน้ากระดาษ อันนี้ผมนับเฉพาะที่เข้าขั้น “หลงตัวเอง” แต่ถ้านับข้อความที่ “ยกยอตนเอง” “โฆษณาตัวเอง” หรือ “ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน” นั้น ก็ย่อมนับได้อีกเป็นจำนวนมาก หรือนับไปแล้วอาจถึงหนึ่งในสามของเนื้อหาด้วยซ้ำไป

อย่างตอนเริ่มเรื่อง ผู้อ่านก็ต้องเผชิญกับข้อความประเภทนี้ในทันที รุสโซประกาศว่า

“นี่คือภาพของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งวาดขึ้นตามธาตุแท้และความเป็นจริงอย่างไม่ผิดเพี้ยน และเป็นภาพเดียวที่มีอยู่ในโลกทั้งในขณะนี้และบางทีอาจจะเป็นชั่วกาลสมัย.........ด้วยว่าหนังสือที่ไม่มีเล่มใดเหมือนนี้จะเป็นเครื่องมือเปรียบเทียบชิ้นแรกสำหรับการศึกษาวิเคราะห์มนุษย์ ซึ่งจะต้องมีขึ้นในไม่ช้า....”

และในหน้าที่สอง ก็เจออีก

“ข้าพเจ้ากำลังจะกระทำสิ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดได้กระทำมาก่อน และจะไม่มีผู้ใดยึดถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างในภายหน้า”

หายไปสองสามหน้าแล้วก็กลับมาในหน้าหกและเจ็ดอีกวรรคหนึ่ง และเป็นวรรคที่น่าอ่านมาก เพราะเป็นการ Observe ความคิดและจิตใจตัวเอง ตลอดจนเลือกคำที่ถ่ายทอดออกมา ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

“ในไม่ช้า วิธีหัดอ่านซึ่งไม่ใคร่เป็นคุณต่อสุขภาพนี้ก็ไม่เพียงช่วยให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือออกและอ่านได้รู้เรื่องอย่างดีเท่านั้น แต่ยังทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกอันแรงกล้าต่างๆ อย่างที่เด็กในวัยเดียวกันมิอาจเข้าใจได้อีกด้วย ข้าพเจ้ายังไม่ทันรับรู้เลยว่าสิ่งต่างๆ เป็นเช่นไร แต่กลับรู้จักอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ข้าพเจ้ายังคิดอะไรไม่เป็นเลย แต่กลับรู้สึกทุกอย่างได้หมด ภาวะอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นอย่างคลุมเครือในจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่านี้มิได้กระทบกระเทือนต่อการหัดใช้ความคิดของข้าพเจ้าในเวลาต่อมาก็จริงอยู่ แต่ก็ส่งผลให้ข้าพเจ้ามีวิธีคิดที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ทำให้ข้าพเจ้ามองชีวิตในลักษณะที่แปลกพิสดารและฟุ้งฝันไปกว่าคนปกติธรรมดา ซึ่งแม้แต่ประสบการณ์ชีวิตและการรู้คิดในภายหลังก็ไม่อาจทำให้ชีวทัศน์อันฝังใจนี้ลบเลือนไปได้เลย”

ต่อมาก็หน้าเก้า ที่เห็นถึงความหลงตัวเองแบบอ่อนๆ

“ข้าพเจ้าจะกลายเป็นคนชั่วร้ายไปได้อย่างไรกันเล่าในเมื่อได้เห็นแต่ตัวอย่างของความอ่อนโยนและมีแต่คนที่ดีงามที่สุดในโลกอยู่รอบกาย ทั้งบิดา คุณอา แม่นม ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ของพวกผู้ใหญ่และรวมไปถึงเพื่อนบ้าน ทุกคนไม่ได้ตามอกตามใจข้าพเจ้า แต่พวกเขาก็รักข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็รักพวกเขาเช่นเดียวกัน.....”

แล้วก็ข้ามมาที่หน้าสิบสี่ สิบหก และสิบเจ็ด ดังนี้

“....ข้าพเจ้ายอมรับว่ามีหลายครั้งเหมือนกันที่เราทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ก็ไม่เคยถึงกับต้องให้ผู้ใหญ่มาแยกเราออกจากกัน การทะเลาะกันแต่ละครั้งจะไม่เคยนานเกินสิบห้านาที และเราก็ไม่เคยกล่าวโทษกันเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ใครอาจจะคิดว่าเรื่องที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้เป็นเรื่องเหลวไหลของเด็กๆ แต่มันก็อาจจะเป็นตัวอย่างที่ยังไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อน นับตั้งแต่ที่โลกนี้มีเด็กถือกำเนิดขึ้นมา

วิถีชีวิตที่บอสเซเหมาะสมกับข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เสียแต่ว่าน่าจะได้อยู่ที่นั่นให้นานอีกสักหน่อยเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับอุปนิสัยของตนเอง อันมีความรู้สึกอ่อนโยนมีใจให้ผู้อื่น และรักสงบเป็นพื้นฐาน ข้าพเจ้าคิดว่าไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่จะมีวิสัยธรรมชาติอันขี้โอ่หลงตนได้น้อยเท่าข้าพเจ้า บางคราข้าพเจ้าอาจมีพลังบางอย่างส่งหนุนให้เกิดความรู้สึกวิเศษสูงส่ง แต่ทว่าในไม่ช้าข้าพเจ้าก็ตกกลับลงมาสู่ความเงื่องหงอยอีกครั้ง......”

“ด้วยเหตุที่มาดมัวแซลล็องแบร์ซิเยร์รักพวกเราเหมือนลูก หล่อนจึงมีอำนาจแบบมารดาเหนือพวกเราด้วย และในบางครั้งที่เห็นว่าสมควร หล่อนก็ใช้อำนาจนั้นบังคับลงโทษเราเหมือนเด็กๆ........แต่หลังจากที่ถูกตีก้นเข้าจริงๆ ข้าพเจ้ากลับพบว่าการถูกลงโทษนั้นมิได้น่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่คาดคิดไว้ และที่ประหลาดยิ่งไปกว่านั้นก็คือโทษทัณฑ์ที่ได้รับกลับทำให้ข้าพเจ้ารักใคร่หญิงผู้ลงโทษข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้นไปอีก อาศัยว่าข้าพเจ้ารักหล่อนอย่างจริงใจและวิสัยของข้าพเจ้าเป็นเด็กเรียบร้อย จึงพอจะหักห้ามใจมิให้แสวงหาโอกาสที่จะถูกลงโทษแบบเดิมด้วยการกระทำผิดอีก ทั้งนี้ ข้าพเจ้าได้ค้นพบว่าในความเจ็บปวดและความอับอายนั้น ระคนไปด้วยความรู้สึกวาบหวามซึ่งทำให้ข้าพเจ้าปรารถนามากกว่าจะหวาดกลัวโทษที่เคยได้รับจากน้ำมือเดียวกันนั้น ด้วยเหตุว่า ในความรู้สึกดังกล่าวคงมีความตื่นตัวทางเพศอันเร็วเกินวัยเจือปนอยู่.......การเห็นแก่ผู้อื่นเป็นอำนาจฝ่ายดีในตัวข้าพเจ้า และเป็นตัวคอยกำกับบงการอารมณ์ปรารถนาในดวงใจข้าพเจ้าเสมอ แม้แต่ในกรณีที่ความเห็นแก่ผู้อื่นนั้นเกิดจากอารมณ์ใคร่ก็ตาม

ใครเลยจะคิดว่าโทษทัณฑ์ที่ได้รับเมื่อแปดขวบจากน้ำมือของหญิงวัยสามสิบจะสามารถกำหนดความชื่นชอบ ความปรารถนา ความลุ่มหลง และความเป็นตัวตนของข้าพเจ้าไปจนตลอดชีวิต.....

แม้จะล่วงพ้นวัยแตกพานไปแล้ว รสนิยมอันแปลกประหลาดที่ติดตัวมาโดยตลอดและรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นความวิปริตและความคลั่งไคล้นี้ กลับทำให้ข้าพเจ้ายังคงรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ในโลกนี้คงไม่มีวิธีการอบรมสั่งสอนให้รู้จักแต่ความเหมาะควรและยับยั้งชั่งใจในเรื่องรักใคร่ได้ดีไปกว่าวิธีการอบรมเลี้ยงดูในแบบที่ข้าพเจ้าได้รับมาอีกแล้ว.......คงไม่มีครอบครัวใดที่จะให้ความสำคัญแก่เด็กยิ่งไปกว่าครอบครัวของข้าพเจ้าอีกแล้ว........”

อีกครั้งแบบโต้งๆ ในหน้ายี่สิบเจ็ด ที่ว่า

“....ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยรู้สึกทะนงตนอยู่บ้างเป็นครั้งคราวเมื่อข้าพเจ้าคิดว่าตนเองเป็นอริสตีดหรือบรูตัส แต่ครั้งนี้นับเป็นหนแรกที่ความหลงตัวเองปรากฏเด่นชัดในตัวข้าพเจ้า ความสามารถในการสร้างท่อส่งน้ำด้วยมือของเราเองและการนำเอากิ่งไม้เล็กๆ ไปปลูกเทียบรัศมีกับต้นไม้ใหญ่นับเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองในวัยสิบขวบเยี่ยมยอดกว่าจูเลียส ซีซาร์ในวัยสามสิบเสียอีก”

และหน้าสามสิบหกควบสามสิบเจ็ด ก็พอจะพบร่องรอยอยู่บ้าง เช่น

“......จากเรื่องเล่นสนุกที่น่าเอ็นดู ข้าพเจ้าหันมาใฝ่ใจในเรื่องเลวทรามและต่ำช้าสามานย์อย่างที่สุดแทนโดยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย นี่แสดงว่า ข้าพเจ้าคงมีแนวโน้มที่จะเลวร้ายอยู่ในตัว ด้วยว่าแม้จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีที่สุด แต่การเปลี่ยนแปลงก็ยังเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเหลือเกิน ข้าพเจ้ากลายสภาพจากซีซาร์น้อยๆ มาเป็นสุนัขเลวๆ ในเวลาเพียงชั่วพริบตา

....ธรรมชาติของข้าพเจ้าเป็นคนขี้อายและหน้าหนา ความทะลึ่งอวดดีเป็นลักษณะที่ห่างไกลตัวข้าพเจ้าที่สุด...”

จนที่สุดก็มาถึงวรรคสุดท้าย ที่ถึงแม้จะยังไม่เข้าข่ายหลงตัวเอง แต่รุสโซก็ทิ้งทวนด้วยลีลาการโปรโมทความเศร้าอันสุดซึ้งของตัว ได้อย่างน่าติดตาม (ในเล่มต่อไป)

“ทว่า ชะตาชีวิตของข้าพเจ้าที่จะเล่าให้ท่านฟังในเล่มต่อๆ ไปนั้นช่างห่างไกลจากที่กล่าวมาเหลือเกิน แต่อย่าเพิ่งให้ข้าพเจ้าด่วนเล่าถึงความทุกข์ยากนานาที่จะต้องประสบเลย เพราะรับรองว่าเมื่อถึงเวลาอันควรแล้ว ท่านจะได้รับฟังเรื่องเศร้าเหล่านั้นอย่างมากล้นจนเกินพอ”

ทั้งหมดทั้งปวงนั้น เป็นการแสดงออกซึ่งอัตตาของรุสโซ ปัญญาชนคนสำคัญมากของฝรั่ง ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของฝรั่งยุคหลังเขาอย่างเหลือล้น การเข้าใจเรื่องแบบนี้ของรุสโซ ย่อมช่วยให้เราเข้าใจฝรั่งสมัยปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย


(บทแปลคำของรุสโซเป็นของ พาชื่น องค์วรรณดี โดยมี นพพร ประชากุล เป็นบรรณาธิการแปล บทแปลนี้เดิมเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการแปลฝรั่งเศส-ไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาจัดพิมพ์รวมกับบทแปลของ รัตนสุดา กิตติก้องนภางค์ ที่แปลจาก Les Confessions เล่มที่ 2 โดยมี ธรณินทร์ มีเพียง เป็นบรรณาธิการแปล แล้วจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “คำสารภาพ เล่มที่หนึ่งและเล่มที่สอง” โดยสำนักพิมพ์คบไฟ จัดพิมพ์เมื่อ เมษายน 2550 หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปลที่สละสลวยมาก หากหนังสือแปลทั้งหลายทั้งปวงในตลาดหนังสือ สามารถทำได้ถึงมาตรฐานของเล่มนี้ ก็น่าจะช่วยให้คนไทยหันมาอ่านหนังสือกันอีกเป็นจำนวนมาก)

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนธันวาคม 2550

PARIS IS JAZZ, & JAZZ IS PARIS


ผมเริ่มเขียนต้นฉบับนี้ เมื่อบ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมา ณ ร้านกาแฟเล็กๆ ริมถนน BOULEVARD SAINT- GERMAIN ในปารีส อันเนื่องมาแต่แว่วเสียงทรัมเป็ตของ Miles Davis ดังมาแต่ไกล และพลันในหัวผมก็เกิดจินตนาการเห็นภาพ Miles Davis กับ Juliette Greco กำลังนั่งสนทนากับ Jean-Paul Sartre และ Simone de Beauvoir อยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งของร้านกาแฟแถบนี้…………… Cafe’ de Flore

ปารีส มีเสน่ห์เสมอสำหรับทุกคน

ปารีส เป็นอะไรๆ ได้ตั้งหลายอย่าง

เหมือนดั่งกระจกหกด้าน ปารีส เป็นแต่ละอย่างสำหรับแต่ละคน สุดแล้วแต่ใครจะเลือกมองจากด้านใด .......แต่ละคน ทีละคน ไม่เหมือนกัน.....แม้กับคนๆ เดียวกัน ปารีส ก็อาจจะเป็นบางอย่างในบางเวลา ทว่าเมื่อเวลาผันผ่าน ปารีสก็แปรผันเป็นอย่างอื่นเสียแล้ว

สำหรับบางคน ปารีส เป็นแฟชั่น เป็นแหล่งช็อปปิ้ง เป็นความหรูหราอลังการ แต่กับบางคน ปารีส กลับเป็นศิลปะ เป็นอิมแพรชั่นนิส เป็นคิวบิซึ่ม เป็นอวองการ์ด เป็นสถานศึกษาและวรรณกรรมชั้นสูง เป็นสถาปัตยกรรมอันงดงาม เป็นภาพยนตร์แนวศิลปะ เป็นร้านกาแฟริมถนน เป็นภัตตาคารชั้นเลิศ เป็นคาบาเร่โชว์ตระการตา และเป็นอะไรต่อมิอะไร อีกร้อยแปด

ปารีส เป็นแม้กระทั่งกองทหารอันเคยเกรียงไกรพิชิตทั่วทั้งยุโรป และเป็นต้นแบบของ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ตลอดจนแหล่งฟูมฟักความคิดเสรี ที่ความเห็นอกเห็นใจและต้องการปลดปล่อยคนชั้นล่างทั่วโลก เริ่มเป็นจริงเป็นจัง ณ ที่แห่งนี้

“เสรีภาพ เสมอภาพ และ ภราดรภาพ” คือคำขวัญที่นักปฏิวัติทั่งโลกยึดถือดั่งโองการจากสวรรค์

ปารีส ก็เคยเป็นอะไรหลายๆ อย่าง สำหรับผม

ทว่าบัดนี้ ปารีสสำหรับผม เหลือเพียงมิติเดียว

“แจ๊ส”

“Paris is Jazz, and Jazz is Paris”

รอบนี้ ปารีสสำหรับผม จึงมิใช่ VERSAILLES ไม่ใช่ LOUVRE ไม่ใช่ D’ORSAY ไม่ใช่ POMPIDOU CENTER ไม่ใช่ PICASSO ไม่ใช่ RODIN ไม่ใช่ VICTOR HUGO หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ไม่ใช่ EIFFEL TOWER ไม่ใช่ถนน CHAMPS-ELYSEES ไม่ใช่ SAMARITAINE, PRINTEMPS, หรือ GALERIES LAFAYETTE ไม่ใช่ MONTMARTRE ไม่ใช่ MOULIN ROUGE ไม่ใช่ LE GRAND REX และไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับ NAPOLEON อย่างที่เคยเป็น

แต่ ปารีสสำหรับผม กลับเป็น ST-GERMAIN-DES-PRES

และ ST-GERMAIN-DES-PRES ก็มิใช่ที่ฝังซากสังขารของ Rene’ Descartes แต่เป็น JAZZ CLUB และ JAZZ CAFÉ ที่แฝงตัวอยู่ตามซอกตึกและห้องใต้ดินของซอกเล็กซอยน้อยในแถบนั้นเอง

ที่นี่ มีตั้งแต่ “แจ๊สหวาน” ไปจนถึง “แจ๊สเต้นรำ”

ทว่า ลมหนาวเริ่มโชยมาแล้ว ไปที่ไหนจึงมักได้ยินเสียงเพลง Autumn Leave เสมอ เพราะอันที่จริงเพลงนี้ก็มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสนั่นเอง เพลงนี้ถือเป็นเพลงหลักเพลงหนึ่งในวงการแจ๊ส ที่ศิลปินจำนวนมากนำไปบรรเลงและร้อง แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบสำเนียงทรัมเป็ตของ Miles Davis ที่เป่าไว้ในชุด Somethin’ Else ของ Cannonball Adderley (Blue Note 1595) ซึ่งถือเป็นงานคลาสสิกชิ้นหนึ่งที่ Miles ทิ้งไว้ให้กับวงการแจ๊ส


The falling leaves drift by my window

The falling leaves of red and gold

I see your lips, the summer kisses

The sunburned hands I used to hold


Since you went away the days grow long

And soon I'll hear old winter's song

But I miss you most of all, my darling

When autumn leaves start to fall


ย้อนเวลากลับไปเมื่อ พ.ศ. 2492 ตอนนั้น Miles Davis เพิ่งจะเคยมาปารีสเป็นครั้งแรกในชีวิต กับ Tadd Dameron Band เขาร่วมเล่นกับ Tadd Dameron (เปียโน), Kenny Clark (กลอง), James Moody (แซ็กโซโฟน), และ Pierre Michelot (เบส) ที่ Paris Jazz Festival และ Club Tabou ช่วงนั้น เขาตกหลุมรักกับ Juliette Greco นักร้อง นักแสดง ที่โด่งดังมากของฝรั่งเศสในยุคหนึ่ง เขาได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับ Jean-Paul Sartre นักคิด นักเขียน สดมภ์หลักของสำนัก Existentialism จนที่สุด ปารีส ทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองสิ่งต่างๆ ไปอย่างสิ้นเชิง และตลอดกาล เขากล่าวไว้ใน Miles: The Autobiography ว่า “…it (Paris) changed the way I looked at things forever)

ปารีส มักทำให้คนเปลี่ยนโลกทัศน์เสมอ

กาลครั้งหนึ่ง นักเรียนไทยจำนวนเพียงหยิบมือ ที่เคยไปเรียนที่นั่น เมื่อหลังสงครามโลกครั้งแรก นำโดยดอกเตอร์ปรีดี พนมยงค์ ก็เคยซึมซับแนวคิดทางการเมืองอันก้าวหน้า แล้วกลับมา “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” กลับข้างให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีสิทธิมีเสียง กันมาแล้ว

กับบรรดาศิลปินแจ๊สนั้น ปารีสโอบอุ้มไว้อย่างอบอุ่นเสมอมา นักดนตรีผิวดำที่เคยอยู่อย่างน้อยเนื้อต่ำใจในอเมริกา เวลามาปารีส ก็มักได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ ปารีสได้ต้อนรับนักดนตรีแจ๊สอเมริกันมาแล้วทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นเก๋าอย่าง Sidney Bechet, Dizzy Gillizpy, Charlie Parker, Thelonious Monk, Miles Davis, John Coltrane ไล่เรียงมาจนถึงรุ่นกลางอย่าง Herbie Hancock, Wayne Shorter, Ron Carter, Tony Williams และรุ่นล่าสุด อย่าง Patricia Barber และ Norah Jones ก็ล้วนต้องมาเยี่ยมเยียน St.-Germain des Pres กันเป็นครั้งคราว

ตามร้านขายเพลงแถวนี้ ผมเห็นโปสเตอร์ใหญ่โปรโมทอัลบั้มเพลงแจ๊สอยู่ทั่วไปหมด Ascenseur pour L’echafaud คือหนึ่งในนั้น ชาวแจ๊สปารีสชอบอัลบั้มนี้มาก แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว มันก็ยังขายดีอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย Miles Davis เป็นคนทำเพลงชุดนี้เองทั้งหมด ในระหว่างที่เขาถูกเชิญให้ไปเล่นที่ CLUB ST.-GERMAIN ถ้าใครเคยดู DVD ชุด The Miles Davis Story ตอนที่มีการสัมภาษณ์ Louis Malle ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ก็จะรู้ว่า เพลงชุดนี้เป็นการ “ด้นสด” (Improvisation) อย่างแท้จริง Miles ทำงานชุดนี้ โดยนำภาพยนตร์มาดูก่อนแบบคร่าวๆ แล้วก็คิดเพลงประกอบว่าควรจะออกมาแนวไหน แล้วก็บอกแนวทางต่อนักดนตรีร่วมวงว่าให้เล่นคอร์ดอะไรบ้าง ซึ่งประกอบด้วย Kenny Clark (กลอง), Pierre Michelot (เบส), Barney Wilen (เซ็กโซโฟน), และ Rene Urtreger (เปียโน) ต่อจากนั้น เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของภาพยนตร์แนวฆาตกรรม ก็ให้หาตึกเก่าๆ ที่มืดๆ ทึมๆ หลังหนึ่ง สำหรับบันทึกเสียง โดยฉายภาพยนตร์ไปด้วยและบรรเลงไปด้วยแบบสดๆ ไม่มีการเขียนโน้ตไว้ก่อนแม้แต่น้อย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ออกฉายในอังกฤษด้วยชื่อ Lift to the scaffold แต่ออกฉายในอเมริกาด้วยชื่อ Elevator to the Gallows อาจแปลเป็นไทยแบบตรงตัวได้ว่า “ลิฟท์สู่ตะแลงแกง” ผมชอบฉากที่ Jeanne Moreau เดินบนถนน Champs-Elysees อย่างกระวนกระวายแกมสิ้นหวังว่าชู้รักที่เพิ่งลงมือฆ่าสามีเธอไปหมาดๆ นั้น (นำแสดงโดย Maurice Ronet) คงจะทิ้งเธอไปเสียแล้ว ฉากนั้น ปารีส สวยคลาสสิกมาก แม้วว่าหนังเรื่องนี้จะเป็น Film Noir ก็ตาม และเมื่อนึกถึงตอนที่ Miles เป่าเพลงประกอบฉากนี้ คือ Florence Sur Les Champs-Elysees ขณะที่ระหว่างนิ้วยังคงคีบบุหรี่อยู่ด้วยแล้ว มันช่างดูเป็น Art Form เสียนี่กระไร

Ascenseur pour L’echafaud บันทึกเสียงเมื่อวันที่ 5 และ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2500 มีทั้งหมด 26 เพลง (รวม Alternative Takes ด้วยทั้งหมด) แทบทุกเพลง ฟังไพเราะ ถ้าใครชอบ Bird of the Cool (Capital T762) และ Kind of Blue (Columbia CL1355 หรือ CS8163) แล้ว ก็ต้องชอบอัลบั้มนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะถือว่าอยู่ในช่วง “Cool Period” ที่ขั้นอยู่ตรงกลางระหว่างอัลบั้มทั้งสองนั้น ผมคิดว่าขณะนั้น ความคิดของ Miles กำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” เขากำลังอยู่ในช่วงตกผลึก และกำลังจะ Breakthrough ในเชิงของ Modal Jazz ซึ่งแสดงออกอย่างลึกซึ้งที่สุดผ่านอัลบั้มชุด Kind of Blue ที่บันทึกเสียงหลังจากนั้นเพียง 15 เดือน

ผมเห็นด้วยกับ Miles Davis ที่เคยบอกว่า Paris นั้น มี “กลิ่น” เฉพาะตัวที่ต่างกับที่อื่น ดมไปก็คล้ายเป็นกลิ่นอโรมาของกาแฟ แต่สูดอีกทีก็เหมือนกับกลิ่นมะนาวควายที่ผสมกับน้ำมะพร้าวแล้วเทลงไปในแก้วเหล้า ที่คืนนั้น ณ CAVEAU de la HUCHETTE ผมดื่มเข้าไปไม่น้อยเลย

เป็นเวลาของวันใหม่แล้ว ที่คลับเพิ่งเลิกรา ทั้งนักดนตรีและบรรดานักเต้นเท้าไฟ ต่างขึ้นมานั่งดื่ม นั่งคุยกันต่อ อย่างออกรส แต่ผมอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เพราะ TGV เที่ยวแรกกำลังจะออกจาก Gare de Lyon เวลา 6.20 นี้เอง

Aix-en-Provence คือจุดหมายต่อไป

Good Buy……….Paris is Jazz, & Jazz is Paris

AU REVOIR !


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 ตุลาคม 2550
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนธันวาคม 2550

เช่


นับถึงปีนี้ ได้ 40 ปีพอดี ที่ เช่ เกวาร่า (Ernesto “Che” Guevara) ถูกยิงตายในประเทศโบลิเวีย ขณะเข้าไปช่วยกองกำลังปฏิวัติรบแบบสงครามจรยุทธ์กับรัฐบาลเผด็จการในประเทศโบลิเวีย ทั้งๆ ที่เขามิใช่คนที่นั่น เขาเป็นคนอาร์เจนตินา ทว่า เขาถือการปฏิวัติเป็นอุดมการณ์นำทางชีวิต อย่างที่เคยเขียนไว้ในหนังสือ Guerrilla Warfare ที่ตัวเองแต่ง ว่า “the duty of the revolutionary is to make the revolution” นั่นแหละ ถ้าเขาอยู่ ป่านนี้เขาจะมีอายุถึง 79 ปีแล้ว

อันที่จริงเขาเคยเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติมาก่อนหน้านั้นในหลายประเทศ ทั้งที่คองโกและคิวบา ซึ่งเขาได้ช่วยสหาย ฟิเดล คาสโตร โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของนายพลบาตีสต้า (Fulgencio Batista) และก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหกรรมอยู่ระยะหนึ่ง ชีวิตและอุดมคติของเขา นับเป็นแบบอย่างและได้สร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวละตินอเมริกันจำนวนมากเข้าร่วมกับกองกำลังปฏิวัติ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองอย่างกดขี่อยู่ในหลายประเทศเวลานั้น

แม้ เช่ จะโด่งดังตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อวายชนม์แล้ว ชื่อเสียงของเขากลับโด่งดังยิ่งกว่าเก่า ตำนานของ เช่ ถูกสร้างใหม่ แถมต่อเติม เสริมแต่ง ไปจากเดิมอีกหลายแง่ หลายมุม สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา ครอบคลุมกิจกรรมหลากหลายแขนง และได้กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ สารคดี เพลง สถานที่ท่องเที่ยว ตลอดจนสินค้าและบริการที่อาศัยรูปถ่ายของเขาปะติดไว้

ว่ากันว่า สินค้าและบริการที่มีรูปถ่ายของเขาปะติดไว้ นั้น มีตั้งแต่ ของที่ระลึก ไปจนถึง เหล้า บุหรี่ เสื้อยืด และกางเกงในผู้หญิง หรือแม้แต่ บังโคลนรถสิบล้อ และ รอยสักบนตัวคน โดยรูปถ่ายที่ว่า ย่อมเป็นรูปๆ นั้น คือ รูปใบหน้าอันคมขำของเขา กับทรงผมลอนยาวประบ่า ใต้หมวกแบเร่ต์ใบนั้น ขณะที่ดวงตาเพ่งมองไปยังเบื้องหน้ามุมสูง ที่ อัลแบร์โต้ กอร์ด้า (Alberto Gorda) เป็นผู้ถ่ายไว้ได้

เดี๋ยวนี้ ภาพดังกล่าว กลายเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการต่อต้านระบบ “โลกานุวัตร” (Globalization) โดยความหมายกว้าง หรือต่อต้าน “อเมริกา” ในความหมายแบบเฉพาะเจาะจง ไปเสียแล้ว ยิ่งผู้คนรู้สึกว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ จากระบบโลกานุวัตรมากเพียงใด Image ของ เช่ อันนี้ ย่อมถูกเน้นย้ำ และเชิดชูขึ้นมา ให้เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายตรงข้าม มากเพียงนั้น อย่างในคิวบา หรือเวเนซูเอล่า ปัจจุบันนั้น เรื่องราวบางด้านของ เช่ ถูกเน้นย้ำ และยกย่องราวกับนักบุญในศาสนาคริสต์ เพราะอย่าลืมว่า ชนชั้นปกครองของสองประเทศนั้น เกลียดอเมริกาแบบเข้าไส้

ร้อนถึงนักคิดฝ่ายขวาโลกานุวัตร ที่ต้องปฏิบัติการ “เจาะยาง” เช่ อย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นว่าระยะหลัง มีหนังสือชีวประวัติและบทความที่เขียนถึงเช่ โดยย้ำที่จุดอ่อนของเช่ ว่าเป็นคนโหดร้าย เคยฆ่าคนมาก็มาก อย่างตอนได้ชัยที่ Sierra Maestra นั้น เขาก็สังหารผลาญชีวิตพวกเดียวกันที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นไส้ศึกไปเสียหลายคน หรือการนำคนบริสุทธิ์ไปตายในสงครามกลางเมืองเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังพยายามลบภาพนักบุญโดยให้ข้อมูลว่าเขานิยม Marxism แบบสุดขั้ว ที่เมื่อได้ชัยชนะแล้ว ก็มิได้มุ่งหวังการปลดปล่อยอะไร แต่กลับทำตัวเป็นผู้เผด็จการเสียเอง อย่างตอนที่เป็นรัฐมนตรี ก็ทำการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จนคนเล็กคนน้อยเดือดร้อนกันทั่วหน้า

นับเป็นสงคราม Propaganda ที่ต่างฝ่ายต่างใช้ ตำนานของ เช่ เป็นเดิมพัน

แต่ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อ เช่ เคยเป็นมนุษย์ปุถุชน ก็ย่อมมีทั้ง รัก โลภ โกรธ หลง มีดี มีชั่ว มีเกลียด มีกลัว มีกะล่อน ปลิ้นปล้อน มีเมตตา กรุณา และอื่นๆ อีกสารพัด ตามธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนที่ยังไม่หลุดพ้น และแม้ว่า คนขับรถสิบล้อ ขึ้นล่อง กรุงเทพฯ อิสาน จะรู้จักหรือนำพาต่อเรื่องราวแต่หนหลังของคนในภาพ บนบังโคลนรถที่เขาขับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือไม่ก็ตาม ตำนานของ เช่ ก็ จะยังอยู่เคียงคู่ขนานมุมกลับ ไปกับระบบทุนนิยม ตราบนานเท่านาน

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
5 ธันวาคม 2550
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนธันวาคม 2550