วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"อึมครึม" ของ Tyler Cowen



ท้องฟ้าเมืองกรุงตอนต้นมิถุนาปีนี้ช่างมืดครึ้มเสียเหลือเกิน หมู่เมฆดำทะมึนแผ่กว้างปกคลุมขอบฟ้าเบื้องตะวันออกจนถึงกลางฟ้า นี่ก็โมงกว่าเข้าไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าดวงตะวันยังคงอ้อยอิ่ง ไม่ค่อยเต็มใจที่จะขับไล่เอาความขมุกขมัวของอุษาสางให้พ้นไปจากขอบฟ้า เพื่อหลีกทางแก่ฉายฉานแห่งอรุณรุ่ง ให้ได้อวดสำแดงศักยภาพอันโชติช่วงของมันในแบบที่ควรจะเป็น...มันช่างช้าเชือนเสียนี่กระไรในเช้าวันนี้

ความอ้อยอิ่งช้าเชือนทำให้เกิดบรรยากาศอึมครึม งึมๆ งำๆ อิดๆ ออดๆ หัวก็ไม่ใช่ ก้อยก็ไม่เชิง ดังภาวะการเมืองไทยและสภาพการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงนี้นั่นเอง

ความไม่แน่นอนแทรกอยู่ในทุกอณูอากาศที่ผู้คนต่างหายใจเอามันเข้าไป คนที่เคยมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในอนาคต ก็ชักไม่แน่ใจ พูดได้ไม่เต็มปากเสียแล้ว นักทำนายอนาคตและคนสำคัญหลายคน-รวมถึงราษฎรอาวุโส- ยังแสดงความห่วงกังวลออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง ทำให้ผู้คนยากจะสงบใจลงได้ในภาวะอย่างนี้ ต่างก็หวาดระแวงและต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ราวกับพายุฝนจะจู่โจมเอาได้ทุกเมื่อ

ความล่มสลายของระบบการเงินสหรัฐฯ และภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวของหลายรัฐบาลในยุโรป ตลอดจนภาวะอาหารแพง น้ำมันพุ่ง และความวุ่นวายทางการเมือง ที่ประดังถาโถมเช้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยถ่วงความอึมครึมให้รีรออยู่ ไม่เปิดทางให้ความโชติช่วงชัชวาลได้กลับคืนมาแบบง่ายๆ

Stagnation จึงเป็นคำซึ่งเหมาะเจาะมากที่จะนำมาใช้อธิบายภาวะการณ์ของสังคมเศรษฐกิจ ณ ขณะนี้

The Great Stagnation เป็นหนังสือเล่มใหม่ของ Tyler Cowen ที่สั้น กระชับ อ่านง่าย กระชากความคิด ให้หันมามองสาเหตุของความอึมครึมและแสวงหา Creative Solutions กันอย่างเป็นระบบ นักอ่านที่ไม่มีพื้นทางเศรษฐศาสตร์การเงินก็อ่านเข้าใจได้

แม้เนื้อหาจะว่าด้วยสหรัฐอเมริกา แต่วิธีวิเคราะห์และข้อเสนอแนะก็กินใจและกระตุ้นไอเดียได้มาก Blogger ชอบที่ Cowen บอกว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ เผชิญความทุกข์เข็ญในวันนี้ เพราะขาดแรงจูงใจที่จะคิดหา Innovation ใหม่ๆ เอาแต่กินบุญเก่า อุปมาเหมือนดั่งคนมักง่ายที่เที่ยว เก็บเอาผลไม้ใกล้มือมากินเสียจนเกลี้ยงแล้ว นับแต่นี้ไป หากจะได้กินกัน ก็จำต้องออกแรงปีนป่ายหรือหาเครื่องทุ่นแรงมาสอยเอาจึงจะได้กิน

Innovation ที่สหรัฐอเมริกานำออกมาเปลี่ยนแปลงโลกในรอบหลายสิบปีนี้ กลับอยู่ในแวดวงจำกัด เช่น Silicon Valley ที่นำโด่งทางด้านคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ซอฟท์แวร์ และอินเทอร์เน็ต หรืออย่าง Wall Street ที่นำโด่งทางด้านการเงินการลงทุน การคิดค้น Financial Instuments ใหม่ๆ และการหมุนเงินตลอดจนควบคุมเงินทุนก้อนใหญ่ของโลกไว้ในมือ หรือแวดวงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอื่นอย่าง Nanotechnology, Biotechnology และ Artificial Intelligence นั้น Cowen ก็ว่ามันไม่ได้สร้างงานให้กับสังคมอเมริกันสักกี่มากน้อย เพราะงานเหล่านี้ต้องการทักษะเฉพาะ ต้องเป็นคนมีการศึกษาและมีทักษะระดับกลางขึ้นไป (Middle Skill) อีกทั้งกิจการเหล่านั้นยังได้จ้างวานให้จีนและเอเชียนำเทคโนโลยีของตนไปผลิตขั้นต้นเสียหมด ถ้าดูกันจริงๆ จังๆ แล้ว กิจการอย่าง Google, Facebook, Apple, หรือ Microsoft หรือ Investment Bank, Hedge Fund, Private Equity, Ventur Capital ก็มิได้สร้างงานให้กับคนสหรัฐฯ ทั่วไปมากสักเท่าใดนัก และงานส่วนใหญ่ที่สงวนไว้ในสหรัฐฯ กลับสำเร็จลงได้ด้วยเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และหุ่นยนต์ หาได้พึ่งพาแรงงานมนุษย์สักกี่มากน้อยไม่

และความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตอย่างมากมายนั้น แม้มันจะช่วยให้คุณภาพชีวิตมนุษย์ดีขึ้นมาก แต่มันกลับมิได้สร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจ ตรงข้าม มันกลับทำให้มูลค่าในบัญชีประชาชาติ (เช่น GDP) ลดลง ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนหันไปค้นคำจาก Wikipedia พวกเขาก็ซื้อหาพจนานุกรมกันน้อยลง หรือเมื่อผู้คนหันไปอ่านข่าวอ่านข้อมูลกันฟรีผ่าน Google หนังสือพิมพ์และนิตยสาร รวมตลอดถึงธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างเก่า ย่อมร่อยหรอรายได้ลงจนเกือบจะล้มหายตายจากกันไปเสียสิ้น หรืออย่างอุตสาหกรรมยาและ Healthcare หรือการศึกษา ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในสหรัฐฯ แต่กลับส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลอย่างมากมายมหาศาลและเรื้อรัง เป็นต้น

Cowen จึงสนับสนุน Innovation ในอุตสหกรรมที่จะสามารถสร้างงานจำนวนมากได้ คือจำต้องหันกลับมามองและให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมพื้นๆ อุตสาหกรรมที่สหรัฐฯ เคยยิ่งใหญ่มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน เกษตรกรรม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ขนส่ง ฯลฯ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างเชิงการจัดการสำหรับ Healthcare และการศึกษา

ฟังดูแล้วก็น่าคิด!

นาย Cowen คนนี้เป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัย George Mason เคยจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นคนอ่านหนังสือมากเหลือเกิน อ่านมันดะไปทุกแนว

เขาจึงมีอะไรคับอกคับใจอยู่ไม่น้อย และต้องระบายออกมาเสียมั่ง

Outlet ของเขาคือบล็อกชื่อ Marginal Revolution (เขียนและโพสต์ร่วมกับ Alex Tabarrox) เนื้อหาน่าอ่าน คลอบคลุมในหลายประเด็น แค่คลิกอ่านเม้นต์ต่อท้ายในแต่ละกระทู้ก็จะได้ไอเดียใหม่ๆ สะกิดใจไม่น้อยเลย

ไม่แปลกที่บล็อกของพวกเขาจะติดอันดับบล็อกยอดนิยม 1 ใน 10 ประเภท Economics Blog เคียงคู่ไปกับบล็อกของเศรษฐดาพยากรณ์นามอุโฆษอย่าง Paul Krugman, Gregory Mankiw, และ Robert Reich  

Blogger เพิ่งคลิกเข้าไปดูสารคดีของ BBC เรื่อง “All Watched Over by Maching of Loving Grace” ที่พวกเขาโพสต์ไว้ ว่าด้วยความคิดของ Ayn Rand ที่เกี่ยวโยงมาถึงการเกิดและเติบโตของ Silicon Valley และการล่มสลายของ Sub-Prime Crisis ทั้งแปลก ทั้งตื่นเต้น ทั้งอึมครีม ทั้งเหนือจริง

ไว้วันหลัง เราค่อยมาว่ากันด้วยเรื่อง Ayn Rand ซึ่งความคิดของเธอกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาจนได้รับความนิยมมากในหมู่นักการเงินและผู้ประกอบการแห่ง Silicon Valley อยู่อย่างแพร่หลายในขณะนี้

วันนี้ขอจบเพียงแค่นี้ก่อน www.marginalrevolution.com

---------------


บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมิถุนายน 2554 ในคอลัมน์ Financial Blog ภายใต้นามปากกา Blogger

หมายเหตุ: โปรดคลิกอ่านบทความทำนองเดียวกันได้จากลิงก์ข้างล่าง

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Esther Duflo ความจนมิใช่อุปสรรค



“ความจนเป็นอุปสรรค์”

ใช่! ความจนเป็นอุปสรรค์หลายเรื่องในสมัยนี้และสมัยไหนๆ


ความรัก การศึกษา การรักษาพยาบาล การสาธารณสุข การหาบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ อาหารการกิน เสื้อผ้า ยารักษาโรค และเงื่อนไขแห่งการดำรงชีวิตทั้งมวล ย่อมอึดอัดขัดข้อง อัตคัดขัดสน ติดๆ ขัดๆ ถูกกีดถูกกัน ยังไงชอบกล เมื่อเราจน


ศาสดาผู้ประเสริฐที่เคยผ่านมาในโลกมนุษย์แม้จะยกย่องความจนและคนเล็กคนน้อย แต่ก็ล้วนต้องการขจัดความจนให้สิ้นไป ทั้งเจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์ โคตมโคตร หรือ Jesus of Nazareth เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คำสอนของท่านทั้งสองแฝงไว้ด้วยเป้าหมายดังว่า ไม่มากไม่น้อย


รวมถึงนักปราชญ์ราชบัณฑิต นักคิดนักเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่ Adam Smith จนถึง Karl Marx ซึ่งความคิดของท่านเหล่านั้นมีผู้ติดตามนำมาประยุกต์ใช้จัดระเบียบสังคมและระเบียบโลก ก็ล้วนมุ่งมั่นขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปด้วยกับทุกคน แม้มรรคาจะต่างแนวกันไปคนละแบบคนละทาง ก็ตามที


แม้กระนั้น ความจนยังหาได้ปลาสนาการไปจากสังคมมนุษย์ไม่ โลกปัจจุบันมีการผลิตโภคทรัพย์อย่างล้นเหลือ ความมั่งคั่งนับเป็นตัวเงินมีอยู่อย่างเหลือคณานัป มหาเศรษฐีที่สะสมทรัพย์กันคนละหลายแสนหลายล้านล้านบาทก็มีให้เห็นแบบตัวเป็นๆ แต่ความจนกลับระบาดไปทั่ว จำนวนคนยากจนในโลกเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน


ถ้าเราปล่อยให้ความยากจนยังมีอยู่ในอัตราปัจจุบัน ความยากจนนี้เองที่จะถ่วงหรือเหนี่ยวรั้งมนุษยชาติโดยรวมไม่ให้ก้าวหน้าไปได้ เพราะความจนเป็นสาเหตุสำคัญของความไม่รู้ และเป็นสาเหตุของความอึดอัดขัดข้องต่อการดำเนินชีวิตของคนหมู่มาก ซึ่งจะส่งผลต่อวงจรที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงทั้งต่อมนุษย์ด้วยกันเอง และต่อธรรมชาติ


ในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งพุ่งแรงที่เอาใจใส่ต่อปัญหาความยากจนนั้น มี Esther Duflo แห่ง MIT อยู่ด้วยคนหนึ่ง


งานวิจัยของเธอน่าสนใจไม่น้อย เธอมักลงพื้นที่ เก็บข้อมูลละเอียด โดยผลวิจัยสามารถมี Implications ต่อการดำเนินนโยบายสังคม หรือปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่


MBA คิดว่าการตั้งคำถาม และหาคำตอบแบบที่เธอทำนั้น น่าจะนำมาประยุกต์กับสังคมบ้านเราได้ไม่ยาก (อย่างนโยบายแจก Tablet ของรัฐบาลปัจจุบันนั้น สามารถใช้วิธีวิจัยในแบบของเธอ มาวัดประสิทธิภาพของนโยบายได้เลยทันที)

ตัวอย่างที่เธอนำมาแสดงบนเวที TED Conference (ผู้สนใจคลิกดูได้ที่ blog.ted.com/2010/05/03/social_experime/) ก็น่าสนใจ ทั้งแนวทางการจูงใจให้ผู้ปกครองในชนบทยากจนของอินเดียให้นำลูกมาฉีดวัคซีนโดยการแจกถั่วคนละ 1 กิโลกรัม และการวัดประสิทธิภาพของนโยบายลดการติดเชื้อมาเลเรียในอัฟริกาโดยทางเลือกต่างๆ เช่นการแจกมุ้ง ขายมุ้งให้ชาวบ้าน หรือให้ส่วนลดไปซื้อมุ้งกับชาวบ้าน เป็นต้น


หนังสือของเธอเรื่อง Poor Economics: Barefoot Hedge Fund Managers, DIY Doctors and the surprising truth about life on less than 1$ a day (เขียนร่วมกับแฟนเธอ Abhijit Banerjee) เพิ่งจะออกวางตลาดด้วยเวอร์ชั่นปกอ่อน มีกรณีศึกษาจำนวนมากจากการลงพื้นที่ยากจนเป็นเวลานาน และมีข้อสรุปที่น่าสนใจ


แม้เธอจะพบว่ามันไม่มีมาตรการใดหรือหนทางใดหนทางหนึ่งแต่เพียงแนวเดียวในการขจัดความยากจนให้หมดไป แต่เราก็พอรู้ว่าจะยกระดับความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้กันอย่างไร โดยเธอได้ข้อสรุปในเชิงเศรษฐศาสตร์มา 5 ประการดังต่อไปนี้


ประการแรก เธอพบว่าผู้ยากไร้ส่วนใหญ่ขาดแคลนข้อมูล จึงมีความรู้หรือฝังใจผิดๆ เกิดตึดยึดกับความหลง ความงมงาย หรือเชื่อในเรื่องไม่จริง มิจฉาทิฎฐิเหล่านี้มักทำให้พวกเขาตัดสินใจผิดพลาด เช่นพวกเขาไม่แน่ใจต่อผลดีของการฉีดวัคซีนให้ลูกหลาน หรือผลดีของการส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนให้ได้รับการศึกษาขั้นต้น หรือไม่รู้ว่า HIV ติดต่อกันได้ยังไง เป็นต้น และแม้ต่อมาพวกเขาจะเพิ่งมารู้และตระหนักว่าความเชื่อเก่าที่ยึดถือมานั้นมันผิด แต่การตัดสินใจก่อนหน้านั้น อาจสร้างความเสียหายไปแล้ว และการกลับตัวมักจะสายเกินไป


ประการที่สอง คือเธอมองว่าผู้ยากไร้เหล่านี้แบกความรับผิดชอบหนักหน่วงเกินไปในหลายแง่มุมของการดำเนินชีวิต เพราะคนจนต้องคิดเรื่องต่างๆ มากกว่าคนรวย เช่น พวกเขาต้องคิดหนักในเรื่องอาหารและน้ำดื่ม เพราะพวกเขาไม่มีน้ำประปาใช้ พวกเขาจึงไม่ได้ประโยชน์จากคลอรีนฆ่าเชื้อโรคที่การประปาจัดหาให้จากส่วนกลาง พวกเขาต้องแบกรับต้นทุนในการจัดหาน้ำสะอาดด้วยตัวเอง และพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงหรือ afford อาหารเช้ามาตรฐานสำหรับเด็กอย่างเช่น Cereal ได้ด้วย แต่ก็มีภาระที่จะต้องจัดหาอาหารสำหรับลูกหลานให้ครบสามมื้อ เป็นต้น ดังนั้น โอกาสที่คนจนจะตัดสินใจ “ผิดพลาด” จึงมีมากกว่าคนมีฐานะ


ประการที่สาม คือกลไกตลาดมักทำงานสวนทางในตลาดคนยากจน และมักคิดราคาสูงสำหรับคนยากจน เช่นตลาดสินเชื่อปกตินั้น คนยากจนมักเข้าถึงยาก และถ้าเข้าถึงได้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยแพงกว่าปกติ แม้กระทั่งตลาดเงินฝาก สำหรับคนยากจนแล้ว ดอกเบี้ยรับมักจะต่ำกว่าทั่วไปด้วยซ้ำ


ประการที่สี่ เธอว่าประเทศยากจนมักพบกับความจนซ้ำซาก แต่ไม่ใช่เพราะมันต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป ไม่ใช่เพราะความจน หรือประวัติศาสตร์ที่ถูกกดขี่มา แน่นอนว่านโยบายหรือโครงการยกระดับฐานะผู้ยากไร้ต่างๆ มักไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ได้ผลเต็มที่ในประเทศเหล่านั้น นักการเมืองโกงกิน ระบบราชการล่าช้า แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ก็มักไม่อยากสอนหรือสอนไม่เต็มที่ ถนนหนทาง เขื่อน สะพาน ใช้วัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเพราะถูกเหลือบไรคอรับชั่นออกไปแต่แรก ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นเพราะทุนนิยมสามานย์หรือเกิดจากการกีดกันของพวกชนชั้นนำที่ไม่อยากเห็นคนจนมีฐานะดีขึ้น อย่างที่มักเชื่อกันตามแนว “ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theory) แต่มันเกิดจากการออกแบบนโยบายที่ผิดพลาด และการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ และสิ่งที่เธอเรียกว่าUbiquitous Three I’s” คือ Ignorance, Ideology และ Inertia

ประการสุดท้าย เธอพบว่ามิจฉาทิฎฐิในข้อแรกนั้นมักทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับตัวเอง เลยหลงเชื่อว่ามิจฉาทิฎฐิดังว่านั้นเป็นความจริงไปเลยก็มี นักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า Self-fullfiling Prophecy เช่นนักเรียนมักเลิกเรียนกลางคันเมื่อครู (หรือผู้ใหญ่ในครอบครัว) บอกพวกเขาว่าตัวเขานั้นไม่เหมาะกับโรงเรียนหรือไม่เก่งพอจะเรียนไปสูงๆ ได้ หรือกรณีของพยาบาลซึ่งต้องไปประจำที่สุขศาลาทุกวันตามเวลาเป๊ะๆ แต่พอไปแล้วไม่เจอใคร ไม่มีใครสนใจมารับการรักษา หมอเองก็ไม่ค่อยมาให้เห็นหน้า เจอแบบนี้นานๆ เข้า พยาบาลคนนั้นก็เลยเลิกกระตือรือร้นและเริ่มไปสายกลับเร็ว


หรืออย่างนักการเมืองไร้ชื่อส่วนใหญ่ที่ไม่คิดว่าตัวเองคงทำอะไรไม่ได้มากในรัฐสภา ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังคงเลือกตน ทำให้เขาเข้าใจไปว่าประชาชนคงมิได้คาดหวังอะไรในตัวเขามากนัก ก็เลยพาลเป็นคนเรื่อยเฉื่อย หมดความคิดสร้างสรรค์ ไม่คิดที่จะหาทางปรับปรุงชีวิตราษฎรให้ดีขึ้นตามหน้าที่ความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ควรจะเป็น

ข้อสรุปทั้งห้าของ Duflo ช่างใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงในบ้านเราเสียนี่กระไร!


(หมายเหตุ: ข้อสรุปทั้ง 5 ของหนังสือนั้น เราเรียบเรียงมาจาก Brief ที่เธออนุญาติให้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Financial Times ฉบับ March 17, 2012 โดยผู้สนใจสามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่ www.ft.com/intl/cms/s/2/81804a1a-6d08-11e1-ab1a-00144feab49a.html#axzz1tchVMrts)


บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ในคอลัมน์แนะนำหนังสือ ภายใต้ชื่อเรื่อง "ความจนมิใช่อุปสรรค?"


***ผู้สนใจโปรดคลิกอ่านบทความที่คล้ายคลึงกันข้างล่าง


***Patient Capital การเงินเพื่อลดช่องว่าง


***Greg Mankiw บล็อกเศรษฐกิจ NO. 1


***"กระแสสำนึก" ของนายธนาคารแห่งอนาคต



“ก้นบุหรึ่” ของ Walter Schloss และ Thai Contrarian



ในบรรดาลูกศิษย์ก้นกุฏิของ Benjamin Graham สมัยโน้น นอกจาก Warren Buffet แล้ว ยังมี Walter Schloss ด้วยคนหนึ่ง


เขาคนนี้ มิได้เรียนสูงเหมือน Buffet ซึ่งเป็นลูกวุฒิสมาชิกและสอบเข้า Columbia ได้ ทว่าเขามีโอกาสเรียนกับ Graham จากคอร์สสั้นๆ ที่ Graham เปิดสอนให้กับคนทั่วไปในนิวยอร์กสมัยนั้น ว่ากันว่าเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของเขาคือ Guy Levy ซึ่งต่อมากลายเป็นคนสำคัญของวงการหุ้น ในฐานะประธานของ Goldman Sachs


Schloss ทั้งเรียนและร่วมงานในฐานะผู้ช่วยของ Benjamin Graham อยู่หลายปี จนคิดว่าตัวเอง “ครูพักลักจำ” อาจารย์มาได้หมด และอินทรีย์แก่กล้าขึ้นแล้ว จึงโดดออกมาเปิดกิจการของตัวเอง รับจ้างบริหารจัดการเงินลงทุนให้กับเศรษฐีมีทรัพย์

สไตล์การลงทุนของเขาเป็นแบบ “Contrarian” คือไม่นิยมหุ้นกระแสหลัก หุ้นยอดนิยม หรือ Investment Theme ยอดฮิตที่มักครอบงำความคิดของนักลงทุน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เช่น ช่วงหนึ่งหุ้น Dot Com บูม อีกช่วงหนึ่งเฮโลสารพากันมาที่ Sub Prime แล้วเดี๋ยวนี้ก็หันมาหาอาหารและพลังงาน เป็นต้น

เขามัก “สวนกระแส” ด้วยการแสวงหา “เพชรในตม” ประเภทที่ไม่มีใครสนใจและมองข้าม ซึ่งเขาเรียกว่า “Cigar Butt” หรือก้นบุหรี่ที่คนจุดทิ้งจุดขว้าง ทว่ามันยังไม่หมดและเป็นก้นซิก้าร์ซึ่งมันมีราคา โดยยังเอามาจุดสูบได้สบายๆ

ก้นบุหรี่เหล่านี้ ถ้าหามารวมๆ กันได้มากๆ ก็จะประหยัดค่าซื้อบุหรี่ไปได้อีกหลายปี หรือเอาเก็บไว้ขายต่อให้กับคนที่เห็นคุณค่าของมันได้ด้วย

แน่นอน การลงทุนสไตล์นี้ต้องอาศัยการหาข้อมูลแบบเจาะลึกและหน่วยวิจัยที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องมันก็ค่อนข้างคุ้ม

หลายปีมาแล้ว ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเจอวิกฤติใหญ่ในปี 2540 CLSA เคยตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นหนึ่งโดยเปรียบเทียบผลตอบแทน ของการซื้อหุ้นที่ให้ผลตอบแทนยอดแย่ในแต่ละปี (Dog) กับหุ้นที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยมในปีก่อนหน้า (Star)

พวกเขาลองเริ่มที่ปี 2533 โดยสมมติให้ Thai Contrarian เริ่มมซื้อหุ้น “หมาเน่า” (เขาเรียกว่า Dogs คือบรรดาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนยอดแย่ในปีก่อนหน้าคือปี 2532) แล้วขายทิ้ง ณ สิ้นปี พอถึง 1 มกราคม 2534 ก็เปลี่ยนไปซื้อหุ้นหมาเน่าของปี 2533 แล้วค่อยขายออกอีกตอนสิ้นปี ทำอย่างนี้เรื่อยมาทุกปีจนถึงปี 2538 แล้วมาคำนวณผลตอบแทนของ Portfolio นี้ ปรากฏว่า Thai Contrarian จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ต่อปี เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของหุ้นดาวรุ่ง (Stars หรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยมในปีก่อนหน้า เมื่อกำหนดให้จัด Portfolio และซื้อเข้า ณ วันต้นปี และขายออก ณ วันสิ้นปี เช่นเดียวกัน) ที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ (-2.3% ต่อปี) ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดโดยรวมในช่วงนั้นเท่ากับ 11% ต่อปี

Blogger ไม่ทราบว่าหลังจากงานวิจัยชิ้นหัวหอกนั้นตีพิมพ์ออกมาแล้ว โบรกเกอร์รายนั้นหรือรายอื่นได้กัดติดงานวิจัยในแนวนี้ต่อมาอีกหรือไม่

แต่ผลวิจัยนั้นมันแสดงผลสอดคล้องกับแนวคิดและความเชื่อของบรรดากูรูและนักลงทุนในสายสกุล Value Investment ที่เชื่อว่าตลาดหุ้นมันไม่มีทาง Efficient และพวกเรายังสามารถเอาชนะตลาดได้เสมอ ด้วยการศึกษาอย่างมุ่งมั่น หนักหน่วง และเลือกหุ้นอย่างชาญฉลาด

Warren Buffet นักลงทุนคนสำคัญในสายสกุลความคิดนี้ เคยให้นิยามของคนเหล่านี้ว่า "The Superinvestors of Graham-and-Doddsville"

Walter Schloss เป็นหนึ่งในนั้น


หมายเหตุ: ผู้สนใจเรื่องราวและหลักการลงทุนของ Walter Schloss สามารถคลิกไปที่ www.valuewalk.com/walter-schloss


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเมษายน 2555 จากคอลัมน์ Financial Blog ภายใต้นามปากกา Blogger


**คลิกอ่าน แนะนำ Blog ของ Jim Rogers ได้ตามลิงก์ข้างล่างครับ


***เกาะติด Macro Trend กับ Jim Rogers





วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

มุมสุนทรีย์จาก Milan Design Week 2012



Cyber Attack


อ่านบทสัมภาษณ์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ที่บางส่วนว่าด้วย Cyber Attack หรือการป้องกันการก่อการร้ายทางอินเทอร์เน็ต พร้อมบทความแสดงความคิดเห็นของผม ได้ในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนเมษายน 2555 ครับ...




วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

"ปมเด่น" และ "ภาพลักษณ์"




ว่ากันว่า สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนนั้นยังเป็นกรมหมึ่นจันทบุรีนฤนาถ) พระอัยกาของสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ได้ว่าการกระทรวงพระคลังมหาสมบัตินั้น ก็ทรงให้เหตุผลในที่รโหฐานเป็นทำนองว่าพระราชโอรสพระองค์นั้น “เป็นหลานเจ๊ก”

ถ้าคำร่ำลือนี้เป็นจริง ก็แสดงว่าคนไทยมอง “จุดแข็ง” หรือความ “มีดี” หรือ “ปมเด่น” ของคนจีนว่าเก่งในเรื่องการค้า การเงิน หรือเรื่องเชิงเศรษฐกิจ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

(โปรดสังเกตุคณะรัฐบาลปัจจุบันซึ่งมองตัวเองว่า “มีดี” หรือมี “จุดแข็ง” ทางเรื่องเศรษฐกิจ ก็มีนายกรัฐมนตรีเชื้อสายจีนแคะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เชื้อสายจีนแต้จิ๋ว)

เช่นเดียวกับฝรั่งที่มักมอง “จุดแข็ง” ของคนยิวว่าเชี่ยวชาญในด้านการเงิน การธนาคาร การค้า และการเศรษฐกิจ นั่นแหล่ะ กระทั่งบางทีบางยุคสมัยออกจะเลยเถิดไปมาก จนกลายเป็นพวก “เอารัดเอาเปรียบ” “ซื้อถูกขายแพง (มากเกินไป)” หรือ “เป็นนักเก็งกำไร” “นักปั่นราคา” ด้วยซ้ำไป

แม้ต่อหน้า บรรดาฝรั่งจะยกย่องให้เกียรติชาวยิวที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่ออยู่ลับหลัง หรืออยู่ในที่รโหฐานท่ามกลางพรรคพวกของตน กระทั่งฝรั่งชั้นนำ ยังขอป้องปากสักนิด แล้วซุบซิบกันทำนองว่า “But...He is Jewish” เป็นอันรู้กัน...คือขอมี Preservation สักนิดนึง

จะเห็นว่า “จุดแข็ง” กับ “ภาพลักษณ์” เป็นคนละตัวกันแต่ก็สัมพันธ์กัน เกื้อกูลกัน

“ภาพลักษณ์” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้น และต้องสร้างให้เกิดขึ้นในใจคนอื่น ส่วน “จุดแข็ง เป็นสิ่งติดตัว เป็นความสามารถ เป็น Capability โดยประเมินคุณค่าเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือกับตัวเอง ในเงื่อนเวลาหนึ่งๆ แต่ก็เสริมสร้างขึ้นได้เช่นกัน

แม้ Brand กับ Core Competency หรือ Strength จะเป็นคนละตัวกัน แต่ “ภาพลักษณ์ที่ดี” หรือ “Brand อันแข็งแกร่ง” ย่อมเป็น “จุดแข็ง อย่างหนึ่ง และในทางกลับกัน การมี “จุดแข็ง” ที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน หรือยากที่คู่แข่งขันจะเทียบทัน ย่อมเป็นพื้นฐานที่มาของ “Brand ที่แข็งแกร่ง” หรือสามารถนำไปเสริมสร้าง Brand ที่ดีได้

แต่ไหนแต่ไรมา คนเยอรมันส่วนใหญ่มักเป็นคนขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัย เอาจริงเอาจัง มุ่งมั่นในเป้าหมาย ยกย่องช่างฝีมือ และให้คุณค่าต่อความแม่นยำ ทั้งความแม่นยำในความรู้และในการทำงาน สร้างงาน ผลิตงาน คือต้องแม่นยำทั้งในเชิงทฤษฏีและการปฏิบัติ ฉะนั้น เมื่อคนเยอรมันสร้างสินค้าหรือเครื่องจักรหรือเครื่องไม้เครื่องมือมาขาย แม้ดีไซน์จะไม่เฉียบเฉี่ยว และขายแพงกว่าคนอื่นเขา ผู้บริโภคในโลกก็นิยม เพราะผู้บริโภคยอมจ่ายเพ่ิมเพื่อซื้อ “Work Ethics” ชุดนั้น ของคนเยอรมัน

หากเราดูโฆษณารถยนต์ Mercedes และกล้อง Leica นับแต่อดีตมา จะเห็นว่าเนื้อหามักแสดงหรือแฝงไว้ให้ผู้ชมเห็นความเด่นในเชิง Work Ethics ไม่ว่าจะเป็น ทักษะความชำนาญ คุณภาพวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน กระบวนการผลิต และ Mechanical Excellent เป็นหลักใหญ่

Work Ethics ที่กล่าวมา นับเป็น “จุดแข็ง” ของคนเยอรมันและองค์กรเยอรมัน ที่พวกเขาใช้เป็นแกนหลัก (หรือคุณธรรมหลัก) ในการสร้างชาติเยอรมัน ให้ฟื้นคืนชีพกลับมายืนอยู่ในแถวหน้าของโลกได้ทุกครั้ง หลังถูกทำลายให้เสียหายย่อยยับระหว่างสงครามโลกถึงสองครั้งสองครา

ยิ่งสมัยก่อนโน้น ดูเหมือนคนเยอรมันจะยิ่งเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังกว่าสมัยนี้แยะ อย่างการหัวเราะนั้น คนเยอรมันที่มียศศักดิ์ถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอเอาเลย

ว่ากันว่า มหากวี Goethe หรือกษัตริย์ Frederick the Great หรือนายพล Moltke หรือแม้แต่นักปรัชญา Martin Heidegger ตลอดชีวิตของพวกเขาหัวเราะให้คนเห็นกันนับครั้งได้ ยิ่งนายพล Moltke แล้ว มีผู้เห็นเขาหัวเราะเพียงสองครั้งเท่านั้น คือตอนแม่ยายตายครั้งหนึ่ง และอีกครั้งหนึ่งคือตอนที่มีคนมารายงานว่าป้อมปราการของฝรั่งเศสบางแห่งแข็งแกร่งมากจนยากจะทำลายลงได้ เท่านั้นเอง

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้บังคับกองทหารม้า “กระโหลกผีฮุสสาส์” (Death’s Head Hussars) ซึ่งเป็นหน่วยทหารชั้นกะทิของกองทัพปรัสเซีย ชักจะหวั่นใจต่ออาการหัวเราะของทหารภายใต้บังคับบัญชา เขาจึงเรียกระดมพลนายทหารยศต่ำกว่าร้อยเอกและทหารชั้นประทวน เพื่อฟังบรรยายสรุปถึงแนวทางการหัวเราะที่ควรแสดงออก

เขากล่าวว่า “You young officer are laughing in a way I do not like, or permit.  I do not wish to hear from you sniggers, tiggers or guffaws.  You are not tradespeople, Jew or Poles.  There is only one way in which a cavalry officer may laugh: short, sharp and manly, Thus: Ha!  Do you hear, Ha!  Nothing else will be tolerated.  Now, I want to hear you all practice it.  One, two, three, Ha! That’s better.  Now, once again, all together, One, two, three, Ha!  Practice it among yourselves.  Dismiss!” (ผมอ้างจากคำแปลของ Paul John ใน “Humorists” สำนักพิมพ์ HarperCollins, ปี 2010, หน้า XVII)

พื้นฐานนิสัยในเชิง Work Ethics ของคนญี่ปุ่นก็โน้มเอียงคล้ายๆ กับคนเยอรมัน ว่ากันว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น กองทัพญี่ปุ่นกับกองทัพเยอรมัน มีชื่อเสียงน่าเกรงขามอย่างยิ่ง เป็นกองทัพที่ได้ชื่อว่ารบเก่ง ทนทายาท สามัคคี เหี้ยมเกรียม และไร้ความปราณี เพียงแค่ได้ยินว่ากองทัพทั้งสองจะยกทัพมา ก็ขวัญหนีดีฝ่อเสียแล้ว

พอตอนหลัง เมื่อสงครามเลิก มีนักวิชาการอเมริกันไปทำวิจัยแล้วสัมภาษณ์นายทหารและพลทหารเยอรมันจำนวนมาก แล้วสรุปว่า พื้นฐานนิสัยของทหารเยอรมันมิได้เหี้ยมเกรียมไร้ความปราณีแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขาเป็นคนยึดถือระเบียบวินัยเคร่งครัด และมีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย (คือ Work Ethics ที่ผมกล่าวมานั่นแหล่ะ) ในฐานะทหาร จึงมีภาระกิจต่อการรบชนะ และด้วยความมีระเบียบวินัยและขยันขันแข็ง พวกเขาก็ออกรบด้วยนิสัยพื้นฐานอันนั้น คือรบแบบมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง มีระเบียบวินัยสูง มีแผนการณ์รัดกุม ยึดเป้าหมายที่ชัยชนะอย่างแน่วแน่ ทว่าในสงครามนั้น หนทางเอาชนะคือต้องสังหารชีวิตและทำลายทรัพย์สินของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงาน เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่และภาระกิจ ผลงานที่ออกมามันจึงดูเหี้ยมโหด แต่ในสายตาพวกเขาเอง ถือว่าเป็นเรื่องการทำหน้าที่ปกติ คือต่างคนต่างทำงาน (หมายถึงทำการรบ) ให้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เท่านั้นเอง

ก็การรบอย่างทรงประสิทธิภาพนั่นแหล่ะ ที่ข้าศึกเรียกว่า “โหดเหี้ยมอำมหิต”

“จุดแข็ง” ของคนอื่น บางทีเราฟังๆ ดูแล้ว ก็พิกลอยู่ เพราะมันเลียนแบบได้ยาก (หรืออาจจะเลียนแบบไม่ได้เลย) มันถึงยังเป็น “จุดแข็ง” อยู่ได้

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำงานของคนญี่ปุ่นมามาก อย่างการที่ต้องไม่พยายามยิ้ม หัวเราะ หรือปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากไปในที่ทำงาน จนเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายมองว่าเป็นคนไม่ซีเรียสจริงจัง หรือการที่ต้องอยู่ทำงานเกินเวลา หากเจ้านายยังไม่กลับ ลูกน้องก็ยังกลับไม่ได้ หรือการต้องไปกินเหล้ากันกับรุ่นพี่หรือเจ้านายหลังเลิกงานเพื่อคุยเรื่องงานกัน หรือการที่ผู้หญิงต้องลาออกจากงานเมื่อได้แต่งงาน หรือการหาข้อสรุปโดยการเห็นด้วยร่วมกันทุกคน (Concensus) มิใช่ด้วยการโหวตแล้วเสียงข้างมากชนะ แม้แต่มีคนๆ เดียวในที่ประชุมโหวตแหกคอกไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ ก็เป็นอันว่ายังตัดสินไม่ได้ คือให้ถือว่ายังไม่มีข้อสรุป หรือยังหาข้อยุติไม่ได้อยู่นั่นเอง ฯลฯ

ฟังดู Absurd ใช่ไหมล่ะ!

หรืออย่างเรื่องราวความกล้าของคนญี่ปุ่นก็เหมือนกัน ตั้งแต่บรรดาซามูไรที่คว้านท้องตัวเองตายตามเจ้านาย หรือผู้บริหารระดับสูงของกิจการชั้นนำและข้าราชการระดับสูงและรัฐมนตรีคว้านท้องตัวเองเมื่องานล้มเหลว หรือพวกยากูซ่าที่ตัดนิ้วมือตัวเอง หรือทหารกามิกาเซ่ที่ขับเครื่องบินพุ่งชนเรือรบข้าศึก

ลัทธิบูชิโดถือว่าการตายเพื่อ Public เป็นเรื่อง Noble และชวิตของคนญี่ปุ่นนั้นมิใช่มีไว้เพื่อตนเอง แต่มีไว้เพื่อส่วนรวม เพื่อเสียสละ ท่านผู้อ่านลองคิดดูเองแล้วกัน ว่าคนที่คิดว่าชีวิตตัวเองไม่ได้เป็นของตน แต่เป็นของผู้อื่นนั้น มันจะกล้าหาญได้สักเพียงไหน

แม้นิสัยเหล่านี้ ในสายตาพวกเรา จะดูแปลกพิกล ทว่ามันก็เป็น “จุดแข็ง” ของสังคมญี่ปุ่น และเป็น “จุดแข็ง” ที่พวกเขาใช้สร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมของเขาอย่างได้ผล

MBA “ฉบับมีดี” ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้ เราใช้เวลาตรึกตรองและเก็บข้อมูลเป็นเวลาพอสมควร กว่าจะกลั่นกรองเรื่องเด่นในฉบับออกมาทั้ง 2 ชุด คือชุด “ว่าด้วยจุดแข็ง” (“Strength ดี เป็นศรีแก่ตัว”) และ “ว่าด้วยภาพลักษณ์” (MBA on Branding)

เราหวังว่า “ความคิดรวบยอด” และ “ผลึกความเห็น” ที่เรานำเสนอในเล่ม จะแหลมคม แปลก และมองจากมุมใหม่ และเป็นประโยชน์ต่อยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม ทั้ง “ภาพลักษณ์” และ “จุดแข็ง” ล้วนเหมือนกับชะตาชีวิตมนุษย์ คือมีขึ้น มีลง มีดี มีแย่ มีเกิด มีดับ มีเข้มแข็ง มีอ่อนแอ มีแข็งแกร่ง มีปวกเปียก มีรุ่งโรจน์ มีตกต่ำ และถูกทำลาย ถูกดูแลรักษา และฟื้นฟูได้

ท่านต้อง Identify และประเมินจุดแข็งของท่าน สินค้าบริการของท่าน และองค์กรของท่าน อยู่ตลอดเวลา เพราะความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี การแข่งขันและคู่แข่งขัน อาจลบกลบหรือเบียดบังจุดแข็งของท่านเสีย จนบางทีอาจกลายเป็นจุดอ่อนไปก็เป็นได้

ท่านต้องรักษา ปกป้อง ลงทุนกับมันอย่างต่อเนื่อง และเพียรเสริมสร้าง Capability ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มจุดแข็งให้กับตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ที่ท่านจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนี้ ซึ่งนับวันจะเปลี่ยนแปลงรุนแรง ฉับพลัน และพลิกกลับแบบหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อนในยุคของเรา

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
21 มีนาคม 2555
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนมีนาคม 2555



หมายเหตุ: ท่านผู้อ่านที่ใช้ iPad และ iPhone สามารถดาวน์โหลด APPLICATION ของนิตยสาร MBA ได้แล้วใน APP STORE และสามารถอ่านเนื้อหาของนิตยสารฉบับ E-Magazine ได้ครบทั้งเล่มครับ....